‘ฝังเข็ม’..เป็นมากกว่าการรักษาโรค

‘ฝังเข็ม’..เป็นมากกว่าการรักษาโรค
• คุณภาพชีวิต
ช่วยป้องกัน-ส่งเสริมสุขภาพให้แข็งแรงขึ้นด้วย

การแพทย์แผนจีนมีวิธีการรักษาโรคอยู่อย่างหนึ่งซึ่งมีมานานกว่า 4,000 ปี นั่นคือการฝังเข็ม ปัจจุบันได้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล

แม้องค์การอนามัยโลก (WHO) ก็ให้ความสำคัญกับการรักษาโรคด้วยวิธีนี้ เพราะเป็นวิธีการรักษาที่สะดวกและใช้เครื่องมือน้อย แม้แต่ในวงการการแพทย์แผนไทยในปัจจุบันก็ได้นำเอาการฝังเข็มมาใช้ในการรักษาผู้ป่วยอย่างแพร่หลายด้วยเช่นกัน

เข็มไม่อันตรายเมื่ออยู่ในมือหมอ

สำหรับผู้ที่ไม่เคยฝังเข็มมาก่อนเมื่อเห็นเข็มอาจมีความกลัวอยู่บ้างเป็นธรรมดา เช่น กลัวเจ็บ บางคนอาจวิตกกลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อร่างกาย ส่วนคนที่ผ่านการฝังเข็มมาแล้วก็จะมองว่าการฝังเข็มไม่ได้เจ็บอย่างที่กลัวและไม่ได้เป็นอันตรายอย่างที่หลายคนคิด

อาจารย์ชัย พนมยันตร์ แพทย์แผนไทยและจีน (ฝังเข็ม) โรงพยาบาลนครธน พูดถึงความเจ็บในการฝังเข็มว่า ความรู้สึกขณะฝังเข็มอาจเจ็บเล็กน้อยเมื่อเข็มผ่านผิวหนัง จะหายเจ็บเมื่อเข็มถึงชั้นใต้ผิวหนัง และมีอาการชา ตื้อ หนัก ร้าว เมื่อถึงจุดฝังเข็มไปตามทางเดินของเส้นลมปราณ

แต่เข็มนั้นจะไม่อันตรายต่อร่างกายของผู้ป่วยตราบใดที่อยู่ในมือของหมอ เพราะผู้ที่ทำการฝังเข็มจะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ในเรื่องของกายวิภาคศาสตร์และทฤษฎีลมปราณเป็นอย่างดี แต่จะอันตรายก็ต่อเมื่ออยู่ในมือของคนที่ไม่ใช่หมอ เช่น มีเลือดไหลออกมา เป็นต้น

อาจารย์ชัย บอกว่า นอกจากการฝังเข็มจะไม่อันตรายแล้ว เข็มที่นำมาใช้ก็ยังสะอาดเพราะได้ผ่านการทำความสะอาดจนปลอดเชื้อโรคและบรรจุแผงจากโรงงาน ซึ่งใช้เพียงครั้งเดียวแล้วทิ้ง ไม่นำกลับมาใช้อีก

“เข็มที่ใช้ทำขึ้นมาเป็นพิเศษจากสเตนเลส ไม่เป็นสนิม ปลายเข็มไม่ตัด ไม่กลวง ไม่มีรู มีขนาดเล็กและบางมาก ความยาวมีตั้งแต่ 10 มิลลิเมตรขึ้นไปจนถึง 12 นิ้ว ขึ้นอยู่ว่าจะใช้กับกล้ามเนื้อส่วนใด เช่น กล้ามเนื้อที่สะโพกอาจใช้ 3 นิ้ว ที่แขนอาจใช้นิ้วครึ่งถึง 2 นิ้ว ที่หน้าท้องอาจใช้ครึ่งนิ้วหรือไม่เกิน 1 นิ้ว ที่ศีรษะแทงลงไปก็เจอกะโหลกอาจใช้ครึ่งนิ้ว เป็นต้น ทั้งนี้ต้องขึ้นกับผู้ที่ทำการฝังเข็มที่ต้องดูเส้นลมปราณว่าอยู่ลึกหรือตื้นด้วย” อาจารย์ชัย อธิบาย

ฝังเข็มรักษาโรคอะไรได้บ้าง

อาจารย์ชัย บอกว่า อาการปวดทุกชนิดใช้การรักษาด้วยการฝังเข็มได้ผลเด่นชัดเป็นพิเศษ ตามที่องค์การอนามัยโลกประกาศยอมรับหรือบรรเทาอาการด้วยการฝังเข็มก็ประกอบไปด้วย ปวดคอเรื้อรัง ปวดหัวไหล่ ข้อศอก กระดูกสันหลัง เอว หัวเข่า ปวดจากการเคล็ดขัดยอก ปวดประจำเดือน ปวดนิ่วในถุงน้ำดี ปวดศีรษะอันมีสาเหตุจากความเครียดหรือก่อนมีประจำเดือน ปวดไตเนื่องจากสาเหตุต่างๆ ปวดในทางเดินปัสสาวะ ปวดเส้นประสาทหรือปวดเส้นประสาทบนใบหน้า ปวดหลังผ่าตัด ปวดไมเกรน

รวมถึงอาการซึมเศร้า อัมพฤกษ์ และผลข้างเคียงหลังจากป่วยด้วยโรคทางสมอง ความดันโลหิตสูงหรือต่ำ เม็ดเลือดขาวน้อยกว่าปกติ สมรรถภาพทางเพศถดถอย ภูมิแพ้ หอบหืด วิตกกังวล นอนไม่หลับ ขากรรไกรค้าง แพ้ท้อง คลื่นเหียนอาเจียน การเลิกเหล้า บุหรี่ และยาเสพติดอื่นๆ

“โรคที่รักษาแล้วได้ผลดี ประกอบด้วย อาการเจ็บเฉียบพลันหรือเรื้อรังในลำคอ (ต่อมทอนซิล) อาการวิงเวียนศีรษะสาเหตุจากน้ำในช่องหู สายตาสั้นในเด็ก เด็กในครรภ์มารดาอยู่ในท่าขวาง (ทำให้คลอดยาก) โรคอ้วน โรคประสาท การปวดของเส้นประสาทสะโพก เส้นเอ็นอักเสบ ปวดลำไส้เนื่องจากพยาธิ และอาการผิดปกติของลำไส้เมื่อเกิดความเครียด”

ส่วนโรคที่รักษาที่ได้ผล เช่น โรคท้องผูก ท้องเดิน การมีบุตรยากที่มีสาเหตุจากทั้งฝ่ายชายและหญิง กระเพาะอาหารเลื่อนต่ำ สะอึก เรอบ่อย ปัสสาวะไม่รู้ตัวหรือไม่คล่อง ไซนัสอักเสบ หญิงหลังคลอดมีน้ำนมไม่พออาจารย์ชัย กล่าวว่า การรักษาโรคด้วยการฝังเข็มนั้นใช้เวลาในการรักษาเหมือนการรักษาด้วยวิธีอื่นเช่นกัน

ยกเว้นการฝังเข็มรักษาอาการเจ็บปวดจะเห็นผลเกือบทันที เช่น ปวดหัว ปวดไมเกรนมากๆ หากรับประทานยาอาจใช้เวลานานกว่า แต่ถ้าฝังเข็มที่บริเวณศีรษะโดยตรงจะใช้เวลาไม่เกิน 10 นาทีก็จะเห็นอาการดีขึ้น

ฝังเข็ม…มากกว่ารักษาโรค

อาจารย์ชัย บอกว่า การฝังเข็มได้พัฒนาไปมากมิใช่แค่การรักษาโรคอย่างเดียว แต่ยังสามารถใช้เพื่อเป็นการช่วยส่งเสริมสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์และช่วยป้องกันโรคได้ โดยหมอที่ดีจะต้องรักษาตั้งแต่ที่ร่างกายและจิตใจยังไม่เข้าถึงภาวะเป็นโรค ฉะนั้นการฝังเข็มเพื่อส่งเสริมสุขภาพก็ต้องทำตั้งแต่ที่ร่างกายมีความผิดปกติเกิดขึ้น

“สมมติคนที่น้ำในร่างกายน้อยปากจะแห้ง บ่ายๆ แก้มจะแดง สองอุ้งมืออุ้งเท้าบางครั้งมีเหงื่อออก ที่หน้าอกร้อน อย่างนี้ยังไม่ถือว่าเป็นโรค ก็มาฝังเข็มเพื่อปรับอุณหภูมิร่างกายให้สมดุล คนที่ปวดหลัง ขาไม่ค่อยมีแรง ความร้อนในร่างกายจะมากขึ้น ทำให้ใจหงุดหงิดพานนอนไม่หลับ และการนอนไม่หลับก็นำมาซึ่งความเครียดและโรคอื่นๆ อย่างนี้ก็ฝังเข็มป้องกัน โดยฝังเข็มที่ข้อมือเพื่อระบายความร้อนในหัวใจออกไปได้”

อาจารย์ชัย กล่าวว่า คนที่อ่อนเพลียง่าย เสียเลือดมากหรือเพิ่งหายจากอาการป่วย ต้องการการพักฟื้น การฝังเข็มจะช่วยได้ ทั้งเพื่อการกระตุ้นและระบาย ถ้าปวดมากเข็มที่ลงต้องใช้ระบายถอนเอาส่วนที่เกินในร่างกายออกมา แต่ถ้าเป็นหนักร่างกายอ่อนเพลียเข็มนั้นจะต้องลงเพื่อการบำรุงให้ร่างกายดีขึ้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเทคนิควิธีในการฝังเข็มว่าจะฝังเพื่อกระตุ้นหรือเพื่อระบาย

ประการสุดท้าย คือ การฝังเข็มเพื่อความงามซึ่งกำลังได้รับความนิยมในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นการฝังเข็มเพื่อลดความอ้วน ลดริ้วรอย ลดฝ้า หรือเพื่อทำให้ใบหน้าสดใสมีชีวิตชีวา เป็นต้น เพียงแต่การฝังเข็มดังกล่าวต้องใช้เวลาและความต่อเนื่องในการรักษา ไม่ใช่ฝังเข็มครั้งเดียวจบ ถ้าอย่างนั้นก็ไม่เห็นผล

ข้อดีและสิ่งพึงระวังในการฝังเข็ม

การฝังเข็มจะทำให้ระบบการไหลเวียนและลำเลียงของพลังลมปราณ เลือด และของเหลวในร่างกายที่เชื่อมโยงอวัยวะภายในและเนื้อเยื่อต่างๆ ไม่ติดขัด ทั้งอวัยวะและเนื้อเยื่อทำงานประสานกลมกลืน รวมทั้งยังมีผลต่อระบบประสาทอัตโนมัติ ซึ่งควบคุมการทำงานของอวัยวะต่างๆ และมีผลต่อการหลั่งสารหลายชนิดในร่างกายที่ช่วยระงับอาการปวดและลดอาการอักเสบได้

สิ่งที่พึงระวังคือ ผู้ที่ให้การรักษาจะต้องมีความรอบรู้และความชำนาญในศาสตร์การฝังเข็มอย่างแท้จริง ผู้ป่วยซึ่งเป็นโรคที่เลือดมีความผิดปกติของระบบการแข็งตัว โรคที่ต้องรักษาด้วยการผ่าตัด และที่ยังไม่ทราบการวินิจฉัยแน่นอนห้ามการฝังเข็ม

การฝังเข็มเป็นวิธีการรักษาที่ง่าย สะดวก และไม่เกิดความเสี่ยงเป็นอันตรายต่อร่างกาย ขอเพียงเข็มอยู่ในมือของผู้ที่มีความรอบรู้ในเรื่องของกายวิภาคศาสตร์และทฤษฎีลมปราณ รู้เทคนิควิธีในการฝังเข็มอย่างดี และที่สำคัญคือการฝังเข็มควรทำอย่างต่อเนื่อง

ที่มา: หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *