‘มอเตอร์ไซค์’ ความหมายและบทบาทในชีวิตสมัยใหม่?

‘มอเตอร์ไซค์’ ความหมายและบทบาทในชีวิตสมัยใหม่?

ปริมาณรถจักรยานยนต์หรือมอเตอร์ไซค์ในประเทศไทยขยายจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว สถิติในปี 2546 มีผู้ใช้จักรยานยนต์ถึง 17 ล้านคัน โดยแต่ละปียังมียอดขายมากกว่าปีละ 2 ล้านคัน ทำให้ปัจจุบันประชากรต่อรถจักรยานยนต์ในประเทศไทยสูงถึง 3 คนต่อ 1 คัน อัตราการใช้ระดับนี้บอกกับเราว่า มอเตอร์ไซค์ได้เปลี่ยนสถานะจากที่เคยเป็นสินค้าหรู ใช้ขี่เล่น ใช้เพื่ออวดตัว ให้กลายเป็นพาหนะในชีวิตประจำวันของคนทั่วไป เสมือน “ขายุคใหม่” และยังเป็นมากกว่าพาหนะเพื่อการเดินทางสำหรับคนบางกลุ่มอีกด้วย
ข้อมูลจากการสำรวจผู้ใช้รถจักรยานยนต์ของกองสุขศึกษาในพื้นที่ตัวอย่างจังหวัดนครปฐม เมื่อปี พ.ศ.2546 พบว่า การขับขี่รถจักรยานยนต์นั้น เป็นการขับขี่ในชุมชนหรือหมู่บ้าน ร้อยละ 82.9 ขี่ไปตลาดเพื่อจับจ่ายซื้อของร้อยละ 74.3 ไปทำงานร้อยละ 44.9 ไปโรงเรียนร้อยละ 15.8 ไปรับส่งบุตรหลาน 15.3 ไปไร่ นา สวน 9.9 เป็นการขับขี่ทางไกล 23.5 ขี่ตอนกลางวันร้อยละ 79.2 เป็นการขับขี่กลางคืนร้อยละ 36.1
จะเห็นได้ว่ารถจักรยานยนต์ เป็นขายุคใหม่ตามความจำเป็นของยุคสมัย เป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตของทุกคนในครอบครัว ในครอบครัวส่วนใหญ่จึงต้องมี “รถเครื่อง” อย่างน้อยสักหนึ่งคันไว้ครอบครอง กระนั้นการสำรวจยังพบว่า การใช้รถจักรยานยนต์ของชาวบ้านส่วนใหญ่ใช้ในถนน ซอยตามหมู่บ้าน จะขี่ขึ้นถนนใหญ่เมื่อมีความจำเป็นเท่านั้น เพราะกลัวอุบัติเหตุ ทำนองเดียวกับการเดินทางไกลก็หันไปเลือกใช้รถยนต์หรือรถเมล์แทน
อย่างไรก็ตาม สำหรับวัยรุ่น รถจักรยานยนต์ยังเป็นมากกว่าพาหนะในการเดินทาง เพราะนอกจากใช้ขี่ไปเรียน ‘มอเตอร์ไซค์’ ยังเป็นส่วนประกอบหนึ่งของชีวิตทางสังคม ตั้งแต่เป็นเครื่องมือที่ทำให้สามารถพาตัวเข้ากับกลุ่มเพื่อนหรือร่วมกิจกรรมทางสังคม เป็นหัวข้อสนทนาในวงเพื่อน เป็นจุดเด่น ดึงดูดใจเพื่อนและเพศตรงกันข้าม หรือแม้แต่เป็นเครื่องแก้ความเบื่อ ความเหงา และความโกรธ
ทั้งนี้กลุ่มวัยรุ่นทั้งชายและหญิงมีแบบแผนที่เหมือนและแตกต่างกัน แบ่งการขับขี่ได้เป็น 3 ลักษณะคือ ขับเมื่อมีความจำเป็น การขับรถเที่ยวเล่น และการขับรถแข่ง
โดยกลุ่มวัยรุ่นชายนั้น มีทั้งกลุ่มที่มีพฤติกรรมขับขี่ปลอดภัยและกลุ่มที่ขับขี่เสี่ยงต่ออันตราย โดยเฉพาะการขับรถซิ่งเป็นกลุ่มใหญ่ ส่วนกลุ่มวัยรุ่นหญิง ส่วนมากขี่รถด้วยความเร็วต่ำ และขี่รถด้วยความระมัดระวัง ซึ่งมาจากหลายสาเหตุ เช่น กลัวอุบัติเหตุ ไม่มั่นใจในตนเอง, มีการรับรู้ที่ดีเกี่ยวกับการขับขี่ ลักษณะการขับขี่จะระมัดระวังมากกว่าวัยรุ่นชาย แต่ทักษะการขับขี่น้อยกว่าวัยรุ่นชาย
ความหมายของรถจักรยานยนต์ในสมัยใหม่ นอกจากจะเป็นพาหนะจำเป็นของคนทั่วไป สำหรับวัยรุ่นแล้วยังเป็นสัญลักษณ์และเครื่องมือในการเรียนรู้ทางสังคม และไม่ได้มีแต่เพียงเท่านั้น ในช่วงสิบปีเศษที่ผ่านมา สำหรับคนบางกลุ่ม รถจักรยานยนต์ยังมีความสำคัญในฐานะเครื่องมือประกอบอาชีพอีกด้วย
จักรยานยนต์รับจ้างได้กลายมาเป็นอาชีพอิสระของคนจำนวนมากทั่วประเทศ ที่ทั้งขนส่งสิ่งของในฐานะพนักงานขนเอกสาร และขนส่งคนในฐานะมอเตอร์ไซค์รับจ้าง รวมแล้วมีจำนวนระดับหลายแสนคน และผู้ใช้บริการระดับหลายล้านคน
รายงานการสำรวจรถจักรยานยนต์รับจ้างในเขตกรุงเทพของกรมการขนส่งทางบกปี 2535 ระบุถึงจำนวนจักรยานยนต์รับจ้างในปี 2531 ว่ามีเพียง 831 คิว รถจักรยานยนต์รับจ้าง 16,528 คัน มาถึง พ.ศ.2550 รถยานยนต์รับจ้างเฉพาะในเขตกรุงเทพ ที่ขึ้นทะเบียนกับกรุงเทพมหานครมีจำนวนประมาณ 1 แสนคัน ทั้งนี้ยังไม่มีการประมวลตัวเลขที่แท้จริงของผู้ขับรถมอเตอร์ไซด์รับจ้างทั่วประเทศ ซึ่งวิ่งรับส่งผู้โดยสารหลายล้านเที่ยวต่อวัน
อย่างไรก็ตามข้อมูลจากการสำรวจในพื้นที่กองบังคับการตำรวจนครบาล 9 จำแนกผู้ใช้บริการจักรยานยนต์รับจ้างได้ดังนี้ เป็นพนักงานบริษัทร้อยละ 47.1 รับจ้างทั่วไป 16.2 ค้าขาย 14.7 นักเรียน นักศึกษา 11.8 รับราชการ รัฐวิสาหกิจ 8. ไม่มีอาชีพร้อยละ 2.2
เมื่อรถจักรยานยนต์ได้กลายเป็นสิ่งจำเป็นพื้นฐานไปเรียบร้อยแล้ว ขณะเดียวกันก็ถูกหมายหัวว่า คือพาหนะที่ทำให้เกิดการสูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนนมากที่สุด ไม่ต้องสงสัยเลยว่า การจัดการใดๆ ที่เกี่ยวกับรถจักรยานยนต์ย่อมเป็นเรื่องละเอียดอ่อนอย่างแน่นอน

ที่มา : ศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *