“ไล่ตงจิ้น” ลูกขอทาน : ผู้ไม่ยอมแพ้ต่อชะตาชีวิต ตอนที่ 1


เรื่องของผม

กระผม นายไล่ตงจิ้น เกิดเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 1959 พ่อเป็นขอทานตาบอด แม่เป็นคนปัญญาอ่อนที่มีภาวะอารมณ์ผิดปกติ หมอบันทึกลงในใบวินิจฉัยโรคว่าแม่ไอคิวต่ำเพียงระดับ 58 เท่านั้น พ่อผมเกิดที่หมู่บ้านเฉียนจู๋ หมู่บ้านเล็กๆ ที่แสนจะยากจนในอำเภออูรื่อ จังหวัดไถจง ปู่ย่ามีอาชีพรับจ้างทำนา เมื่อพ่ออายุได้สี่ขวบ ปู่ก็ป่วยตาย ย่าเลี้ยงดูลูกทั้งสาม (ได้แก่ พ่อผม ลุง และป้า) แต่เพียงลำพัง ในสมัยนั้นแค่การเป็นหญิงม่ายก็ลำบากพออยู่แล้ว แต่นี่ยังมีลูกติดอีกถึงสามคน จึงทำให้ทั้งครอบครัวต้องอดมื้อกินมื้ออยู่บ่อยๆ ซ้ำยังต้องโดนดูถูกเหยียบหยามสารพัด ด้วยเหตุนี้ อีกสามปีต่อมา ย่าจึงยอมแต่งงานใหม่ไปอยู่หมู่บ้านซิ่วซาน อำเภอต้าหย่า โดยลูกทั้งสามไม่ได้ติดตามไปด้วย ทุกคนยังอยู่ที่อูรื่อ ทำงานรับจ้างทั่วไป เลี้ยงวัว เลี้ยงควายบ้าง พอประทังชีวิตไปวันๆ

เมื่อพ่ออายุได้ 17 ปี ย่าก็เสีย ดังนั้นนอกจากพี่ชายกับพี่สาวแล้ว พ่อจึงไม่มีญาติที่ไหนอีก แต่สองปีต่อมา จู่ๆ ตาของพ่อก็เริ่มมีอาการผิดปกติ ในตอนนั้นทั้งลุงและป้าต่างก็แต่งงานแยกครอบครัวออกไปแล้ว ครอบครัวของแต่ละคนก็ลำบากมาก ไม่สามารถดูแลน้องชายคนนี้ได้ ประกอบกับการแพทย์ในสมัยนั้นยังไม่พัฒนา ตาของพ่อจึงค่อยๆบอดลงในที่สุด ที่น่าแปลกก็คือ อีกสิบกว่าปีต่อมา ลุงกับป้าก็ตาบอดทั้งสองข้างเช่นเดียวกัน สรุปก็คือเมื่อพ่ออายุได้ 22 ปี ตาก็บอกสนิททั้งสองข้าง จากนั้นท่านจึงเริ่มใช้ชีวิตวณิพก หากินด้วยการเป็นหมอดูบ้าง หมอนวดบ้าง แต่เนื่องจากกิจการไม่ดีนัก โดยส่วนใหญ่แล้วพ่อจึงมักจะไปดีดพิณขอทานตามตลาดสดบ้างตลาดโต้รุ่งบ้าง ชีวิตพ่อมีเพียงแค่ไม้เท้าหนึ่งอัน ชามบิ่นๆ หนึ่งใบกับพิณอีกหนึ่งตัว ระหกระเหินไปทั่ว ค่ำไหนนอนนั่น

พ่อซัดเซพเนจรไปเรื่อยจนอายุ 32 ปี วันหนึ่งพ่อเดินนั่งพักใต้ต้นไม้ พอนั่งลงก็ได้ยินเสียงครวญครางดังขึ้นใกล้ๆ ตัว แม้พ่อจะมองไม่เห็น แต่ฟังจากเสียงก็รู้ว่าเป็นเด็กผู้หญิง เสียงโอดโอยนั้นบอกถึงความทรมานสุดทน พ่อสงสัยว่าเธออาจจะป่วย ตั้งใจจะถามเธอว่าเป็นอะไร แต่เด็กหญิงดูเหมือนจะไม่เข้าใจ ถึงจะถามแล้วไม่ได้คำตอบ แต่ในสถานการณ์นั้น พ่อก็ไม่ใจดำทิ้งเด็กหญิงไว้ตามลำพัง จึงนั่งอยู่ใกล้ๆ คอยเป็นเพื่อนเธอ

พอดีมีชาวบ้านผ่านมาเห็นเด็กหญิงนอนร้องโอดโอยอยู่ที่พื้น แกเล่าให้พ่อฟังว่า “เด็กคนนี้น่าสงสาร เกิดมาฐานะยากจน พอเกิดมาก็ถูกยกให้เป็นลูกบุญธรรมตระกูลเฉิง แต่ที่แย่กว่าก็คือว่าพอตระกูลเฉิงรู้ว่าเด็กคนนี้ปัญญาอ่อนแต่กำเนิด แล้วยังเป็นโรคลมบ้าหมูอีก จึงปล่อยไปตามยถากรรม จะอยู่จะกินอย่างไรก็ช่าง พอเด็กหิวก็จับแมลงกิน ผลไม้ ผักหญ้าใส่ปากไปตามแต่จะเก็บได้ เหนื่อยก็ล้มลงนอนกับพื้นสะเปะสะปะไปทั่ว พอป่วยก็ได้แต่มานอนโอดโอยอย่างที่เห็นนี่แหละ” แล้วก็เดินจากไป

พ่อคิดว่า พ่อเองก็ไม่มีพ่อแม่ ส่วนเด็กคนนี้ก็ถูกทอดทิ้ง แม้ตัวพ่อเองจะตาบอด แต่อวัยวะส่วนอื่นก็สมบูรณ์ดี ยังพาตัวเองไปขอทานได้ แม้จะต้องอดทนอยู่บ่อยๆ หากว่าพ่อใจดำจากไป ไม่รู้ว่าเด็กที่น่าสงสารคนนี้จะมีชีวิตถึงวันพรุ่งนี้หรือเปล่า พอคิดได้อย่างนี้แล้ว พ่อก็ตัดสินใจพาเด็กหญิงคนนี้กลับไปรักษาที่อู่รื่อบ้านเกิดตัวเอง
ดังนั้นทั้งสองจึงอยู่กินเป็นสามีภรรยากันมา เพียงสองคนอยู่ด้วยกันก็ถือว่าเป็นสามีภรรยากันแล้ว และเด็กหญิงปัญญาอ่อนก็คือแม่ผมเอง ตอนนั้นพ่ออายุ 32 ปี ส่วนแม่มีอายุเพียง 13 ปีเท่านั้น ทั้งคู่อายุห่างกันถึง 19 ปี

บ้านเรามีลูกทั้งหมด 12 คน ผมเป็นคนที่สอง มีพี่สาวหนึ่งคน ผมเกิดที่ศาลเจ้าในสุสานแถวๆ นั้น ด้านหน้ามีแม่น้ำ ด้านหลังมีภูเขา หมอตำแยบอกว่าตอนที่แกทำคลอด แกเห็นมังกรเขียวปรากฏตัวบนท้องฟ้า พ่อดีใจใหญ่ จึงตั้งชื่อผมว่า “ตงจิ้น”
ผมจำได้ว่าทุกครั้งที่ผมต้องออกไปขอทานกับพ่อ พ่อจะต้องผูกแม่ไว้กับต้นไม้ด้วยเชือกหรือโซ่ เพื่อป้องกันไม่ให้แม่หนีไปเล่นน้ำ เพราะหากแม่หลงทางขึ้นมา พ่อตาบอดของผมก็ไม่รู้ว่าจะไปตามแม่ได้ที่ไหน และยิ่งไปกว่านั้นน้องชายคนโตก็ปัญญาอ่อนและภาวะอารมณ์ผิดปกติแต่กำเนิด ทำให้ต้องถูกผูกติดกับต้นไม้ด้วยอีกคน

สำหรับพวกเรานั้น เนื่องจากพ่อมองไม่เห็น ท่านจึงต้องหาเชือกสีแดงมาร้อยกระพรวนผูกไว้ที่คอลูกทุกคน เพื่อจะได้ฟังเสียงว่าพวกเราคลานเล่นกันไปถึงไหนแล้ว ตอนผมห้าขวบ ผมต้องขึ้นแท่นไอ้เสือปืนเดี่ยว ออกไปขอทานคนเดียว เนื่องจากพี่สาวต้องคอยดูแลน้องๆ ที่อยู่ที่สุสาน และภายหลังผมเป็นผู้ที่ต้องรับภาระหนักอึ้งดูแลครอบครัวที่มีถึงสิบสี่ปากท้องเพียงลำพัง ก่อนผมสิบขวบครอบครัวเราไม่มีบ้านช่องเป็นหลักแหล่ง หรือแทบจะเรียกได้ว่านอนกลางดินกินกลางทรายจริงๆ ผมผ่านวัยเด็กท่ามกลางลมหนาว น้ำค้าง แสงแดด พายุโหมกระหน่ำ มีต้นไม้เป็นหลังคา ผืนดินเป็นเตียงนอน และมีสุสานเป็นบ้านของเรา

พวกเราเคยอาศัยมาแล้วแทบทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นใต้ต้นไม้ ใต้สะพาน ตลาดสด ใต้เวทีโรงงิ้ว ทุ่งนา ป่าร้าง ตามแต่สภาพอากาศที่ผันแปรไปตามฤดูกาล หรือแต่ในเล้าหมูก็ยังเคย แต่ที่เราอาศัยอยู่มากที่สุดคงจะเป็นสุสาน เพราะการนอนอยู่กับคนตายนั้นไม่ต้องถูกมองด้วยสายตาดูแคลน และที่สำคัญคือ คนตายไม่ไล่ตะเพิดพวกเราแน่

คนจรจัดไม่มีสิทธิเจ็บไข้ได้ป่วย

ทุกครั้งที่ครอบครัวเราเดินไปเจอหมู่บ้าน ก็มักจะเป็นที่ดึงดูดความสนใจแก่ชาวบ้านที่ได้พบเห็นเสมอ บางคนเห็นแล้วก็เวทนา จนต้องให้อาหารมาตั้งแต่ยังไม่เอ่ยปากขอด้วยซ้ำ ส่วนตัวผมเหมือน “พ่อวัว” ที่ลากลูกวัวข้างหลังอีกเจ็ดตัวให้คอยเดินตาม และแน่นอนพวกเราเดินเท้าเปล่า ชาวบ้านนอกส่วนใหญ่มีสัตว์เลี้ยงกันทั้งนั้น ถ้าเดินไม่ระวังก็อาจเหยียบโดนขี้วัว ขี้ควาย ขี้หมา หรืออาจเป็นขี้ของสัตว์อื่นเลอะติดเท้าของเราได้ การเดินทางด้วยเท้าเปล่าทุกวัน ทำให้ฝ่าเท้าของเราด้านจนเป็นหนาๆ หนาขนาดที่ว่าหากพลาดไปเหยียบโดนเศษกระจกเข้า ก็ไม่แน่ว่าเศษกระจกนั้นจะทะลุเนื้อได้รึเปล่า แต่ถึงจะพลาดไปเหยียบโดนตะปูหรือของแหลมคมอื่นๆ เข้า พ่อก็มีวิธีรักษาเฉพาะตัวคือ ถ้าเหยียบโดนตะปูใช้ขี้หมูมาทาแทนยา ไม่มีอะไรที่เรียกว่าอนามัยเลยสำหรับพวกเราที่คลานเล่นกับพื้นดินมาตั้งแต่เด็ก หิวเมื่อไรก็หยิบดินหยิบทรายยัดใส่ปาก ใครให้อะไรมาก็กิน บางครั้งข้าวหล่นลงพื้นก็ยังเอามากิน ไม่สนใจเรื่องสะอาดสกปรก ได้แต่กลืนๆ ลงท้องไป

คนจรจัดไม่มีสิทธิเจ็บไข้ได้ป่วย เพราะพวกเรายังต้องเดินทางกันตลอด พ่อเป็นคนไม่มีการศึกษา แต่เรื่องราวมากมายที่พ่อสอนให้แก่พวกเราล้วนเป็นเรื่องที่ออกมาจากใจทั้งสิ้น

รู้ที่จะปรับเปลี่ยน รู้ที่จะอยู่รอด

ผมกับพ่อต้องเตรียมออกเดินทางตั้งแต่ฟ้ายังไม่ทันสว่าง จากสุสานเดินไปตามคันนาเล็กๆ เป็นระยะทาง 1-2 กิโลเมตร พอมาถึงหมู่บ้านพ่อก็จะพาผมไปเคาะประตูบ้านทีละหลัง ตอนนั้นผมยังเด็กมาก และพ่อก็ตาบอดด้วยจึงทำให้เกิดเรื่องวุ่นๆ เช่น เราเคาะประตูบ้านหลังหนึ่ง พอประตูเปิดออก เจ้าของบ้านก็ถ่มน้ำลายใส่หน้าเราทันที พร้อมกับตะโกนด่าเสียงดังลั่นว่า “เคาะหาอะไร ตาบอดเรอะ ไม่เห็นหรือไงว่าเรากำลังจัดงานศพอยู่นะ พ่อรีบขอโทษขอโพยเขายกใหญ่ แล้วเราสองคนก็รีบหลบออกมา

ไม่ง่ายเลยกว่าที่จะมีคนนำอาหารเหลือที่บูดจนเริ่มส่งกลิ่นเปรี้ยวมาให้เรา กระนั้นเราก็ยังซาบซึ้ง ขอบคุณแล้วขอบคุณเล่าใกล้เที่ยงแล้ว อาหารในขันใบเล็กของผมเพิ่งได้มาแค่สองส่วนเท่านั้น ไหนจะพอกินทั้งบ้าน พอนึกได้ว่าตอนนี้เป็นเวลาที่พ่อค้าแม่ค้าในตลาดสดของหมู่บ้านกำลังเก็บแผงกันพอดี ผมก็รีบจูงพ่อดิ่งไปขอทานที่แผงผลไม้ทันที พวกเด็กๆ ที่เห็นเราเข้า ต่างพากันตะโกนล้อเลียนว่า “เร็วเข้า! รีบมาดูนี่เร็ว ขอทานมาแล้ว ไอ้ตัวสกปรก ไอ้ตัวน่ารังเกียจ แหวะ ไอ้ขอทานตัวเหม็นมาขอข้าวเขากิน แหวะ”

พ่อค้าเจ้าของแผงคงจะสมเพชพวกเรา จึงหยิบยื่นเอาผมไม้ที่ช้ำจนแทบจะเน่าแล้วให้มา แต่ผมก็ยังรู้สึกว่ามันช่างหอมหวานเหลือเกิน พอได้ผลไม้มา ผมก็จะนำมาคัดเลือกส่วนดีเก็บไว้ให้พ่อกับแม่ก่อน จากนั้นตัวเองค่อยกินส่วนที่เหลือ ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเอาชนะความอยากของตัวเอง ยอมกินน้อยและกินส่วนที่แย่นี้ได้อย่างไร ไม่รู้ว่าความรู้สึกกตัญญูกตเวทีเหล่านี้มาจากไหน ผมกับพี่สาวไม่เคยได้รับ “การเข้าคอร์ส” ฝึกฝนใดๆ ทั้งสิ้นจะทำอะไรก็อาศัยแต่ครูพักลักจำเอาเท่านั้น ความจนสอนให้เราเรียนรู้ที่จะปรับเปลี่ยน และการปรับเปลี่ยนทำให้ผ่านอุปสรรคไปได้ และนี่คือปรัชญาของการอยู่รอด

ปรัชญาจากศพ

พออายุได้สี่ขวบ ผมก็เริ่มรู้จักหาเลี้ยงครอบครัวได้ด้วยตัวเองแล้ว เพราะเราต้องซัดเซพเนจรไปทั่ว เราจึงรู้ได้ไม่ยากว่าบ้านไหนมีคนตาย บ้านไหนกำลังจัดงานศพ ขอให้เรารู้ เราจะแล่นไปถึงทันที เพื่อไปถามดูว่าบ้านนั้นขาดลูกมือหรือเปล่า ถ้าบ้านไหนไม่มีลูกชายก็จะต้องเชิญคนอื่นมาช่วย

หลายคนอาจกลัวที่ต้องทำหน้าที่นี้ แต่สำหรับเด็กที่โตมาในสุสานอย่างผมแล้ว การทำงานนี้ไม่ถือเป็นเรื่องเลวร้าย เราจะได้อั่งเปาจากเจ้าภาพงานศพ ค่าแรงก็ประมาณ 2-3 เหมา รับเงินแล้วเจ้าภาพก็จะหาชุดให้เราด้วย ช่วงพิธีที่สำคัญที่สุดสำหรับเราก็คือ ตอนที่นักแสดงโยนขนมและลูกอมต่างๆ ให้เด็กๆ ที่มาดูการแสดงอยู่รอบๆ และที่ผมทนยืนขาแข็งก็เพื่อนาทีนี้แหล่ะ เป็นนาทีที่ผมดีใจที่สุด รสหวานๆ ของลูกอมและขนมพวกนั้น ผมยังจำได้ไม่รู้ลืมตราบจนวันนี้
พองานศพสิ้นเสร็จลง โดยทั่วไปเจ้าภาพจะจัดโต๊ะกินเลี้ยง เพื่อเชิญแขกและญาติๆ รับประทานอาหารร่วมกัน ผมก็จะรอจนกว่าเขาจะกินเสร็จ จากนั้นก็ขอ “ของเหลือ” ที่เทรวมกันมากิน แม้จะเป็นเพียงเศษอาหารที่มีทั้งรสเผ็ดเปรี้ยวหวานเค็มมัน ทุกรสชาติผสมรวมกันก็ตาม แต่นี่คืออาหารมื้อที่ดีที่สุดของเรา ในบางครั้บถ้าเศษอาหารเหลือมากพอ เราอาจมีไว้กินถึงวันพรุ่งนี้ ไม่ว่ามันจะเย็นจะเปรี้ยวแค่ไหน เราก็กินกันไม่ได้ตะขิดตะขวง หากต้องการมีชีวิตต่อไปก็ต้องมีกระเพาะอาหารที่ทนทานเช่นนี้แหละ

ข้อดีของงานศพยังไม่จบเท่านี้ ทั้งชุดเสื้อขาวกางเกงขาวที่เราสวมอยู่นั้น พอถอดออก เจ้าภาพก็ให้เอากลับบ้านได้ ถึงจะเป็นชุดไว้ทุกข์ แต่ก็ดีกว่าไม่มีอะไรใส่เลย และโดยทั่วไปเมื่อฝังศพผู้ตายแล้ว เจ้าภาพก็จะเอาเสื้อผ้าเครื่องใช้ของผู้ตายไปเผาทิ้ง ผมเห็นแล้วก็เสียดาย จึงรี่ไปขอชุดเหล่านั้นไว้ แค่ให้ความอบอุ่นได้ก็พอแล้ว สิบปีมานี้ ทุกคนในบ้านใส่แต่เสื้อผ้าเหล่านี้ เสื้อผ้าของผู้ตายมีแต่ชุดชั้นนอกเท่านั้น ไม่มีชุดชั้นใน ดังนั้นผมจึงไม่เคยใส่กางเกงในเลย!
เนื่องจากผมมีโอกาสได้ร่วมพิธีงานศพตั้งแต่ต้นจนจบ ทำให้ผมได้เห็นภาพการลาจากกันทีละฉากๆ ญาติพี่น้องผู้ตายก็จะคร่ำครวญว่าจะไม่ได้เจอผู้ตายอีกต่อไป พบเห็นความรักความอาลัยอย่างสุดซึ้ง เมื่อมาคิดๆ ดู แม้พ่อกับแม้ผมจะเป็นคนพิการทั้งคู่ แต่อย่างไรท่านก็อยู่เคียงข้างผม เทียบกันแล้ว ผมยังโชคดีอยู่มาก ผมบอกกับตัวเองว่า การตอบแทนพระคุณพ่อแม่นั้นควรจะทำให้ทันเวลา และควรทะนุถนอมสิ่งที่มีในตอนนี้ให้ดีที่สุด ผมไม่เคยโกรธหรือกล่าวโทษพ่อแม่เลยจนกระทั่งถึงวันนี้ อาจเพราะผมได้ข้อคิดตั้งแต่สี่ขวบก็เป็นได้

แม่หายไปไหน

วันหนึ่งเมื่อกลับมาจากขอทาน ผมก็พบว่าใต้ต้นไม้นั้นเหลือเพียงแต่เชือกและโซ่ ไม่มีเงาของน้องชายกับแม่เลย หวั่นใจว่ากลัวจะเกิดอุบัติเหตุ พี่สาวร้อนใจร้องไห้วิ่งหาไปทั่ว เสียงเรียกหาปนสะอื้นดังไปทั่วหมู่บ้านแสนยากจนนี้ ให้ความรู้สึกวังเวงยิ่งนัก ฟ้าก็ยังไม่วายให้ฝนตกมาเวลานี้อีก เราตะโกนสุดเสียงจนเสียงแหบ แต่ก็ยังไม่เห็นวี่แววของแม่กับน้องชายคนโตเลย ทั้งคู่ต่างไม่สมประกอบ ขณะนั้นผมก็พลันไปเห็นเงาของคนเคลื่อนไหวอยู่ในพงหญ้า ใช่แม่จริงๆ ด้วย! แม่! ผมตะโกนลั่นออกมาด้วยความยินดี ผมถึงได้เห็นว่าแม่ตกลงไปในบ่อน้ำข้างคันนา

โซ่ยังไม่หลุดออกจากมือแม่ ผมจึงเข้าใจว่าแค่คว้าโซ่เหล็กได้ก็จะช่วยเอาตัวแม่ขึ้นมาได้ แต่แม่ไม่ได้ให้ความร่วมมือกับผมเลย ตูม! ตัวผมหล่นในน้ำ แม่ต้องเข้าใจผิดว่าผมเป็นคนร้ายแน่นอน จึงไม่ยอมกลับบ้นกับผม ผมจึงตะโกนว่า “แม่! แม่ครับ! นี่อาจิ้นเองนะครับแม่ แม่มองผมสิครับ นี่อาจิ้นนะ!” แต่แม่ก็มองผมด้วยสายตาว่างเปล่าก่อนที่จะตะโกนขัดขืนต่อ
ผมยืนกอดแม่ไว้แน่น แม่จะต่อยทุบผมอย่างไร ผมก็ไม่หลบไม่ถอย ปากก็ตะโกนร้องไห้ มีบางครั้งที่ผมรู้สึกคับแค้นใจ ในโลกนี้จะมีแม่สักกี่คนที่จำลูกตัวเองไม่ได้ แล้วทำไมคนนั้นถึงต้องเป็นแม่ผมด้วย

พอพี่สาวตามมา ผมกับพี่สาวทั้งขู่ทั้งปลอบ กว่าจะพาแม่ขึ้นมาจากบ่อน้ำได้ เมื่อกลับมา ถึงบ้าน พ่อโมโหมาก คว้าไม้เท้ามาตีแม่ไม่ยั้งมือ แม่ที่น่าสงสารอของผม นั่งกองกับพื้น ได้แต่ร้องโอดโอย ผมกับพี่สาวร้องห้าม แต่พ่อกำลังโกรธจัด ไหนเลยจะยอมฟังเสียง เราไม่รู้จะห้ามอย่างไรจึงเข้าไปกอดแม่ไว้ คอยเอาตัวบังรับไม้เท้าแทน จนพ่อรู้ว่าคนที่ตีอยู่คือเราสองคนพี่น้อง ท่านก็ทั้งโกรธทั้งโมโหจนปาไม้เท้าทิ้ง แล้วพ่อก็ร้องไห้ออกมา ในที่สุดเราก็กอดคอกันร้องไห้ทั้งบ้าน

พอพ่อหายโมโหก็นึกขึ้นได้ว่าน้องชายคนโตยังไม่ได้กลับบ้าน ผมกับพี่สาวจึงรีบออกตามหา เราสองพี่น้องเหนื่อยจนแทบจะขาดใจตาย เราช่วยกันหาไปทั่ว บังเอิญมองไปเห็นศาลเจ้าเล็กๆ จึงพากันเดินเข้าไปไหว้ เผื่อท่านจะดลใจให้หาน้องชายพบ ขณะที่นั่งคุกเข่าอยู่ก็ได้ยินเสียงประหลาดดังขึ้นมา จึงลองเลิกผ้าคลุมโต๊ะเปิดดู ขอบคุณสวรรค์ ที่แท้อาไฉมาหลบอยู่ตรงนี้เอง เขามองหน้าผมอย่างใสซื่อ น้องผมสติไม่สมประกอบ เขาคงไม่รู้ว่าผมกับพี่สาวต้องเสียน้ำตาด้วยความกังวลห่วงใยในตัวเขาไปมากมายเพียงไร

ในที่สุดบ้านเราก็อยู่พร้อมหน้าพร้อมตา ดีที่วันนี้หาข้าวมาได้บ้าง ให้พวกเขากินกันไป ส่วนผมกับพี่สาวไปที่ริมบ่อน้ำ นั่งวักน้ำใส่ปาก กินทีละอึกใหญ่ๆ เติมกระเพาะที่หิวโหยให้เต็มไปพลางๆ ก่อน และแม้ว่ามันจะเป็นน้ำขมๆ ผมก็กินอย่างเต็มใจ ขอเพียงแต่ให้ครอบครัวเราปลอดภัยทุกคน ต่อให้ผมกับพี่สาวต้องกินน้ำในท่อประทังชีวิต หรือแม้จะต้องขมขื่นเพียงไร ก็ให้เรารับภาระนี้เถิด

ตาบอดออกลาย

งานวัดสำหรับพวกเรา “ชาวพรรคกระยาจก” แล้ว ถือว่าเป็นสิ่งดีราวกับหล่นมาจากสวรรค์เลยทีเดียว เพราะที่ไหนมีงานวัดต้องมีของเหลือแน่ๆ ระหว่างการเดินทางเพื่อจะไปให้ถึงที่หมาย ถ้าไม่ระวังก็อาจเดินสะดุดก้อนหินล้มลงได้ แล้วก็มีเสียงโฮดังลั่น เราไม่มีเวลาจะปลอบให้น้องหยุดร้องไห้ เพราะพ่อแสดงท่าทีให้เราเดินต่อไป ส่วนผมอีกมือพยุงพ่อ อีกข้างต้องคอยพะวงว่าจะมีใครเผลอหลับล้มลงไปอีก เลยต้องคอยกวาดตามองหน้าทีหลังที พอเห็นน้องชายเดินสัปหวก ก็ต้องตะโกนเรียกเขา ตื่น ตื่น! สักครู่น้องสาวคนเล็กหัวเริ่มเอียงเหมือนจะล้มลงไปอีก ผมรีบใช้มือข้างที่ว่างตบหน้าน้องให้รู้สึกตัวตื่นทันที

ทันใด ผมก็ได้ยินเสียงพี่สาวตะโกนขึ้นว่า “ว้า! อาไฉขี้แตกแล้ว” พ่อชะงักฝีเท้าทันที ส่วนแม่หัวเราะงอหาย แล้วก็ฉี่ราดใส่กางเกงอย่างนั้น แล้วไม้เท้าของพ่อก็ลอยมาทางแม่บ้าง ผมรีบกระโดดไปขวางหน้าพ่อไว้ กางแขนออกกันไม้เท้าของพ่อ พร้อมกับตะโกนบอก “อย่าตีเลย แล้วผมจะทำความสะอาดเอง ตีอย่างนี้เดี๋ยวเขาก็ตายหรอก” ขณะนั้น ไม้เท้าก็ยังกระหน่ำลงมาที่ตัวผมอยู่ไม่ยั้ง เจ็บเสียจนกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ แต่พ่อกำลังโกรธรัวตีไม่ฟังเสียงใดๆ ทั้งสิ้น

เมื่อพ่อหายโมโหแล้ว ผมจึงค่อยๆ พาแม่กับน้องชายไปล้างตัวที่แม่น้ำใกล้ๆ ขาที่ถูกตีของผมโดนตีจนบวมและชาไปหมด ส่วนมือแค่ขยับนิดเดียวก็ปวดร้าวไปแทบถึงกระดูก ผมได้แต่สะกดจิตตัวเองให้ไม่เจ็บ แต่น้ำตาก็ยังไหลพรั่งพรูไม่ยอมหยุด
พอมาถึงพวกเราก็ถือขันบิ่นๆ ออกไปขอทาน เราต้องเดินอยู่หลายรอบกว่าจะหาอาหารมาได้มากพอสำหรับทุกคน แต่พอนึกถึงเศษอาหารเหลือๆ เนื้อปลาติดก้าง กับเสียงท้องร้องของทุกคนในครอบครัวแล้ว ทำให้มีพลังจูงมือกันวิ่งขอทานในงานวัดรอบแล้วรอบเล่า

ขณะที่เรากำลังจะวนเวียนเข้าไปขออาหาร บังเอิญได้พบกับชายจรจัดคนหนึ่งที่กำลังเข้ามาขอทานในที่เรากำลังจะขอเหมือนกัน เขาหน้าตาดุร้าย เขาถ่มน้ำลายแล้วเงื้อมือขึ้นทำท่าจะตีเรา ปากก็ขู่ว่า “มองหาสวรรค์วิมานอะไรวะ” เราสองพี่น้องเห็นเขาจึงกลัวลนลาน พี่สาวรีบลากมือผมหนีออกมา ตั้งแต่เกิดมาผมยังไม่เคยเห็นงานวัดที่ไหนคึกคักเท่าที่นี่ ที่เด็ดที่สุดคือ แผงต่างๆ ที่ขายของกิน แล้วก็ยังมีแผงยิงลูกโป่ง ปาเป้าเอารางวัล ชาวบ้านต่างจูงลูกจูงหลานมาเที่ยว ซื้อขนมให้กิน ไม่นานเด็กคนหนึ่งกินแตงโมเสร็จ จึงโยนเปลือกแตงโมทิ้ง ผมกับพี่สาวสบตากันอย่างกับนัดกันไว้ เรารีบวิ่งไปเตะเปลือกแตงโมมาซ่อนไว้ เมื่อไม่มีคนสนใจจึงหยิบมากิน อืม! หวาน หอม อร่อยจังเลย!

รสชาติของมันมันช่างหอมหวาน อร่อยน่าประทับใจ แม้ว่าจะไม่มีเนื้อสีแดงๆ อยู่แล้ว ขณะนั้นขอทานหนุ่มที่เพิ่งเจอพูดกับเราว่า “จะมาหากินแถวนี้ ทำไมไม่รู้จักสืบให้ดีเสียก่อนวะ” พี่สาวตกใจ รีบแย้งว่า “ขอโทษค่ะ เรายังเด็กอยู่” ขอทานหนุ่มไม่สนใจ ฟาดฝ่ามือลงที่หน้าพี่สาวเข้าเต็มๆ

“อาจิ้น!” เสียงพ่อผมนั่นเอง

พ่อแกว่งไม้เท้าฟาดลงที่ตัวขอทานหนุ่มนั่นพอดี ผมกระโดดเข้าไปกอดขาขอทานหนุ่มนั้นเอาไว้ สองคนตีกันนัวเนียเสียแยกไม่ออก พ่อจัดการกับจุดยุทธศาสตร์ของศัตรูก่อนทันที ขอทานหนุ่มร้องเสียงหลง
โชคดีที่งานวัดคนเยอะ จึงมีคนเข้ามาห้าม ผู้คนวิพากษ์วิจารณ์ รุมประณามขอทานหนุ่มว่า “มือก็ดี ตีนก็ดี ยังจะรังแกเด็กกับคนตาบอดอีก” ขอทานหนุ่มรีบวิ่งหนีไป

จากเหตุชกต่อยกันที่งานวัด ทำให้ร่างกายพ่อช้ำใน พ่อจึงให้ผมจูงมือท่านไปที่หน้าวัด แล้วจึงเลือกหาทำเลที่นั่ง จากนั้นพ่อก็จะนั่งขอทานอยู่ที่นั่นคนเดียว ให้พี่สาวคอยดูแลทุกคน ส่วนผมก็ให้ไปเดินขอทานตามบ้าน เพราะมีงานวัด จึงทำให้เกิดขบวนการกลุ่มขอทานรวมตัวกันขึ้น มีคนแกล้งทำเป็นแขนขาดขาขาด บางคนปลอมตัวเป็นยายแก่ๆ จะมีก็แต่ “พวกเดียวกัน” อย่างเราเท่านั้นที่ดูรู้

พอผมช่วยหาที่นั่งให้พ่อได้แล้ว พ่อก็เร่งให้ผมออกไปขอข้าวทันทีทุกครั้งที่ไปเคาะประตูตามบ้าน ไม่ง่ายเลยกว่าจะมีบ้านที่เปิดประตูออกมา วันนี้ผมยังขอทานไม่ได้อะไรเลย จะให้ทั้งบ้านอดเหมือนผมน่ะหรือ จึงฝืนแล้วลุกอดทนเดินไปที่บ้านหลังถัดไป ผมทั้งหิวและปวดท้อง ผมรู้สึกอยากเข้าส้วม แต่มองไปมองมาไม่มีที่ทางให้ปลดทุกข์ได้เลย จึงเข้าไปถ่ายที่ที่นาข้างทาง แต่ซวยมีชาวนาเดินผ่านมา ผมรีบหยิบก้อนหินมาเช็ดก้นทันที

ชาวนาจ้องหน้าผม สั่งให้ผมจัดการกับ “ทองคำ” ของผม แล้วผมจะทำอย่างไรดี ก้มลงดูขันใบเล็กยังว่างเปล่าอยู่ ผมจำเป็นต้องทรยศกับทุกคน โดยเอาขันที่พวกเราใช้กินข้าวมาตัก “ทองคำ” เร็วเข้า ผมวิ่งเร็วจี๋ดิ่งมาที่แม่น้ำ แล้วรีบล้างเจ้าขันน้อยคู่ชีพให้สะอาด แต่ยังไงผมก็รู้สึกว่ากลิ่นอุจจาระยังลอยตลบอบอวลอยู่

ระหว่างทางที่เดินกลับไปที่หมู่บ้าน ผมรู้สึกหงุดหงิดและทุกข์ใจมาก พอก้มลงมองเห็นเจ้าขันที่ยังว่างเปล่าอยู่ ก็กังวลว่าจะไปบอกพ่อยังไง แล้วจู่ๆ ก็ไปเห็นที่หน้าบ้านหลังหนึ่งมีชามข้าวหมาเล็กๆ วางอยู่ ผมปรี่เข้าไปด้วยความดีอกดีใจ ในชามมีข้าวเหลืออยู่จริงๆ ด้วย แม้ว่าเมล็ดข้าวนั้นจะแห้งกรัง แถมยังมีมดไต่ยั้วเยี้ย ผมรีบหยิบชามข้าวหมามากิน โกยข้าวเข้าปากสองสามคำ กำลังจะวางจาน ประตูบ้านก็เปิดออก

“อ้าว! ทำไมย้อนกลับมาขอข้าวอีก” เจ้าของบ้านเตรียมจะด่าผม แต่พอเห็นชามข้าวหมาในมือผม เมล็ดข้าวยังติดเลอะอยู่ที่มุมปากและแก้ม พอได้เห็นอย่างนี้เข้าจะด่าก็ด่าไม่ออก แล้วซักถามผมอย่างสนใจ ผมเล่าความจริงทุกอย่างให้เขาฟัง เจ้าของบ้านผู้อารีกลับไปถือข้าวปลาอาหารจานใหญ่มายื่นให้ผม ผมมองอาหารนั้นน้ำตาแทบไหล รีบคุกเข่าคำนับ ขอบคุณอยู่ไม่ขาด

ลมบ้าหมูกำเริบ

ผมกำลังเดินกลับบ้าน ก็เห็นผู้คนล้อมวงดูอะไรกัน จึงฝ่าฝูงชนเข้าไปดู เห็นแม่นอนชักอยู่กับพื้น โรคลมบ้าหมูของแม่กำเริบขึ้นมาอีกแล้ว ตัวแม่เกร็งไปหมด ตากลับขึ้นจนเห็นแต่ตาขาว น้ำลายฟูมปาก นอนชักแหง็กๆ ดิ้นไปดิ้นมาอยู่กับพื้น พี่สาวกับพ่อทำอะไรไม่ถูก คนทีมุงอยู่ตะโกนขึ้นมาว่า “ระวังนะ แกจะกัดลิ้นตัวเองเข้า ช่วยกันหาไม้มาให้แกกัดเอาไว้หน่อย ถ้ากัดลิ้นขาดละก็แย่เชียว”

เราได้แต่ทำตามที่พวกเขาบอก ผมกับพี่สาวช่วยกันออกแรงง้างปากแม่ให้อ้าออก กว่าจะเอาผ้ายัดใส่ปากแม่ได้ ผมเปียกไปหมดทั้งตัว หลังชุ่มไปด้วยเหงื่อ หน้าชุ่มไปด้วยน้ำตา แล้วก็ทำได้แต่รอ รอให้แสดงอาการให้หมดจนกระทั่งหายไปเอง
ผมมองดูแม่ ชีวิตแม่นั้นช่างน่าเวทนานัก นอกจากจะปัญญาอ่อนแล้วยังเป็นโรคลมบ้าหมูด้วย แถมยังมีอาการผิดปกติทางจิตอีก แม่ต้องทรมานเพียงนี้ แล้วลูกๆ อย่างเรามีหรือจะไม่พลอยเจ็บปวด ผมถือเศษผ้าไปชุบน้ำที่ลำธารมาเช็ดหน้าเช็ดตัวให้แม่ ผมถึงได้พบว่า แม่ทั้งฉี่ทั้งอึรดกางเกงใน ผมกับพี่สาวช่วยกันเปลี่ยนกางเกงตัวใหม่ให้แม่ เราช่วยกันเฝ้าจนแม่หลับไป
จู่ๆ แม่ก็ร้องไห้อาละวาดขึ้นมา พ่อผู้มีประสบการณ์ฟังเสียงร้องไห้ก็รู้ว่า แม่เจ็บท้อง พวกเราไม่มีเงินไปหาหมอที่โรงพยาบาล หน้าที่ทำคลอดจึงเป็นของพ่อกับพี่สาว สำหรับเรานั้น เรื่องอิ่มท้องยังต้องถือเป็นเรื่องฟุ่มเฟือย แล้วจะมีปัญญาที่ไหนให้แม่ได้อยู่ไฟ แม่จึงไม่มีน้ำนมเลี้ยงทารก พ่อเลยให้เงินที่ขอทานได้ไปซื้อนมข้นหวานกลับมา แล้วผมจึงใช้น้ำสะอาดตามแม่น้ำมาผสม คนให้เข้ากันแล้วก็เอามาป้อนน้องแทนนมผงชงได้…

< ..โปรดติดตามตอนต่อไป..>


Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *