“ไล่ตงจิ้น” ลูกขอทาน : ผู้ไม่ยอมแพ้ต่อชะตาชีวิต ตอนที่ 2


ผมเป็นแม่นม

เด็กๆ มักจะร้องไห้ตอนกลางคืน เพราะหิว เพราะผ้าอ้อมเปียก แม่ผมนั้นนอกจากจะไม่รู้จักเลี้ยงน้องแล้ว หากเสียงร้องของน้องปลุกแม่ตื่น แม่ก็จะร้องไห้ไม่หยุดไปด้วย ดังนั้นพอผมได้ยินเสียงน้องร้อง ผมก็จะรีบคลานไปอุ้มน้อง กล่อมให้น้องหลับ บางครั้งที่น้องร้องเพราะหิว แต่ดึกป่านนี้แล้วจะไปหาน้ำข้าวที่ไหนได้ ผมก็ได้แต่เอานิ้วมืออันสกปรกยัดปากน้องแทนจุกนม
แม่ผมไม่ค่อยจะยอมให้ลูกกินนม ต้องให้พ่อคอยเอาไม้เท้าขู่อยู่ทุกครั้ง แม่จึงฝืนยอมให้ลูกกินนม แต่พอลูกกัดแรงไปนิด แม่ก็จะผลักออก บางครั้งถึงกับลงมือตีลูก พวกเราจึงต้องดูแลกันเองดีกว่า

การออกไปขอทานข้างนอกที่แสนจะเหน็ดเหนื่อย กลายเป็นช่วงเวลาที่ผมสบายที่สุดในแต่ละวัน เพราะพอกลับบ้านมา ผมต้องเริ่มงานที่แสนจะวุ่นวาย ไหนต้องแบ่งอาหารให้กับทุกคนก่อน แบ่งให้พ่อกับแม่และลูกที่โตพอจะกินข้าวเองได้ ส่วนน้องชายน้องสาวที่ยังเล็กอยู่ ผมกับพี่สาวจะแบ่งกันป้อน ส่วนทารกน้อยที่ไม่มีนมแม่กิน ผมก็จะเคี้ยวข้าวให้ละเอียดก่อนแล้วค่อยป้อนน้องพอวุ่นวายเรื่องกินเสร็จก็ต้องหันมาจัดการกับปัสสาวะอุจจาระที่เลอะเทอะอยู่ ที่โตหน่อยก็ต้องเปลี่ยนกางเกง ที่ยังเล็กอยู่ก็ต้องเปลี่ยนผ้าอ้อม จากนั้นต้องขนเอาเสื้อผ้าที่เลอะไปด้วยอึและฉี่ไปซักที่แม่น้ำ ภาระที่แบกไว้นั้นหนักเหลือเกิน จนบางครั้งผมคิดจะหนีไป ไปตายเอาดาบหน้าคนเดียว ว่าแล้วผมก็ยกมือขึ้นเขกหัวตัวเองแรงๆ ถือชามที่บรรจุอาหารอยู่เต็ม ก้าวเท้ายาวๆ อยากกลับถึงบ้านไวๆ

เพิ่งจะพ้นประตูบ้าน พี่สาวก็วิ่งออกมาบอกผมว่าน้องสาวคนเล็กเป็นไข้ ร้องไห้โยเยตลอดบ่าย หน้าตาหัวหูแดงไปหมด ไข้ขึ้นจนตัวร้อนจัด พ่อบอกให้ผมเอาผ้าชุบน้ำมาวางไว้ที่หน้าผาก เผื่อจะช่วยลดไข้ได้บ้าง ผมก็รีบทำตามที่บอก ในที่สุดเสียงร้องของแกก็สิ้นสุดลง ผมกับพี่สาวทั้งเหนื่อยและเพลียจัดจนเผลอหลับไปที่ข้างๆ ตัวแก ตอนเช้าตรู่ ผมตกใจตื่นเพราะเสียงร้องไห้ของพี่สาว ผมเห็นน้องสาวนอนหน้าเขียว เปลือกตาปิดสนิท พบว่าตัวแกเย็นเข้ากระดูก น้องตายไปตั้งแต่เมื่อคืนนี้ ผมร้องไห้ฟูมฟาย พ่อบอกให้ผมกับพี่สาวไปขุดหลุมที่ข้างศาลเจ้า แล้วนำน้องสาวตัวน้อยอายุไม่ทันถึงขวบไปฝังไว้ที่นั่น

กางเกงตูดขาด

เวลาที่พวกเราออกเดินมาถึงหมู่บ้านใด เรื่องของเราจะสะพัดออกไปทั่วโดยที่เราไม่ต้องป่าวประกาศ เพราะแค่มีคนเห็นครอบครัวตัวประหลาด ก็เอาไปพูดต่อกันเอง พ่อตาบอดหาบสาแหรกที่ปลายทั้งสองข้างมีเด็กทารกอยู่มือซ้ายผมลากโซ่ที่ล่ามแม่ มือขวาก็ลากโซ่ที่ล่าน้องชายคนโต บางครั้งแม่ปัญญาอ่อนของผมก็โป๊หน้าอกออกมาอวดสายตาประชาชน
พี่สาวแบกผ้าห่มขาดๆ ไว้ข้างหลัง แล้วยังมีเสื่อฟางและพิณมัดไว้ที่ด้านหน้า มือข้างหนึ่งก็จูงน้องชายคนเล็กไว้ด้วย
เด็กน้อยล่อนจ้อนสองคนคลานไปกับพื้น จับอะไรได้ก็หยิบเข้าปากหมด เด็กโตอีกสามคนก็เปลือยเหมือนกัน ดินทรายเปื้อนจับเป็นคราบหนาเตอะ

แปลกประหลาด พิลึกพิลั่น มาสิมา มาดูกันเร็วเข้า ไอ้พวกคนบ้าจแสดงระบำแก้ผ้ากันอยู่แล้ว! ไม่นานครอบครัวเราก็ถูกห้อมล้อมไปด้วยผู้คน ผู้หญิงคนหนึ่งมองดูพวกเราแล้วก็น้ำตาร่วงเผาะ ผู้ชายอีกคนหนึ่งจดจ้องแสดงความอยากรู้อยากเห็นมาก บางคนเห็นแม่ยิ้มเซ่อๆ ก็หัวเราะไม่ได้ เด็กซนๆ บางคนก็ใช้หนังสติ๊กยิงที่จู๋น้องชายผม พวกเขายังไปหาก้อนหินมารัวปาใส่พวกเราอีก ผมก็ยืดตัวขึ้นเป็นโล่กำบังคอยรับก้อนหินที่ปามาเหล่านั้นให้กับน้องๆ มีเด็กอีกกลุ่มหนึ่งปรบมือร้องเพลงล้อเลียนเราว่า “ผีบ้า ผีบอ นุ่งกางเกงตูดขาด ตัวดำปิ๊ดปี๋ แกว่งไปแกว่งมา ทั้งน่าดู น่าขัน” จากนั้นก็มีเสียงหัวร่องอหายของชาวบ้านดังขึ้น

เด็กชายวัยหกขวบอย่างผม ก็เริ่มรู้จักคำว่าศักดิ์ศรีแล้ว พอเห็นพวกเขารังแกพวกเรา น้ำโหก็เดือดพล่านอยู่ในใจ แต่พ่อห้ามเราเสมอไม่ให้ต่อปากต่อคำกับใคร ถ้าไปทำอะไรผิดใจพวกเขาเข้า แล้วอาหารมื้อหน้าของพวกเราล่ะ พวกเราต้องอดทนก้มหน้านิ่งยอมรับสภาพ แล้วแต่ก้อนหินที่ปามาว่าจะโดนที่ตัวบ้าง ที่หน้าบ้าง จนพวกเด็กๆ เริ่มเบื่อกันไปเอง แต่ยังดีที่มีผู้ใหญ่บางคนเวทนาพวกเรา นำอาหารมาให้

พวกเราเหมือนคณะละครสัตว์ที่พอการแสดงจบลง ก็ยืนรอรับรางวัลเป็นเศษอาหารที่เหลือทิ้ง “ศักดิ์ศรี” สำหรับผมแล้วมันคือคำหนึ่งที่มีอยู่ในหนังสือแบบเรียนเท่านั้นเอง ฟ้าก็มือแล้ว พวกเราเหนื่อยแทบตาย แต่ยังหาสุสานพักพิงไม่ได้ ได้แต่รีบหาต้นไม้ใหญ่เป็นที่พัก ผมรู้สึกตัวตื่นตอนเช้าตรู่ รู้สึกถึงอะไรบางอย่างอยู่บนใบหน้าตัวเอง ลองจับดู อี๋ ขี้นก! บนหัวเราทุกคนมีแต่ขี้นกเป็นหย่อมๆ ไปทั่ว บนพื้นก็มีหนอนแก้วขนยาวๆ ตัวดำๆ เกาะอยู่เต็มไปหมด น้องชายคนโตก็แผดเสียงร้องดังลั่น ตามแขนและคอแกมีรอยหนอนแก้วกัดอยู่เต็มไปหมด ผมเอาดินทรายมาทาตรงปากแผลที่โดนหนอนแก้วกัดเบาๆ เพื่อยับยั้งอาการคัน

แม้ว่าจะมีทั้งนกและหนอนที่คอยจ้องรังแกเราอยู่ ถึงอย่างไรการอาศัยร่มเงาใต้ต้นไม้ในฤดูร้อนก็น่าจะถือว่าเป็นที่พักพิงหรูหราเพียงพอสำหรับเราทีเดียว วันนี้ผมดีใจที่สุด ที่จะได้จูงมือพี่สาวไปขอทานด้วยกัน เพราะผมจะได้มีเพื่อนคุยกันไป วันนี้เราดวงดีใช้ได้ ใช้เวลาไม่นานนัก เราก็ปฏิบัติ “ภารกิจ” ได้สำเร็จลุล่วง ขณะพ่อกับแม่กำลังกินข้าว พี่สาวก็ตาไวมองเห็นในชามข้าวของแม่มีขี้นกหล่นใส่อยู่เยอะแยะ พี่สาวจึงรีบเข้าไปดึงชาวข้าวออกมา

ก็รู้กันอยู่ว่าแม่เป็นคนกินจุกมาก พอมีคนมาแย่งของกินไปจากมือ ท่านก็โกรธ มือของแม่ฟาดเปรี้ยงเข้าที่ตัวพี่สาวอย่างจัง แม่คงเข้าใจว่าพี่สาวจะแย่งข้าวของตัวเองไปกิน จึงใช้ฝ่ามือตบหน้าพี่สาวอย่างแรง พี่สาวนิ่งอึ้งตะลึงงัน ปล่อยให้แม่ดึงชามข้าวที่มีแต่ขี้นกกลับไป แล้วก็มองตามแม่ที่รีบกินอย่างตะกรุมตะกราม ผมเห็นน้ำตาของพี่สาวแล้วก็อดน้ำตาไหลไม่ได้

คนเป็นเบียดเบียนคนตาย

ถ้าโชคดีเราอาจหลบเข้าไปอยู่ที่ศาลเจ้าในสุสานก็ได้ แย่งที่คนตายนอนก็ดีกว่าต้องคอยหลบภัยคนเป็น ที่เรียกว่า “ศาลเจ้า” คือ สถานที่เล็กๆ ที่มีไว้สำหรับวางของเซ่นไหว้ให้แก่พวกผีไม่มีญาติในป่าช้านั่น จะมีกระดูกของคนตายที่ถูกขุดขึ้นมากองอยู่เต็มไปหมด ศพเหล่านี้ล้วนเป็นศพไม่มีญาติ จึงแทบจะไม่มีคนเข้ามาเซ่นไหว้ ดังนั้นศาลเจ้าก็ย่อมจะผุพัง ที่พื้นมีฝุ่นจับหนาเป็นชั้นๆ พอลมพัดมาวูบหนึ่งประตูหน้าต่างก็จะส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด บรรยากาศน่ากลัวจนใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว อย่าว่าแต่ตอนกลางคืนจะมีหรือไม่มี “ผี”เลย แค่ตอนกลางวันนี้ยังเป็นแหล่งชุมนุมของบรรดางู แมงมุม หนู แมลงสาบ จิ้งจก ยุง และ
ตะขาบ

งูนั้นลำพังแค่เอ่ยชื่อก็กลัวกันแทบจะแย่อยู่แล้ว หลายครั้งที่นอนหลับไปได้สักเที่ยงคืน เมื่อรู้สึกว่ามีตัวอะไรบางอย่างลื่นๆ ขยับเขยื้อนไปมาอยู่ใกล้ๆ ผมคิดต้องเป็นงูแน่ มีครั้งหนึ่งผมตกใจมาก ตะโกนออกมา “งู!” พ่อตกใจสะดุ้งตื่น แล้วหยิบไม้เท้าข้างตัวโยนเข้ามา “เปรี้ยง!” เข้าที่กลางหัวผมพอดี ผมเจ็บซะร้องดังลั่น

นอกจากกำแพงด้านหลังศาลเจ้ามักจะมีหัวกะโหลกกองกันอยู่เต็มไปหมด แค่เห็นก็ขนหัวลุกแล้ว กลางดึกคืนหนึ่งผมฝันร้าย ว่ามีผีสาวตนหนึ่งใช้มือบีบคอผมแน่นจนหายใจไม่ออก ผมทั้งถีบทั้งเตะ กระเสือกกระสนจนสุดกำลัง แต่ก็สะดุ้งตื่นขึ้นมาเสียก่อน ไม่กล้าหลับต่อ ต้องนอนตาค้างจนฟ้าสาง

เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้พวกแมลงและสัตว์เล็กๆ มากัดต่อย เราจึงต้องเก็บกวาดพื้นที่ให้เรียบร้อย เก็บฟางมาทำเป็นไม้กวาด หากิ่งไม้มาใช้ปัดกวาดใยแมงมุม ขนเอาฟางแห้งมาสุมรวมกันไว้เป็นเบาะ จากนั้นใช้เสื่อของเราปูทับข้างบนอีกที เพียงเท่านี้เราก็จะได้เตียงขนาดใหญ่เรียบร้อยแล้วหนึ่งเตียง

เวลาฝนตก สถานการณ์ยิ่งเลวร้าย มีฝนตกสาดเข้ามาไม่หยุดหย่อน ผมกับพี่สาวก็ได้แต่อุ้มน้องๆไปนอนบนโต๊ะเซ่นไหว้ จากนั้นก็จะหาที่ที่โดนฝนสาดน้อยที่สุดให้พ่อกับแม่นอน เมื่อไม่มีที่เหลือพอ เราสองคนพี่น้องก็ต้องกอดกันไว้เพื่อให้มีไออุ่น ปากก็พร่ำภาวนา “สวรรค์ช่วยเมตตาให้ฝนหยุดตกเสียทีเถิด” เสียงฟ้าร้องทำให้น้องๆ ตกใจตื่น เราก็ต้องรีบเข้าไปโอ๋ ทั้งกอดทั้งปลอบจนน้องๆ หลับไป วนเวียนอยู่อย่างนี้ตลอดคืน

มีอยู่ช่วงหนึ่งกระเพาะของพ่อไม่ค่อยดี เป็นเหตุให้ปวดท้องกลางดึกบ่อยๆ พอพ่อปวดท้องก็จะปลุกผมให้พาไปทำธุระข้างนอก แต่ประสบการณ์ที่น่าสะพรึง ทำให้ผมไม่อยากออกไปที่สุสานด้านนอก ดังนั้นเมื่อพ่อปลุกผม ผมจึงแกล้งทำเป็นนอนหลับสนิท อีกไม่กี่นาทีต่อมาพ่อก็หยุดปลุกผม ผมกำลังแอบดีใจอยู่เชียว คิดไม่ถึงว่าสักพักจะมีกลิ่นเหม็นโชยมา ที่แท้พ่อกลั้นไม่ไหวแล้ว ก็เลยจัดการธุระที่ข้างเสื่อนอนของพวกเรา เนื่องจากฟ้ายังมืออยู่มาก ต้องรอให้ฟ้าสว่างเสียก่อนจึงจะไปเอาน้ำจากลำธารมาเช็ดล้าง และศาลเจ้าก็คับแคบ ทุกคนได้แต่เอามืออุดจมูก นั่งล้อมวงเฝ้าเจ้าทองคำกองนี้ไว้จนสว่าง

ฝ่าพายุไปขอทาน

ในฤดูร้อนวันหนึ่งตอนผมอายุได้เจ็ดขวบ พายุโหมพัดแรงตั้งแต่เช้าตรู่ ประกอบกับสายฝนที่ซัดกระหน่ำมาราวกับบ้าคลั่ง ท้องฟ้าครึ้มมัวอยู่ในความมืดสลัว จนกระทั่งเย็น ลมฝนก็ยังคงกระหน่ำซัดสาดลงมา เมื่อไม่มีอะไรตกถึงท้องนานติดกันสองมื้อ ทำให้แม่กับน้องชายคนโตหิวจนร้องไห้อาละวาด น้องคนอื่นๆ ชักจะหิวไม่ไหวก็เริ่มร้องไห้ เสียงสะอื้นที่ดังเข้ามาในหูผม ทำให้ผมรู้สึกเจ็บปวดราวกับมีเข็มนับพันเล่มคอยทิ่มแทงหัวใจ ผมทนเห็นคนในครอบครัวต้องหิวโหยต่อไปไม่ไหวอีกแล้ว ด้วยความที่ผมเป็นลูกชายคนโต มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบทุกชีวิตในครอบครัว ผมบอกกับตัวเองว่า ขอเพียงแค่ไม่ต้องให้คนในครอบครัวต้องทนหนาว ทนหิว ผมก็ยินดีจะอดทนทุกอย่าง หรือจะให้ผมต้องเสียสละอย่างไรผมก็ยอม พอคิดได้อย่างนี้แล้ว ผมก็ตัดสินใจเด็ดขาดว่าจะต้องออกไปขอทานเดี๋ยวนี้

ตามถนนหนทางนั้นโดนพายุฝนอาละวาดเสียจนเจิ่งนองไปด้วยน้ำใส ต้นไม้ข้างทางก็ถูกพายุซัดจนเบี้ยวสั่นคลอนกันไปทั่ว เดินไปยังไม่ทันถึงสองนาที ผมก็โดนฝนสาดเสียเปียกปอนไปทั้งตัว ผมต้องค้อมตัวคู้ลงให้ต่ำที่สุดเพื่อต้านลมให้น้อยที่สุด จึงจะสามารถเดินหน้าต่อไปได้ น้ำที่เปียกเลอะนองอยู่เต็มหน้า ผมไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นน้ำฝนหรือน้ำตากันแน่

ทันใดนั้นก็มีวัตถุบางอยางลอยดิ่งมาฟาดเปรี้ยงเข้าที่ตัวผมพอดี ความแรงของมันทำให้ผมล้มลงไปกับพื้น ผมเจ็บจนน้ำตาร่วง จากประสบการณ์หลายปีที่ผ่านมานั้นได้สอนให้ผมรู้ว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ผมก็ต้องพึ่งตนเอง ผมจึงกล้ำกลืนความเจ็บเอาไว้ แล้วมองรอบตัวว่าเกิดอะไรขึ้น ที่แท้ก็ลมพัดกิ่งไม้หักลงมาโดนผมนั่นเอง กว่าจะเดินทางฝ่าฟันมาถึงหมู่บ้านได้ ผู้คนต่างพากันปิดหน้าต่าง ล็อกประตูบ้านช่องกันแน่นหนา มีแต่ผมคนเดียวเท่านั้นที่ยังเดินไปเคาะประตูตามบ้านทีละหลังๆ

ผมคุกเข่าร้องไห้ที่หน้าบ้านแต่ละหลังที่ผมไปเคาะประตู ไม่ง่ายเลยกว่าจะมีบ้านที่ยอมเปิดประตูออกมา เจ้าของบ้านฟังผมเล่าชะตากรรมอันแสนจะน่าหดหู่ของครอบครัวแล้ว ก็รู้สึกรันทดใจจนน้ำตาไหล จึงหยิบเสื้อผ้าเก่าๆ ของลูกเธอมาให้ผมเปลี่ยน แล้วเธอก็ยกข้าวเปล่าออกมาให้ผมเอากลับบ้านสองชาม แถมยังช่วยหาจานมาปิดปากชามทั้งสองใบไว้ให้ด้วย เดี๋ยวฝนตกใส่แล้วข้าวจะเปียกหมด

ผมก้มหัวคำนับขอบคุณเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ขอบคุณความเมตตาปรานีที่ทำให้ผมมีแรงใจที่จะสู้ต่อไป ในใจก็กังวลอยู่ลึกๆ ว่าข้าวมีแค่สองชาม แต่เรามีกันถึงเจ็ดคน แล้วจะพอกินกันได้อย่างไร ผมจึงตัดสินใจฝ่าพายุฝนเดินหน้าขอทานต่อไปอีก วันนี้ทั้งวันยังไม่มีอะไรตกถึงท้องผมเลยสักนิดเดียว ผมยังเดินเคาะประตูบ้านต่อไป นอกจากข้าวสองชามแล้ว ก็มีมันเทศเล็กๆ อีกสองหัวที่เพิ่มมาเท่านั้น

ท้องฟ้าเริ่มมือครึ้มลงทุกขณะ แต่พายุฝนก็ยังสาดซัดไม่ยอมอ่อนกำลังลงเลย พอนึกถึงเสียงร้องไห้ของแม่กับน้องๆ ก็รีบสาวเท้าตรงดิ่งกลับบ้านอย่างไม่รีรอ

ยาจกเข้าโรงแรม

วันนี้ไม่รู้ว่าพ่อผิดสำแดงอะไรขึ้นมา ท่านจึงตัดสินใจพาพวกเราไปอาบน้ำที่โรงแรมดูสักครั้ง ดังนั้นเราจึงยกขบวนมุ่งหน้าเข้าเมืองกัน ถามทางเขาไปเรื่อยว่าที่ไหนมีโรงแรมที่พอจะมีห้องอาบน้ำสาธารณะอยู่บ้าง จนในที่สุดก็มีคนชี้บอกทางเรามาที่โรงแรมแห่งหนึ่ง ผมวิ่งไปที่เคาน์เตอร์ถามข้างในว่า “ที่นี่ใช่โรงแรมหรือเปล่าครับ”
เถ้าแก่ตะลึง พร้อมกับตวาดลั่น “ออกไปให้พ้นไป๊! ที่นี่ไม่ใช่พรรคกระยาจกนะโว๊ย มีเงินก็ไม่ให้พัก”

เราถูกปิดประตูใส่หน้าอย่างนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า พ่อคงจะเก็บความเจ็บช้ำนี้ไว้ในอกมานาน พอได้ยินเสียงเถ้าแก่หยิบเงินมาให้พวกเรา ความอัดอั้นจึงระเบิดออกมา พ่อหยิบไม้เท้าขึ้นมาตีผมใหญ่ ผมเจ็บมากจนร้องไห้จ้า เสียงหัวเราะเยาะ คำพูดดูถูกเหยียดหยาม เหยียบย่ำถากถางเรา ล้วนเสียดแทงใจพ่อ แล้วมันไม่บาดใจผมได้อย่างไร คนที่อยู่แถวนั้นเห็นพ่อตีลูกแรงขนาดนี้ก็ชักจะทนไม่ได้ พากันเข้ามาห้าม พ่อปาไม้ทิ้งลงพื้นอย่างแรงตามอารมณ์ แล้วพูดขึ้นมาประโยคหนึ่งว่า “สักวันหนึ่งเถอะ ยาจกจะต้องเป็นราชาให้ได้”

คำพูดประโยคนี้ผมฟังด้วยหูแล้วจำด้วยใจ ผมยืนกัดฟันกำหมัดแน่น ทั้งที่น้ำตาไหลนองหน้า บอกกับตัวเองว่า เราต้องขยัน เราต้องเข้มแข็ง แล้ววันหนึ่งเราจะทำให้สวรรค์เห็น ยาจกจะต้องเป็นราชาให้ได้ ในที่สุดพ่อก็ยอมแพ้ ท่านถอนใจยาวแล้วพูดว่า “ขอทานไม่ใช่คนหรือไงวะ เอาละ คืนนี้เรานอนก้นใต้ชายคาหน้าร้านค้าก็แล้วกัน”

หนีตำรวจ

หลังจากจัดแจงที่ทางให้คนในครอบครัวได้พักกันเรียบร้อย ก็เป็นหน้าที่ของพี่สาวคอยดูแลอยู่ทางนี้ ส่วนตัวผมก็ถือขันใบเล็กออกไปขอทานอีกตามเคย เดินผ่านบ้านคนมาได้ประมาณสี่สิบห้าสิบหลัง กำลังดีใจอยู่เชียวว่าวันนี้จะมีของกลับไปสนองคุณพ่อแม่บ้าง พอกำลังจะเลี้ยวตรงหัวมุมก็มีตำรวจสองคนโผล่หน้าออกมา ซวยล่ะสิ ยิ่งยุคนนี้เป็นยุคสองนายพล มักจะมีผู้นำประเทศต่างๆ มาเยี่ยมไต้หวัน ท่านผู้นำเกรงว่าภาพของขอทานที่มีอยู่เต็มบ้านเต็มเมืองอาจทำลายหน้าตาของประเทสได้ จึงออกคำสั่งให้กำจัดพวกขอทานทั้งหมดให้สิ้นซาก

พอเห็นตำรวจก็กระโดดเข้าไปหลบหลังเสาในร้านค้าได้ทันท่วงที ถ้าผมถูกจับไปแล้ว ใครจะคอยดูแลคนในบ้านเล่า ผมคิดไปพลางน้ำตาก็ไหลออกมาอย่างสุดกลั้น ผมรีบวิ่งไปตามซอยมืดๆ ถึงตอนนี้ผมเพิ่งรู้สึกตัวว่าอาหารในมือหายไปไหนหมดแล้ว แล้วผมก็ร้องไห้ออกมาอีกครั้ง เพียงครู่เดียวเราทุกคนก็หลับสนิทไปใต้ชายคาของร้านค้าแห่งหนึ่ง กำลังหลับสนิทกันดีอยู่เชียว เจ้าของบ้านก็เปิดประตู ต่อด้วยเสียงโวยวาย พอแกเปิดประตูออกมาเห็นครอบครัวขอทานกำลังร้องไห้กันกระจองอแง ก็เลยด่าเอะอะโวยวาย “หนวกหูจะตาย ยังไม่รีบไสหัวไปอีก”

พวกเราจำต้อง “ไสหัว” ไป พ่อส่ายหน้าด้วยความระอาใจ แล้วตัดสินใจว่าเราควรจะกลับไปนอนตามป่าช้าที่บ้านนอกเหมือนเดิมดีกว่า ถึงอย่างไรนอนที่ป่าช้าก็ยังสบายใจเสียกว่า

อยากเป็นคนต้องทนกินหนอน

อากาศเริ่มหนาวเย็นขึ้นทุกทีแล้ว เวลาเราเดินทางไกล เรามักเดินกันเป็นวันๆ ในฤดูหนาว ร่างกายต้องการพลังงานมากกว่าปกติ ความอดทนต่อความหิวก็พลอยลดน้อยลงไปด้วย วันนี้ขณะที่พวกเรากำลังเดินผ่านสวนกล้วยเห็นเจ้าไก่ตัวหนึ่งนอนนิ่งอยู่กับพื้นดิน มันคงจะหนาวจนแข็งตาย ผมเห็นแล้วก็อดเวทนามันไม่ได้ จึงเล่าสิ่งที่เห็นให้พ่อฟัง ไม่นึกเลยว่าพอพ่อได้ฟังสั่งให้ผมไปเก็บไก่ตัวนั้นขึ้นมาอีก

“แต่ไก่ตายนานแล้วนะพ่อ สีมันก็เปลี่ยนไปหมดแล้ว” ผมพูดขึ้นอย่างลำบากใจ
“ไปเก็บมาเถอะ” พ่อสั่ง
“แต่ว่า…” ผมชักจะได้กลิ่นเน่าของไก่ตัวนั้นขึ้นมาตะหงิดๆ
“บอกให้ไปเก็บก็ไปเก็บมาสิ หรือจะให้ข้าลงมือ” พ่อเอาไม้เคาะลงกับพื้นแรงๆ สองครั้ง

ผมเลยเอามืออุดจมูกไว้ แล้วเดินไปเข้าไปในท้องนา มองลงไปที่ซากไก่ ก็เห็นตาของมันปิดสนิท พวกหนอนและแมลงเล็กๆ พากันไชเข้ามาอาศัยอยู่ใต้ขนอันอบอุ่น แล้วก็กัดกินเนื้อของมัน ทำให้กระเพาะลำไส้ทะลักออกมา สภาพน่าอนาถเหลือเกิน ไม่รู้ว่าควรจะจับส่วนไหนของมันขึ้นมาดี ก็เลยใช้สองนิ้วคีบขามันขึ้นมาถือไว้ ให้ห่างๆ ตัว แล้วเบือนหน้าหนีไปอีกทาง ผมรู้ดีว่าอย่างไรพ่อคงต้องกินมันแน่ ยิ่งตอนนี้ที่กระเพาะเราร้องโครกครากไม่เป็นเสียง

พ่อให้ผมกับพี่สาวช่วยกันหาหินมาวางเป็นเตาสามขา หาฟืนและกระดาษชิ้นเล็กๆ มาทำเป็นเชื้อเพลิง พ่อคิดจะต้มไก่จริงๆ โดยเริ่มจากการตัดหัว จากนั้นควักเอาเครื่องในออกมา แล้วถอนขนออกจากตัว เนื้อไก่ก็หั่นเป็นชิ้นเท่าๆ กัน
ตอนนี้เนื้อไก่ก็ถูกใส่ลงไปต้มในขันหมดแล้ว ขณะที่ท้องกลับร้องโหยหิวอย่างเอาเป็นเอาตาย แล้วจะกินดีไหมนี่ คำว่า “สมองต่อสู้กับหัวใจ” คงจะเป็นคำที่บรรยายความรู้สึกผมได้ดีที่สุดในตอนนี้

พวกเราได้กินเนื้อไก่ที่ได้มาอย่างยากเย็นคนละชิ้น ที่น่าแปลกคือ ในร่างกายของเราทุกคนเสมือนมีภูมิคุ้มกันพิเศษ ขนาดกินไก่เน่ากันอย่างไม่เห็นมีใครเป็นอะไรเลย ผมนั่งหวนคิดไปถึงครั้งหนึ่งที่ที่บ้านเรามีเนื้อเค็มอยู่ก้อนหนึ่ง มันถูกน้ำฝนหยดใส่จนหนอนขึ้นแล้ว แต่พ่อก็กินเหมือนไม่มีอะไรเกิด ผมกับพี่สาวได้แต่ตกตะลึง เราถามพ่อว่าหนอนขึ้นแล้วทำไมไม่ทิ้งไปเสีย พ่อเคี้ยวเนื้อในปากพลางบอกกับเราอย่างจริงจังว่า “กินหนอนไม่ตายหรอก กินหนอนสิถึงจะได้เป็นคน”

ยาจกพบโจร

บางครั้งมีผู้เมตตานำเงินมาบริจาคให้เราเองเลย แต่ครอบครัวเรามีคนพิการไม่สมประกอบถึงสามคน การเอาเงินเก็บไว้กับตัวออกจะเป็นที่ล่อตาของพวกหัวขโมยอยู่ไม่น้อยครั้งหนึ่งเรามัวแต่พะวงกับการเดินทาง จนไม่รู้ว่ามีชายคนหนึ่งแอบตามหลังเรามาเงียบๆ ชายคนนั้นตรงเข้าไปยืนจังก้าขวางหน้าพ่ออย่างจงใจ

“แม่ง! ไม่ต้องทำเป็นแกล้งเซ่อเลย ส่งเงินมาซะดีๆ!” เขาตะคอก

ชายคนนั้นกระชากย่ามออกจากบ่าของพ่ออย่างแรง แล้วผลักพ่อออกไป ผมเองซึ่งล้มลงอยู่กับพื้นรีบกระโดดไปกัดมือชายคนนั้น แต่ก็ถูกถีบเข้าที่ท้องดังอั๊ก ผมนั่งตาค้างมองดูเค้ารื้อของออกจากถุงย่ามชิ้นแล้วชิ้นเล่า พอค้นเจอธนบัตรที่มีเพียงไม่กี่ใบของเรา เขาถือไว้ในมือแล้วยกชูขึ้นอย่างภาคภูมิใจ แต่ชายคนนั้นไม่ยอมรามือ เขาได้เงินในย่ามไปแล้วยังมาค้นตัวพ่ออีก ผมรู้ว่าด้านในของกางเกงพ่อมีกระเป๋าลับที่ซ่อนอยู่ เขาใช้กำลังกดพ่อลงกับพื้น และล้วงเอาเงินออกจากกางเกงมาถือไว้ในมือ แล้วเดินจากกไปด้วยความสะใจ พี่สาวช่วยพ่อเก็บข้าวของที่กระจัดกระจายบนพื้นใส่กลับลงในกระเป๋าย่ามด้วยน้ำตานองหน้า แล้วพ่อก็พูดขึ้นว่า “เงินทองเป็นของนอกกาย ยังไม่ตายก็หาเอาใหม่ได้ ตอนเกิดก็ไม่ได้เอามา นึกไม่ถึงเลยว่าพ่อจะปลงซะแล้ว

นับจากนั้นมา พ่อก็แทบจะไม่พกเงินทองติดตัวไว้อีกต่อไป พอพวกเราเดินทางไปที่ไหน หากได้ยินว่าที่นั่นมีเด็กกำพร้า คนแก่เจ็บป่วยไร้คนดูแล หรือผู้ที่ขาดแคลนโลงศพ พ่อก็จะควักเงินออกมาช่วยเหลือทันที ถ้าไม่ช่วยซื้อยาก็ช่วยซื้อโลงศพ หรือแม้แต่ออกเงินจ้างคนมาหามโลงก็ยังเคย

ตอนนั้นผมโกรธพ่อเสียจริงๆ เลย ผมต้องพยายามแค่ไหนกว่าจะขอทานมาได้แต่ละบาทแต่ละสตางค์ แต่ดูเหมือนพ่อจะพยายามแจกจ่ายแก่ชาวบ้านไปทั่ว คนในบ้านยังไม่เคยได้กินอิ่ม ตัวเองก็ยังต้องรอรับบริจาค แล้วยังจะมีแก่ใจไปช่วยเหลือคนอื่นอีก ตอนหลังจึงได้เข้าใจเจตนารมณ์ของพ่อ การช่วยเหลือเป็นเรื่องที่พ่อปิติที่สุดในชีวิต พ่อคิดว่าตัวเองเป็นขอทานก็น่าสมเพชพออยู่แล้ว ถึงมีเงินเหลือไว้ให้ลูกหลานก็ใช่ว่าจะช่วยเหลืออะไรพวกเขาได้ แต่การสะสมความดีนั้น วันหนึ่งอาจจะย้อนกลับมาตอบแทนที่ลูกหลานก็ได้

ถึงพ่อจะเพียงทำบุญสะสมความดีมานานนับสิบๆ ปี แต่ในวาระสุดท้าย ท่านก็ไม่ได้มีเงินติดตัวเลย ตอนที่ท่านเสีย บ้านเราก็ยังคงไม่มีอะไรอยู่เช่นเดิม กระทั่งโลงที่บรรจุศพพ่อก็ยังเป็นโลงบริจาคด้วยซ้ำ

เจ็บหนัก

พ่อไอรุนแรงจนเหมือนกับอวัยวะภายในจะทะลักไหลออกมา ผมแทบช็อก เพราะทั้งที่มือของพ่อ ตลอดจนพื้นตรงหน้าล้วนหน้ามีแต่เลือดเปรอะอยู่เต็มหน้าไปหมด

“พ่อ…” สีหน้าพ่อดูซีดเซียวเหลือเกิน “พ่อคงอยู่ไม่นานแล้วละ…”
“พ่อ!” ผมตะโกนขึ้นพร้อมกับน้ำตาที่หยดลงมา ผมประคองพ่อให้นอนลงที่เตียงเพื่อให้ท่านได้พักผ่อน ชักช้าไปคงไม่ได้การ ผมควรจะรีบออกไปขอทานหาเงินถึงจะถูก ผมรีบหยิบชามใบเล็กวิ่งไปในเมือง ผมนั่งคุกเข่าลงกับพื้นคำนับผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมามากมายบนท้องถนนอย่างไม่ลืมหูลืมตา “ท่านครับ ท่านผู้มีใจเมตตาทั้งหลาย กรุณาช่วยผมด้วยเถิดครับ ขอเงินทำทานให้ผมไปซื้อยาให้พ่อหน่อยครับ ได้โปรดเถิดครับ ผมจะเอาเงินพาพ่อไปหาหมอครับ กรุณาเถิดนะครับ”

ผมยังคงก้มหน้าก้มตาขอบคุณ ขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่อย่างนั้น ยิ่งเหยียบย่ำผมเท่าไร ก็มีแต่จะทำให้ผมยิ่งเข้มแข็งขึ้นเท่านั้น พอได้เงินมาจำนวนหนึ่งแล้ว พ่อก็เขียนใบสั่งยาให้ตัวเอง จากนั้นให้ผมถือไปซื้อที่ร้านขายยาจีน เพียงกินยาไปไม่กี่ห่อ พ่อก็มีอาการดีขึ้น เริ่มมีกำลังตีผมได้เท่าเดิม คราวนี้ตอนที่ไม้เรียวของพ่อลอยลงมาฟาดที่ตัวผม ผมกลับไม่รู้สึกเจ็บเลย ได้แต่แอบดีใจว่า “ฮ่า! แรงใช้ได้ อย่างนี้ก็แสดงว่าพ่อคงจะหายดีแล้วล่ะ ดีจังพ่อไม่เป็นอะไรแล้ว” ไม้เรียวที่หวดซ้ำลงมาอีกครั้งแล้วครั้งเล่า ทำเอาผมหลั่งน้ำตาด้วยความยินดี

ประจำเดือนของแม่

แม่ผู้ไอคิวเพียง 58 ไหนเลยจะรู้จักว่าประจำเดือนคืออะไร สมาชิกในบ้านเราไม่มีใครเคยสังเกตเห็นเลยว่า ทำไมใต้กางเกงของแม่จึงมีเลือดไหลหยด เพราะถึงอย่างไรประจำเดือนของแม่ก็มาเองไปเองตามธรรมชาติอยู่แล้ว คุณป้าใจดีคนหนึ่งเอาผ้าขาดๆ มาสองสามชิ้นยัดใส่มือเราไว้ บอกให้เราใช้รองไว้ที่ด้านในกางเกงของแม่ หรือไม่ก็พยายามหากางเกงสีทึบๆ มาให้แม่ใส่ จะได้มองไม่เห็นเลือดประจำเดือน

ผมจึงต้องรีบทำตามที่ผู้หญิงคนนั้นบอกคือ เอาผ้าเก่าๆ ที่เขาให้มาพับทบกันเป็นเส้นยาว แล้วสอดรองไปในกางเกงในของแม่แทนผ้าอนามัย พอใช้เสร็จแล้วก็จะต้องเอาไปซักที่แม่น้ำ ตากให้แห้ง แล้วนำกลับมาใช้ใหม่
ครั้งแรกที่ได้เห็นเลือดมากมายขนาดนี้ ผมก็แทบลมจับ อยากจะอาเจียนออกมาตลอดเวลา ถึงอย่างไรเรื่องนี้ก็ไม่น่าใช่หน้าที่ของผู้ชาย แต่ในเมื่อพ่อผู้เป็นสามีก็ไม่อาจสามารถจะจัดการกับเรื่องนี้ได้ ดังนั้นหน้าที่นี้จึงตกเป็นของลูกชายคนโตอย่างผมไปโดยปริยาย การปรนนิบัติดูแลแม่เป็นหน้าที่ที่ผมไม่ควรผลักไสไปให้ผู้อื่นอยู่แล้ว

มีอยู่คราวหนึ่ง ผมเห็นว่าแม่น้ำปลอดคนแล้ว จึงรีบฉวยเอากางเกงที่เปื้อนประจำเดือนของแม่ไปซัก นึกไม่ถึงว่าขณะที่ผมกำลังซักผ้าอยู่ที่ต้นน้ำนั้น ที่ตอนล่างของแม่น้ำจะมีสามีภรรยาคู่หนึ่งเห็นเลือดที่กำลังไหลตามแม่น้ำเข้า “ไอ้เด็กเปรตเอ๊ย! ไอ้เด็กเวรตะไล! แกฆ่าคนใช่ไหม!”

ผมก็รีบคุกเข่าคำนับ ผมพยายามอธิบายให้พวกเขาฟังว่า นี่เป็นประจำเดือนของแม่ผมต่างหาก แต่พวกเขาไม่ยอมเชื่อผมเลย ก็ใครจะเชื่อลงว่า ในโลกใบนี้ยังจะมีแม่คนไหนที่ยอมเอากางเกงเปื้อนประจำเดือนของตัวเองมาให้ลูกชายช่วยซักให้ แต่ผมก็ยังพยายามยืนยัน “จริงนะครับ ผมพูดจริงๆ”

พวกเขาอยากไปดูบ้านที่ป่าช้าของผมให้เห็นกับตา พอเห็นสภาพบ้าน ทั้งคู่ก็ถึงกับตะลึงงัน ได้แต่น้ำตาไหลลงมาเงียบๆ ประมาณหนึ่งชั่วโมงต่อมา สามีภรรยาคู่นี้ก็กลับมาที่บ้านเราอีก คราวนี้มาพร้อมกับข้าวปลาอาหารและเสื้อผ้าเก่าที่นำมามอบให้แก่ครอบครัวเรา

ขอทานวันฝนตก

เป็นอีกเช้าวันหนึ่งที่แทบจะขออะไรไม่ได้เลย กลับบ้านไปคงต้องโดนด่าแน่ ยิ่งถ้ากลับไปเจอตอนที่พ่อกำลังอารมณ์ไม่ดีด้วย มีหวังโดนตียับ ยิ่งคิดก็ยิ่งกลุ้ม ขาที่ก้าวก็เลยช้าลงทุกที ทันใดนั้นเอง ผมได้ยินเสียงท่องหนังสือดังขึ้น ที่จริงก็คือผมเดินมาถึงกำแพงของโรงเรียนแห่งหนึ่ง ผมซึ่งอยู่ด้านนอกก็พลอยท่องตามไปด้วย รู้สึกอิจฉาเด็กๆ เหล่านั้นเหลือเกินที่เขามีโอกาสได้เรียนหนังสือ พวกเขาช่างโชคดีอะไรอย่างนี้ เมื่อไรผมถึงจะได้ไปโรงเรียน ไปนั่งเรียนหนังสือแบบนี้บ้างหนอ ผมไม่กล้าถามพ่อหรอก เพราะแค่หากินให้ท้องอิ่มยังไม่ค่อยจะมีปัญญาเลย แล้วจะหาเงินที่ไหนไปเรียนหนังสืออย่างที่คนอื่นเขา
ยังไม่ทันกลับถึงบ้าน จู่ๆ ฝนก็ตกลงมาเสียก่อน เมื่อเห็นผมกลับบ้านมือเปล่า สีหน้าของทุกคนก็ปรากฏรอยผิดหวัง ผมก้มหน้าด้วยความละอายใจ แม่กับน้องชายคนโตทนหิวไม่ไหวแล้ว ทั้งแฝดและอาละวาดไม่ยอมหยุด ผมมันแย่จริงๆ
ผมมันแย่จริงๆ ใช้การไม่ได้ เท่านี้ก็ไม่มีปัญญาหาเ ลี้ยงน้องกับแม่ให้กินอิ่มท้อง เอาละ ทุกคนหยุดคร่ำครวญกันได้แล้ว ผมจะลองออกไปขอทานดูสักทีก็ได้ พอเปิดประตูออก เห็นสายฝนที่เทกระหน่ำลงมาอย่างไรไม่มีปราณีปราศรัย ผมก็น้ำตาร่วงเผาะ

ไม่ยุติธรรมเลย ขณะที่เด็กคนอื่นๆ ได้ไปโรงเรียนเรียนหนังสือ ไยสวรรค์จึงได้กลั่นแกล้งผมเช่นนี้หนอ ทำไมต้องเอาความทุกข์ ยากลำบากทุกอย่างมาโปะใส่หัวผมไว้คนเดียวด้วย ผมแค้นใจ ผมกำหมัดแน่นทุบลงพื้นอย่างแรง ผมจะยิ่งกตัญญูให้มากๆ ผมจะสู้ให้ดู ผมไม่มีทางล้มหรอก ผมต้องชนะท่าน ต้องเอาชะตากรรมให้จงได้!
ผมวิ่งอยู่ท่ามกลางสายฝน บอกกับตัวเองว่า “ผมจะไปเคาะประตูทุกบ้าน ใครจะด่าว่าดูถูกผมอย่างไรก็เชิญ อุปสรรคมีแต่จะยิ่งทำให้ผมเข้มแข็ง แข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น” …

< ..โปรดติดตามตอนต่อไป..>


You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *