ไล่ล่าหา Innovation

ไล่ล่าหา Innovation
การบริหารองค์กรและธุรกิจทุกวันนี้ ไม่มีใครไม่พูดถึงการเปลี่ยนแปลง และการแสวงหาสิ่งใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของสินค้า และบริการ ตลอดจนรูปแบบการบริหาร หรือการดูแลพนักงาน
ทุกองค์กรตระหนักว่าอยู่นิ่งๆ ไม่ได้แล้ว (แค่ขยับช้าๆ ยังถูกว่า ถูกวิจารณ์ว่าเป็น ฤๅษีเลี้ยงเต่า…)
ที่สำคัญ ทั้งรู้ ทั้งตระหนักว่าต้องขยับ ต้องรีบไป
แต่ที่ยากคือ แล้วทำอย่างไร องค์กรจึงจะมีอะไรใหม่ๆ เก๋ๆ ที่ไม่ใช่แค่เท่อย่างเดียว แต่ปฏิบัติได้ และให้ผลดีกับองค์กร
ที่หรูสุดคือการสามารถหา Innovation หรือสิ่งใหม่ที่ยังไม่มีใครทำมาก่อน หากองค์กรไหนทำได้ ย่อมโดดเด่นมีสิทธิเป็นที่หนึ่ง ให้คนอื่นมองอย่างทึ่ง แล้วถามว่า “คิดได้อย่างไร?”
ดิฉันได้ฟังมุมมองและแนวคิดของผู้บริหารองค์กรที่ถือว่าเป็นผู้นำด้าน Innovation เช่น Apple Google Starbucks P&G ว่าเขามีแนวทางอย่างไรที่ทำให้บริษัทประสบความสำเร็จด้าน Innovation
เขาทำอย่างไรในการกระตุ้นต่อม Innovation ในองค์กรให้ทำงาน
คำตอบที่ต่างองค์กร ต่างธุรกิจ ต่างผู้นำ ล้วนตอบเป็นเสียงเดียวกันคือ ต้องสร้างวัฒนธรรมองค์กร ที่สนับสนุนให้เกิด Innovation
ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญด้าน Innovation ในองค์กร Roger Schank ศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัยชื่อดัง Northwestern ที่สหรัฐอเมริกา เขาเน้นย้ำว่า หัวใจสำคัญของวัฒนธรรมองค์กรที่ก่อให้เกิด Innovation คือการยอมรับ “ความล้มเหลว” ว่าเป็นส่วนหนึ่งของ Innovation
ท่านผู้อ่านเคยมีประสบการณ์ หรืออยู่ในเหตุการณ์แบบนี้ไหมคะ?
ในองค์กรส่วนใหญ่ ใครมีแนวคิดใหม่ๆ เสนอให้พรรคพวกฟัง หลายครั้งมักถูก “เบรก” ด้วยคำพูดประเภท “โอ้ย! แบบนี้เขาคิดเขาทำกันแล้ว ไม่ได้เรื่อง!” คนคิดก็อาจจ๋อยไป
หรือหากโชคดี มีคนฟัง โดยเฉพาะหัวหน้า หัวหน้ามักจะบอกว่า “เออ! เข้าท่า คุณลองทำเลยแล้วกัน”
เจ้าของความคิด เลยได้คิดว่าต่อไปนี้อย่าคิดเลย คิดแล้วเหนื่อซ้ำ เพราะต้องทำเอง ไม่มีใครช่วย
แถมเมื่อเหลียวไปรอบๆ ห้องประชุม อาจแอบเห็นเพื่อนร่วมงานบางคน สื่อสารด้วยสายตาตรงไปตรงมาแบบไม่ซ่อนเร้นว่า… “สมน้ำหน้า!”
นอกจากนั้น เมื่อเจ้าของความคิด ก้มหน้าก้มตาลองวิธีการใหม่ในการทำงาน หรือ ลองพัฒนาสินค้ารูปแบบใหม่อย่างใจจดใจจ่อ
หากออกมาดี ก็โชคดีไป
หากออกมาแบบหงายเก๋งไม่เป็นท่า คราวนี้แหละค่า มีแต่ซวยกับเซ็ง เพราะตอนนี้ทุกคนรอบข้าง (รวมทั้งเจ้านาย) จะเล็งเห็นพร้อมกันว่า “ก็ว่าแล้วว่าความคิดไม่เข้าท่า!” …อ้าว!
มิน่าล่ะ องค์กรส่วนใหญ่จึงไม่มีวัฒนธรรมที่ย้ำให้เกิด Innovation
เพราะกว่าจะเกิดแนวคิดใหม่ที่ใช้ได้ผล เราตระหนักดีว่า คงต้องมีการลองผิดลองถูกกันหลายรอบ ความคิดใหม่ๆ เป็นร้อยประการ หากใช้ได้ผล ซักสองหรือสามอย่าง องค์กรที่โดดเด่นเรื่อง Innovation ที่กล่าวถึงข้างต้นบอกว่า เพียงพอแล้วที่จะทำให้บริษัทประสบความสำเร็จแล้ว
ดังนั้น องค์กรใดที่สร้างบรรยากาศให้พนักงานรู้สึกว่ามีความคิดใหม่ๆ ไม่มีใครว่า… แต่ อย่าพลาดแล้วกัน! พลาดแล้วตายลูกเดียว ไม่ได้ผุดได้เกิด
ควรตระหนักว่าใครจะกล้าหาญชาญชัยใส่ใจเรื่องอะไรใหม่ๆ
สู้ทำแบบเดิมๆ แบบที่เขาสั่งให้ทำ ทำแบบระมัดระวังไม่ให้ผิด ไม่ให้พลาด น่าจะฉลาดกว่า
องค์กรเหล่านี้อาจประสบความสำเร็จได้ระดับหนึ่ง แต่ในยุคนี้ยามนี้ หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ในองค์กร ต้องทำใจค่ะ ว่าหน่วยงานเราไม่ใช่แค่ย่ำอยู่กับที่ แต่มีสิทธิถอยหลัง เพราะคนอื่นรอบข้างเขาปรับ เขาเปลี่ยน เขาขยับไปข้างหน้า คนที่ยืนอยู่กับที่มีแต่จะถูกทิ้งห่างขึ้นๆ
สรุปบทเรียนสำคัญจากองค์กรที่ประสบความสำเร็จด้าน Innovation มีดังนี้ค่ะ
1.ต้องสร้างวัฒนธรรมการทำงานที่เน้นว่า “ผิดเป็นครู”
หากผิดแล้วตาย พลาดแล้วเจ็บตัวดังที่กล่าวข้างต้น ใครหน้าไหนจะกล้าช่วยองค์กรคิด
หรือคนที่ชอบคิด ชอบหาแนวทางใหม่ๆ ก็คงจะยังคิดอยู่… แต่ไปช่วยองค์กรอื่น (เช่นคู่แข่ง) คิดค่ะ
2.กระบวนการคัดเลือกพนักงาน
องค์กรที่ต้องการ Innovation เป็นวัฒนธรรมและค่านิยม หรือกลยุทธ์สำคัญขององค์กร ต้องเริ่มตั้งแต่การเฟ้นหาพนักงานที่มีมุมมอง และพฤติกรรมที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมนี้ให้เข้ามีส่วนร่วมในการสานฝัน
3.การพัฒนาพนักงานให้กล้าคิด กล้าเสนอความเห็น
การฝึกอบรม ตลอดจนสร้างบรรยากาศของ Innovation มีส่วนผลักดันให้พนักงานมีทักษะเพิ่มเติมในการคิด และเสนอความเห็น ไม่ว่าจะเป็นการฝึกเรื่องคิดนอกกรอบ คิดเชิงกลยุทธ์ การสื่อสารเชิงรุก (ฝรั่งเรียก Assertive Communication) การรับฟังความเห็นของผู้อื่น (โดยเฉพาะระดับหัวหน้ายิ่งต้องฟังมากกว่าคนอื่นๆ) เป็นต้น
4.การส่งเสริมบรรยากาศให้เกิดแนวคิดสร้างสรรค์
องค์กรที่ประสบความสำเร็จด้านแนวคิดใหม่ๆ มักหาวิธีการใหม่ๆ เพื่อกระตุ้นต่อมคิดแบบสร้างสรรค์ของคนในทีม ไม่ว่าจะเป็นการกันเวลาทำงานเอาไว้เพื่อ “คิด” โดยเฉพาะอย่างชัดเจนว่าช่วงนี้ๆ ถือเป็นช่วงเวลาที่เราไม่ทำงานประจำ เราไปคุย ไปหารือ ไประดมสมองมองหาแนวทางใหม่ๆ ในการทำงานกันดีกว่า บางหน่วยงานอุทิศ 20% ของเวลาการทำงานเพื่อการนี้
บางที่พยายามอย่างยิ่งยวดที่จะลดภาระประจำวันของพนักงาน ให้เขาปลอดโปร่งโล่งใจ ไม่ต้องกังวลเรื่องงานที่บ้านเกินเหตุ อาทิเช่น มีบริการรับเลี้ยงดูเด็กเล็กให้ที่ทำงาน อาหารเย็นก็พร้อมรับทำ รับส่งให้หิ้วติดมือกลับบ้าน บริการซักรีดเสื้อผ้าก็จัดหาให้ถึงที่ทำงาน หรือมีที่ให้ออกกำลังกายคลายเครียด สารพัด กฎกติกาหลายอย่างที่จำกัดขอบเขต ทำให้อึดอัดๆ หากไม่จำเป็น ก็เพลาๆ ลงบ้าง เช่นการแต่งกาย เน้นตามสบายมากขึ้น เป็นต้น
5.ให้รางวัลกับคนที่กล้าคิด กล้าเสนอ และกล้าทำสิ่งใหม่ๆ
ทั้งหมดที่กล่าวถึงข้างต้น เป็นบทเรียนสำคัญจากองค์กรที่ประสบความสำเร็จ แต่เคล็ดที่ไม่ลับเรื่องการสร้าง Innovation ที่สำคัญไม่แพ้ 4 ข้อแรกคือ การ “Walk the Talk” หรือพูดจริงทำจริงขององค์กร
องค์กรบอกว่า “ใช่เลย เราให้ความสำคัญเรื่องกล้าคิด กล้าทำอะไรใหม่ๆ” “ใช่เลย เราเน้นวัฒนธรรมองค์กรแบบ Innovation” “ใช่เลย เราจัดการอบรมให้พวกเราเก่งคิด เก่งเสนอ กล้าลอง Innovation”
แต่พอถึงการให้รางวัล ขึ้นเงินเดือน เลื่อนขั้น หรือให้โบนัส องค์กรกลับให้สิ่งที่ขัดแย้งกับแนวทาง “ใช่เลย” ข้างต้น เช่น ให้โบนัสทุกคนเท่ากันแล้วกัน ซึ่งส่งผลให้คนที่ต้องเหนื่อย ต้องเสี่ยงกับ Innovation เซ็งสุด หรือให้รางวัลกับคนที่ “ไม่ดื้อ” แล้วกัน คนที่มีแนวคิดใหม่ๆ หลายครั้งคนมักไม่ชอบเพราะเหมือนขัดแย้งกับวิถีทางที่คนอื่นวางไว้ ดูดื้อๆ กล้าหือกับเจ้านายอีกต่างหาก
หากการให้รางวัลสวนทางกับวัฒนธรรม Innovation เช่นนี้
ไม่ต้องห่วงค่ะ …ที่ทำมามากมายทั้ง 4 ข้อแรก…เหนื่อยเปล่าแน่นอน!
เรื่อง : พอใจ พุกกะคุปต์

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *