ไวน์

ไวน์
• ประวัติความเป็นมา
เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่าไวน์เป็นเครื่องดื่มที่มีมาหลายร้อยปีแล้ว มีการค้นพบโถโบราณบรรจุเมล็ดองุ่นไร่ซึ่งมีอายุนับเนื่องขึ้นไปกว่า 8,000 ปี ก่อนคริสตกาล นอกจากที่ประเทศอิหร่านแล้ว ยังมีการพบร่องรอยของเครื่องดื่มชนิดหนึ่งที่ได้จากกรรมวิธีการหมักแบบเดียวกับไวน์ในสมัย 7,000 ปีก่อนคริสตกาล ทางตอนเหนือของประเทศจีน
ในยุคอียิปต์โบราณ การเพาะปลูกองุ่นเพื่อทำไวน์มีการดำเนินการอย่างเป็นระบบระเบียบมาก เทพต่างๆ ในตำนานเทพปกรณัม ทั้งโอซิริสของอียิปต์ เทพไดโอนีซุสของกรีก บัคคัสของโรมัน หรือกิลกาเมชของบาบิโลน ล้วนแล้วแต่เป็นเทพแห่งไวน์ นอกจากนั้น ไวน์ยังเป็นสัญลักษณ์ของพระโลหิตของพระเยซูเจ้าตามความเชื่อทางศาสนาคริสต์ ไวน์มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเป็นอันมากในช่วงสองร้อยปีหลัง ชาวโรมันในสมัยก่อนนั้นดื่มไวน์ที่มีรสฉุนจนต้องผสมน้ำทะเลก่อนดื่ม รสชาติของไวน์ดังกล่าวแตกต่างจากไวน์ในปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง
ในสมัยศตวรรษที่ 19 ไวน์ถือว่าเป็นเครื่องดื่มบำรุงกำลัง โดยคนงานที่รับจ้างเก็บเกี่ยวพืชผลจะดื่มไวน์ถึงวันละ 6-8 ลิตร และนายจ้างจะจ่ายไวน์ให้เป็นส่วนหนึ่งของค่าแรง เพราะสมัยนั้นน้ำยังไม่ค่อยสะอาดพอที่จะนำมาดื่มได้
• ส่วนประกอบของไวน์
o แอลกอฮอล์ (Alcohol)
o น้ำตาล (Fructose & Glucose)
o ฟลาโวนอยส์ (Flavonoids)
o แทนนิน (Tannin)
• พันธุ์องุ่น
– พันธุ์องุ่นที่มีชื่อเสียงในการทำไวน์แดง คือ
o กาแบร์เนต์-โซวิญยง (cabernet-sauvignon)
o กาแบร์เนต์-ฟร็องค์ (cabernet franc)
o กาเมย์(gamay)
o แมร์โลต์ (merlot)
o ปิโนต์ นัวร์ (pinot noir)
o ซีราห์ (syrah)
o แซงฟองเดล (zinfandel)
– พันธุ์องุ่นที่นิยมนำมาทำไวน์ขาว คือ
o ชาร์โดงเนย์(chardonnay)
o เกอวูร์ซ์ตรามิแนร์ (gewürztraminer)
o เชอเน็ง (chenin)
o มุสกาต์ (muscat)
o ปิโนต์ กรีส์ (pinot gris)
o เรซลิง (riesling)
o โซวิญยง ปล๊องค์ (sauvignon blanc)
o เซมิยง (sémillon)
o ซิลวาแนร์ (sylvaner)
o อมิญ (amigne) (ในเขตวัลเลส์ ประเทศสวิสต์เซอร์แลนด์)
o ซาวัญเน็ง (savagnin)
• ชนิดของไวน์
ไวน์สามารถแบ่งกลุ่มได้หลายกลุ่มหรือหลายชนิด
o แบ่งตามเทคนิคการผลิต (Vinification) ได้ 3 ชนิด คือ
– Table wine (Still wine or Natural wine) คือ ไวน์แท้หรือไวน์ธรรมชาติหรือไวน์นิ่ง คือ ไม่มีฟอง
ก๊าซ มี 3 ชนิด คือ White wine มักมีสีเหลือง ถึงเหลืองทอง Red wine มีสีแดงเข้มถึงม่วง และ Rose wine จะมีสีชมพูอ่อน ได้จากการนำน้ำองุ่นคั้นแล้วหมักตามธรรมชาติ ไวน์ทั่วโลกส่วน
ใหญ่เป็น Table wine
– Fortified wine คือไวน์ที่มีการเติมแอลกอฮอล์จากบรั่นดีหรือวอดก้าในระหว่างการผลิตเพื่อให้มีปริมาณแอลกอฮอล์สูงขึ้นระหว่าง 16 – 23 เปอร์เซ็นต์
– Sparkling wine คือ ไวน์ที่มีฟองก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นไวน์ที่ผ่านการหมักแบบธรรมดา แล้วยังหมักต่อไปอีกในขวดด้วยการเติมน้ำตาลและยีสต์จนเกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ แล้วขจัดยีสต์ออกไป หรือมีการอัดก๊าซเข้าไปก่อนบรรจุขวดปริมาณแอลกอฮอล์ใกล้เคียงกับ Table wine ไวน์ชนิดนี้จะมีความซ่าที่รู้จักกันดีคือ แชมเปญ
o แบ่งตามรสชาติ
– Sweet wine คือ ไวน์หวาน จะมีปริมาณน้ำตาลสูง มีปริมาณแอลกอฮอล์ต่ำประมาณ 8 – 10 เปอร์เซ็นต์
– Dry wine คือ ไวน์จืด จะไม่มีรสหวานหรือมีรสหวานน้อยมาก มีปริมาณแอลกอฮอล์เช่นเดียวกับ Table win
– Dessert wine คือ ไวน์ที่ปล่อยให้เชื้อยีสต์เปลี่ยนน้ำตาลในน้ำองุ่นหมักจนหมด และปล่อยทิ้งไว้ในยีสต์ตายและตกตะกอนไปพร้อมกับสารแขวนลอยอื่น ๆ ไวน์ชนิดนี้อาจมีรสขมเนื่องจากการหมักหมมของเชื้อยีสต์ มีปริมาณแอลกอฮอล์สูงประมาณ 15 เปอร์เซ็นต์
o แบ่งตามสีของน้ำเหล้าองุ่น
– White wine คือ ไวน์ที่มีสีขาวที่ได้จากการหมักน้ำองุ่นขาวมักมีสีขาวใส มีเหลืองอ่อนจนถึงสีอำพัน
– Rose wine หรือ Pink wine คือ ไวน์สีชมพู เกิดจากการใช้องุ่นพันธุ์สีชมพู อาจมีสีชมพูอ่อนจนถึงชมพูเข้ม
– Red wine คือ ไวน์แดง อาจมีสีแดงจนถึงสีม่วง
o แบ่งตามปริมาณแอลกอฮอล์ที่มีอยู่ในไวน์
– TABLE WINE คือ ไวน์ที่มีปริมาณแอลกอฮอล์ระหว่างร้อยละ 9-4 โดยปริมาตร และมี ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพียงเล็กน้อย นิยมใช้ดื่มก่อนอาหาร เพื่อเรียกน้ำย่อย หรือดื่ม ระหว่างการรับประทานอาหาร
– FORTIFIED WINE คือไวน์ที่มีการเติมแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ลงไป เพื่อเพิ่มปริมาณ แอลกอฮอล์ให้สูงขึ้นประมาณ ร้อยละ 14-24 โดยปริมาตร โดยทั่วไปจะเป็นไวน์ที่มีความหวาน นิยมใช้รับประทานหลังอาหาร หรือเรียกว่าเป็นไวน์ย่อยอาหาร

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *