“คมคิด” สู่ธุรกิจบัลลังก์ทอง ตำรับ "วิกรม กรมดิษฐ์" – “เจ้เล้ง”

“คมคิด” สู่ธุรกิจบัลลังก์ทอง ตำรับ “วิกรม กรมดิษฐ์” – “เจ้เล้ง”

จีราวัฒน์ คงแก้ว
ไม่ได้เริ่มจากมหาเศรษฐี แต่วันนี้มีอาณาจักรธุรกิจเป็นร้อยเป็นพันล้าน กลายเป็นเสือแถวหน้า ที่หาตัวจับยากแห่งยุค แผ่บารมีความยิ่งใหญ่ ภายใต้ชื่อ “วิกรม กรมดิษฐ์” เจ้าพ่อ “อมตะ” และ “เจ้เล้ง” อารียฉัตร อภิสิทธิ์อมรกุล ร่วมค้นหาคมคิดสร้าง “จุดเปลี่ยน” ชีวิตของ 2 ผู้ยิ่งใหญ่
ยึดเวที สัมมนา “I-Inspire” เสริมพลังความรู้ จุดประกายความคิด สร้างธุรกิจ SMEs ของสมาคมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมสตรีไทย (สวสท.) “วิกรม กรมดิษฐ์” ประธานมูลนิธิ อมตะ และ “เจ้เล้ง” อารียฉัตร อภิสิทธิ์อมรกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ แอนด์ เจ บิวตี้ โปรดักส์ จำกัด ควงคู่แชร์ประสบการณ์จริง จุดประกายความคิดให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เร่งต่อยอดขีปนาวุธเถ้าแก่มหารวย
กว่าจะมานั่งเป็นประธานมูลนิธิ “อมตะ” ทำหน้าที่ “คิดฝัน” ให้กับองค์กร ทั้งเรื่องเป้าหมาย นโยบาย “วิกรม กรมดิษฐ์” เริ่มต้นจากแค่ แรงบันดาลใจพื้นๆ “อยากรวย เห็นคนรวยแล้วก็ศึกษาว่าเขารวยอย่างไร”
สิ่งที่ตามมาหลังความอยาก คือการ มองโลกในแง่บวก และ ท้าทาย คิดอย่าง “วิกรม” ต้องเรียนก่อนรู้ และรู้ก่อนทำ
ประสบการณ์ที่ผ่านมา สอนให้รู้เขาว่า “การทำอะไรที่เสี่ยง ต้องระวังตัวให้มาก” ช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ องค์กรเคยมีหนี้สูงถึง 17,000 ล้านบาท ขณะที่หนี้สินส่วนตัวก็มีอยู่เกือบ 500 ล้านบาท
“เพราะเป็นคนมั่นใจและกล้ามาก กล้าเกินความเป็นจริง ซึ่งนั่นเป็นปัญหา ถ้าเราทำอะไรโดยไม่ชั่งน้ำหนัก ก็จะกระทบกับเรามากเช่นเดียวกัน”
หนี้สินมีให้ไว้สะสาง วิธีของเขาคือกลับมาบริหารจัดการรายได้และหนี้สิน ได้เงินมาเท่าไร ก็มาคิดว่าแบ่งใช้อย่างไร คืนธนาคารเท่าไรดี ไม่ต้องหนีหนี้ ทำให้ เพียง 4 ปี ก็สามารถใช้หนี้สินได้หมดแล้ว ผลจากตรงนั้น นำมาสู่การบริหารจัดการในปัจจุบัน
“ปัจจุบันต้นทุนเชิงการค้า เราถูกมาก ต้นทุนการโฆษณาเราน้อยมาก จะเห็นว่าในหนังสือพิมพ์มีข่าวเราน้อย แต่เรากลับกินแชร์กว่าครึ่งหนึ่ง เงินหมุนเวียน 7 แสนล้านบาท สัดส่วน 6% กว่าๆ ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ เพราะเราขายความเป็นจริง มีน้ำใจกับทุกคนที่ทำงาน นี่เป็นทรัพย์สินที่ทำให้เราเกิดความต่อเนื่องในงานที่เราทำ”
ขณะที่มุมมองของ วิกรม เอสเอ็มอีไทย ต้องเปลี่ยนมุมคิดกันแล้ว
“เอสเอ็มอีไทย เยอะเลยที่เป็นโอท็อป สิ่งที่ปู่ย่าตาทวดทำมาเราก็รักษาเพราะคิดว่านี่คือ ภูมิปัญญา แต่มันไม่ใช่เลย เราต้อง อาร์ แอนด์ ดี ดูอย่าง ซัมซุงเป็นบริษัทใหญ่ติดอันดับโลก เพราะคำพูดที่บอกกับพนักงานว่า “มนุษย์ทุกคนในโลกคือลูกค้าของซัมซุง” เขาต้องทำ อาร์ แอนด์ ดี ทั้งสิ้น แต่ เอสเอ็มอีวันนี้ผูกติดกับอดีต เราต้องลืมอดีต แต่ต้องไปผูกติดกับโลกว่าเขาหมุนไปทิศไหนกันแล้ว”
วิกรม ยกตัวอย่าง โตโยต้า ที่มีจำนวนพนักงาน ประมาณ 13,000 คน แต่มียอดขายที่ 3 แสนล้านบาท
“ตอนนี้คนไทยทำอะไรอยู่ ทำไมไม่ไปทำพวกนี้ เอสเอ็มอี ต้องผูกติดกับโตโยต้า ซัมซุง โซนี่ เพราะเราไม่มีความรู้เรื่องการผลิต การทำตลาดโลก เอสเอ็มอีไทยอย่ามองภาพแค่ด้านข้าง แต่เราต้องมองมุมสูง เราจึงจะเห็นโลกทั้งโลก อย่าลืมว่าไทยมีความสามารถไม่น้อยเลย”
เพราะตลาดของโลกคือ “อากาศ” อากาศ ก็คือ “โอกาส” คนที่ประสบความสำเร็จ จะต้องใฝ่รู้ ใฝ่หาโอกาส และหาอย่างมีเหตุและผล ด้วย เพื่อเกาะกับตลาดโลก
“คนอเมริกันคือมนุษย์ในโลกนี้ทุกเผ่า แต่คนไทย มอญ ขอม พม่า ละว้า เราคือผู้อพยพทั้งสิ้น ทำไมไม่เอาคนดีๆ เก่งๆ มาร่วมมือกับเรา มองทุกคนในโลกที่เก่งเป็นพาร์ทเนอร์ของเรา ผมชอบคนเก่ง และชอบหาคนเก่งเสมอ”
แม้ในตอนที่เจอวิกฤติไอเอ็มเอฟ “เจ้เล้ง” จะไม่ได้มีหนี้สินให้หนักอกเช่นเดียวกับ “วิกรม” แต่ปัญหาใหญ่ คือ รายได้ตกลงอย่างต่อเนื่อง คิดอย่างไรดีกับวิกฤติ เจ้เล้งบอกแค่ว่า “ใช้วิกฤติให้เป็นโอกาส”
“จากที่ซื้อของเข้ามาจากต่างประเทศ ก็เปลี่ยนเลย มาซื้อจากเอเย่นต์ในประเทศแทน ซื้อมาเยอะมาก รีแพ็คใหม่หน้าร้าน แล้วเอาของในสต็อกที่เรามีมาส่งออกประเทศอื่นๆ อย่างจากที่เราซื้อมาชิ้นละ 12 ดอลลาร์ ก็ขายแค่ 10 ดอลลาร์พอ เพราะค่าเงินเปลี่ยน เราเลยได้ราคาดีกว่าเดิม จากนั้นก็ไม่ต้องเอาเงินเข้ามา แต่เอาเป็นสินค้าเข้ามาแทน ส่วนเรื่องสินค้าก็ปรับตัว จากที่ขายแต่ของแบรนด์เนม แพงมากๆ ก็มาขายของถูกๆ อย่าง 10-20 บาท เอาหมด”
เคล็ดลับการทำการค้าฉบับ “เจ้เล้ง” เธอบอกว่า
“การค้าทุกคนอยู่นิ่งไม่ได้ นอนก็ยังต้องคิด ต้องฝัน ว่าพรุ่งนี้ต้องทำอะไรต่อไป เจออะไรก็ต้องมองเป็นเงินไปหมด ที่สำคัญการค้าต้อง “ใหม่” และ “ไว” ตลอดเวลา และจะมองทางเดียวไม่ได้ ต้องหาทางออกไว้ด้วย ก้าวซ้ายได้ ขวาได้ หันหลังกลับได้ ล้มแล้วลุกใหม่ให้ได้ด้วย”
หนทางป้องกันไม่ให้ล้ม ก็ต้องมาแก้ปัญหาให้ถูกจุด จากอดีตที่เก่งแต่ขายไม่ถนัดทำบัญชี ไม่รู้ระบบการจัดการ ก็ต้องมาให้ความสำคัญมากขึ้น
ปัญหาที่เกิดขึ้นในอดีต คือการให้เครดิตลูกค้านานๆ ชนิดลูกค้ารายเล็กรายน้อย แต่เป็น “ลูกหนี้” เจ้เล้งถึงหลักร้อยล้าน
“เมื่อก่อนด้วยความโลภก็คิดจะขายอย่างเดียว ไปดูหนี้ลูกค้ารายเล็กๆ 200-300 ล้านบาท ในเวลาแค่กว่า 2 ปี เราจะไปให้เครดิตขนาดนั้นได้อย่างไร ลูกหนี้เรามีเบนซ์ขับ แต่เราวันนั้นยังขับแค่โตโยต้า พอรุ่งขึ้นก็เปลี่ยนแผนเลย จากที่เวลาเราให้เครดิตเขา 15 วัน เขาก็จะมาซื้อเราทุก 15 วัน แล้วเอาเงินนั้นไปหมุน เรียกว่าเอาสินค้าไปหมุนเงิน ซึ่งเขาทำแบบนี้สักวันต้องล้มแน่ เราเลยต้องปรับแผนให้การสั่งซื้อครั้งใหม่ คือต้องจ่ายเป็นเงินสด ส่วนที่ยังตกค้างก็เคลียร์เช็คไปเรื่อยๆ จากนั้นเปลี่ยนระบบใหม่ คือให้เครดิต ทุก 15 วัน แต่ต้องเคลียร์ยอดให้หมดก่อนถึงสั่งซื้อครั้งใหม่ได้”
มีวิธีป้องกันลูกหนี้ ก็มองวิธีประหยัดการลงทุนเอาไว้ด้วย สำหรับการตลาดและประชาสัมพันธ์ของ “เจ้เล้ง” ใช้กลยุทธ์ง่ายๆ ไม่ต้องเปลืองเม็ดเงินในกระเป๋า เธอบอกว่า
“เขียนนิยายมาเล่าให้คนอื่นฟัง เล่าเรื่องตัวเองนี่แหละ เล่าจากความจริง แต่แฝงไว้ด้วยการขายสินค้า การทำพีอาร์แบบนี้จะประสบความสำเร็จมาก และช่วยประหยัดเงินเราได้ด้วย”
อย่างที่ทราบกันดีว่า กลยุทธ์ของ “เจ้เล้ง” คือ ไม่ขายของแพง เอากำไรน้อย แต่เน้นวอลุ่มเยอะ ทำให้แม้จะมีห้างเกิดขึ้นมากมาย แต่อาณาจักร “เจ้เล้ง” ก็ไม่สะเทือน
ในขณะที่เอสเอ็มอีไทยจะมองตรงข้าม เธอบอกว่า เอสเอ็มอี ส่วนหนึ่ง อีโก้สูงมาก ตั้งเป้าหมายไว้สูง พอเริ่มขายของได้ ก็ไปออกงานแสดงสินค้าที่ต่างประเทศ ซึ่งสินค้าของไทยก็มีชื่อเสียง แต่ปัญหาที่พบคือ สินค้าของคนไทย ตั้งราคาไว้สูงกว่าสินค้าในต่างประเทศมาก
“ฉันถามว่าเอาจุดไหนมาตั้งราคา มีคนสนใจมากเหรอ เขาบอกของเขาคุณภาพดี ฉันก็ว่าของนอกก็มีคุณภาพดีนะ เขามีห้องแล็บ ห้องทดลอง มานานกว่าเราเสียอีก ถ้าสินค้าไทยแพงกว่าต่างประเทศถึง 100% ถามว่าจะขายได้เหรอ ซึ่งร้านนั้นมีของวางไว้เต็ม แต่ไม่มีคนซื้อ เพราะตั้งความหวังไว้สูงเกินไป มั่นใจตัวเองเกินไป”
ในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจไม่ได้สวยหรู และมีอุปสรรคมากมายให้เอสเอ็มอีต้องฝ่าฟัน “คมคิด” ที่เจ้เล้งฝากไว้คือ
“ทั่วโลกทุกวันนี้ ก็ขาดแคลนเหมือนกันหมด นักธุรกิจที่คิดจะลงทุนต้องอย่าโผงผาง อย่าคิดขยายธุรกิจ จนควบคุมตัวเองไม่ได้ การทำการค้าต้องมีต้นทุนที่สำรองไว้ เพราะถ้าไม่มีทุนสำรอง เกิดวิกฤติเราก็จะไปไม่รอด และต้องจำกัดตัวเองไว้ด้วย ว่าเราจะทำแค่นี้นะ ถ้ามากกว่านี้ให้ทายาทสืบทอดไม่ใช่ตัวเราแล้ว ทำธุรกิจถ้ารู้จักพอ เราก็จะมีความสุข”
ไม่ว่าธุรกิจระดับไหน ถ้าเพียงพลิกมุมคิด ก็สู้กับวิกฤติได้ เหมือนที่พวกเขาพิสูจน์ให้เห็นแล้ว

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *