ไฟฟ้าพลังน้ำให้ชีวิตใหม่ชาวตองเหลือง

ไฟฟ้าพลังน้ำให้ชีวิตใหม่ชาวตองเหลือง
• คุณภาพชีวิต
• เรื่องเด่น
หวังยกระดับคุณภาพชีวิต-กระตุ้นชุมชนรักษาสิ่งแวดล้อม

ท่ามกลางปัญหาวิกฤติพลังงานของโลก ได้ก่อให้เกิดการพัฒนาพลังงานทดแทน หรือพลังงานทางเลือกใหม่ๆ ขึ้นมาทดแทนแหล่งพลังงานสิ้นเปลืองอย่างถ่านหิน น้ำมัน หรือก๊าซธรรมชาติ ซึ่งใช้แล้วมีแต่หมดไป

หนึ่งในบรรดาพลังงานทดแทนที่ถือว่าเป็นพลังงานยอดนิยมมากที่สุดคือ “พลังน้ำ” โดยข้อมูลของ IEA (International Energy Agency) ระบุว่า ปัจจุบันทั่วโลกผลิตไฟฟ้าจากพลังน้ำขนาดเล็ก คิดเป็นร้อยละ 16.6 และคิดเป็น 92% ของพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานทดแทน

ประเทศไทยมีทรัพยากรแหล่งน้ำที่มีศักยภาพเพียงพอ ที่จะนำเครื่องกำเนิดไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็กมาใช้งานได้ในหลายพื้นที่ แต่ยังขาดการนำมาใช้อย่างแพร่หลาย ด้วยเหตุนี้ทาง สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จึงร่วมกับ มหาวิทยาลัยแม่โจ้-แพร่ เฉลิมพระเกียรติ จัดทำโครงการ “การออกแบบ สร้าง และทดสอบอุปกรณ์ไฟฟ้าจากแหล่งน้ำขนาดเล็กในชุมชน : กรณีศึกษาบ้านมลาบรี (ตองเหลือง) จ.แพร่” เพื่อหาแนวทางการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าจากแหล่งน้ำที่เหมาะสมกับชุมชน อันจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต และกระตุ้นได้ชุมชนมีส่วนร่วมรักษาสิ่งแวดล้อม เพื่อก่อให้เกิดการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน

ชุมชนบ้านมลาบรี (ตองเหลือง) มีประชากรราว 150 คน จาก 30 ครอบครัว อาศัยอยู่ในพื้นที่บ้านห้วยฮ่อม ต.บ้านเวียง อ.ร้องกวาง จ.แพร่ เป็นชาวพื้นเมืองที่มีภาษาพูดเป็นของตนเอง ในอดีตเป็นชนเผ่าเร่ร่อน ไม่นุ่งผ้า ใช้ใบตองทำเพิงพัก และจะย้ายถิ่นฐานเมื่อใบตองเปลี่ยนสี แต่ปัจจุบันได้มีการปรับสภาพชีวิตและความเป็นอยู่ดีขึ้นมาก แต่ยังคงเอกลักษณ์ความเป็นตองเหลืองผ่านภาษาพูด ดนตรี และภูมิปัญญาของการดำรงชีพในป่า

ทุกวันนี้ที่หมู่บ้านตองเหลืองมีไฟฟ้าเข้าถึง และชาวบ้านก็มีไฟฟ้าใช้แทบจะทุกครัวเรือน แต่ศูนย์วัฒนธรรมพื้นบ้าน ซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนกลางที่ใช้เป็นสถานที่ประกอบอาชีพเสริมยามว่างจากงานในไร่นา ยังไม่มีไฟฟ้าฟ้าใช้ เนื่องจากชาวบ้านยังมีรายได้น้อยมาก แค่พอจ่ายค่าไฟฟ้าในส่วนของตนเองเท่านั้น ทำให้การประกอบอาชีพเสริมที่ชาวอเมริกันคนหนึ่ง ซึ่งใช้ชีวิตร่วมกับชาวมลาบรีมานานนับสิบปีแนะนำให้ เช่น การย้อมสีด้าย และการถักเปลญวน ไม่สะดวกในยามค่ำคืน

ว่าที่ร้อยตรีธรรมศักดิ์ พันธุ์แสนศรี อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยแม่โจ้-แพร่ และหัวหน้าโครงการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ เปิดเผยว่า จากการเข้ามาทำกิจกรรมกับชาวบ้าน พบว่าในบริเวณหมู่บ้านมีลำธารไหลผ่าน จึงเกิดความคิดที่จะผลิตไฟฟ้าจากพลังน้ำให้กับชาวมลาบรีได้ใช้ในการทำกิจกรรมต่างๆ ในศูนย์วัฒนธรรม ซึ่งหากชาวบ้านมีไฟฟ้าที่ชุมชนสามารถผลิตเอง จะช่วยให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น ช่วยลดการตัดไม้ทำลายป่า และมีส่วนแก้ปัญหาโลกร้อนจากการใช้พลังงาน ที่ก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ด้วย

“ชาวมลาบรีแต่ละครอบครัวใช้ไฟฟ้าน้อยมาก มีเครื่องใช้ไฟฟ้าอยู่เพียงไม่กี่ชนิด อาทิ หม้อหุงข้าว หลอดไฟให้แสงสว่าง และวิทยุสเตริโอ โทรทัศน์เพียง 11 เครื่อง ใช้ไฟฟ้าสูงสุดไม่เกิน 75 บาทต่อครัวเรือน แต่เราดำเนินการติดตั้งวางระบบการผลิตไฟฟ้าจากพลังน้ำแล้วเสร็จ คาดจะได้ไฟฟ้าประมาณ 6-7 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง ซึ่งแทบจะเพียงพอใช้งานของคนทั้งหมู่บ้าน หากประสบความสำเร็จจะมีการตั้งคณะกรรมการของโครงการ ร่วมกับชาวบ้านในการใช้ไฟฟ้า ซึ่งปัจจุบันมีการรณรงค์ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด จึงเป็นไปได้ว่าในอนาคตชาวบ้านจะสามารถขายไฟฟ้าคืนให้กับการไฟฟ้าได้” อาจารย์ธรรมศักดิ์ กล่าว

การทำงานของเครื่องผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กจากพลังงานน้ำนั้น จะเป็นการต่อท่อเพื่อนำน้ำจากจุดรับน้ำ ซึ่งมีความสูง 633 เมตรจากระดับน้ำทะเล ไหลลงมายังที่ตั้งเครื่องผลิตไฟฟ้า ซึ่งสูง 533 เมตรจากระดับน้ำทะเล เพื่อทำให้เกิดแรงดันผลักเครื่องกำเนิดไฟฟ้าทำงาน ซึ่งระบบนี้จะไม่มีแบตเตอรี่เพื่อเก็บสำรองไฟ ดังนั้น เมื่อจะใช้ก็เพียงแค่เปิดวาล์วน้ำ เครื่องก็จะทำงาน

ด้าน นายบุญยืน สุขเสน่ห์ ชาวอเมริกาที่สนใจในวิถีชีวิตชนเผ่าตองเหลือง โดยทำกิจกรรมต่างๆ ส่งเสริมคุณภาพชีวิต และหาอาชีพเสริมให้มานานกว่า 30 ปี เล่าว่า เมื่อมีไฟฟ้าใช้ชีวิตของชาวบ้านก็จะดีขึ้น ตัวอย่างง่ายๆ เขาจะได้ใช้หม้อหุงข้าวไฟฟ้า ซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อดีอีกข้อหนึ่งที่หลายคนอาจคาดไม่ถึงคือ ช่วยให้ชาวมลาบรีลดการตัดไม้ทำลายป่าลงได้

“สมัยก่อนชาวบ้านต้องตัดไม้มาทำเชื้อฟืนเป็นพลังงานความร้อนในการหุงหาอาหารเยอะมาก หากชาวบ้านผลิตไฟฟ้าใช้ได้เอง เขาก็จะมีพลังงานหุงหาอาหาร ให้แสงสว่าง เป็นการช่วยอนุรักษ์ป่าไม้ไปในตัวอย่างอัตโนมัติ และข้อดีอีกอย่างก็คือ เขาสามารถทำมาหากินในได้เวลากลางคืนหลังจากเลิกงานในไร่ด้วยการทอเปลญวนเป็นอาชีพเสริม ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นอาชีพหลักของหลายคน เพราะหารายได้ถึงวันละ 200-250 บาทจากค่าแรงในการทอเปล นอกจากนี้ ชาวบ้านยังได้เรียนรู้ว่าไฟฟ้ามาจากไหน เมื่อเกิดมาจากน้ำเขาก็จะต้องช่วยกันอนุรักษ์ป่า เพื่อให้มีน้ำไว้ผลิตไฟฟ้าใช้ตลอดทั้งปี” นายบุญยืนกล่าว

แต่สิ่งหนึ่งที่หลายๆ คนต่างกังวลก็คือ เมื่อมีไฟฟ้าใช้มีความเจริญเข้ามาวิถีชีวิตของชาวตองเหลืองจะเปลี่ยนไปหรือไม่ นายบุญยืน กล่าวว่า “ความเป็นตองเหลืองนั้นไม่ได้อยู่ที่ความด้อยโอกาส ไม่ได้อยู่ที่ไม่นุ่งผ้า นอนกับดิน ไม่จำเป็นต้องอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ เพราะความเป็นตองเหลืองอยู่ที่ใจของชาวบ้าน ขึ้นอยู่ที่ภาษาพูด ดนตรี และองค์ความรู้เกี่ยวกับป่า เราอนุรักษ์ด้วยการพัฒนาและพัฒนาเพื่อการอนุรักษ์ ซึ่งสามารถทำควบคู่กันได้ ไฟฟ้าพลังน้ำจึงเป็นการสร้างชีวิตใหม่ให้กับชาวตองเหลืองได้อีกทางหนึ่ง โดยไม่ทำลายวิถีชีวิตและความเป็นตองเหลืองลงไปแต่อย่างใด”

โครงการผลิตไฟฟ้าจากแหล่งน้ำขนาดเล็กในชุมชน จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการที่จะแก้ปัญหา เสริมสร้างศักยภาพในการผลิต และใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพให้แก่ชุมชน และยังสามารถที่จะเผยแพร่ความรู้ที่ได้จากงานวิจัยชิ้นนี้ ออกไปยังชุมชนในท้องถิ่นอื่นๆ ซึ่งจะช่วยให้เกิดการประหยัดพลังงานและค่าใช้จ่ายลงได้ อันจะทำให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนในที่สุด

ที่มา : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

Update 26-03-52

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *