ไทยขาดศูนย์รวบรวมกระจายสินค้าต้นเหตุสินค้าสะดุด-ต้นทุนดำเนินการสูง

ไทยขาดศูนย์รวบรวมกระจายสินค้าต้นเหตุสินค้าสะดุด-ต้นทุนดำเนินการสูง
Source: มนัญญา อะทาโส

ไทยต้องการศูนย์รวบรวมกระจายสินค้าแบบ Hub & Spoke แก้ปัญหาส่งสินค้าสะดุด-ต้นทุนสูงและเตรียมพร้อมรับเปิดเสรีการขนส่ง กูรูชี้แนวคิดมีมานานแต่ไม่เห็นผลเป็นรูปธรรม ด้านภาครัฐขยับบทบาทเสนอแผนรองรับ
อย่างไรก็ตามทั้งคุณศิลปชัย และคุณธนิต ต่างเห็นว่าไทยยังไม่ควรเปิดเสรีขนส่งทางถนนอย่างเต็มที่เพราะต้องมีระยะเวลาในการสร้างความเข้มแข็งให้ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ไทยมีความเข้าใจในกฎหมายพัฒนาการบริการแบบมืออาชีพสามารถให้บริการแบบครบวงจร และมีเครือข่ายเข้มแข็งพอที่จะแข่งขันกับผู้ให้บริการจากต่างชาติก่อน
การแข่งขันทางการค้าส่วนหนึ่งชิงกันที่ความสามารถในการกระจายสินค้าให้ถึงจุดหมายปลายทางได้อย่างรวดเร็วและต้นทุนน้อย ดังนั้นแนวคิดเรื่อง Hub & Spoke จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการบริหารจัดการโลจิสติกส์ โดยมีคอนเซปต์ให้ฮับเป็นจุดศูนย์กลางรวบรวม สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า ก่อนที่จะกระจายสินค้าไปยังปลายทางอื่นๆ ซึ่งแนวคิดนี้ช่วยลดต้นทุนการดำเนินการรวมถึงค่าใช้จ่ายในการขนส่งขณะเดียวกันสามารถช่วยประหยัดการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ (Infrastructure) ได้อีกด้วย อย่างไรก็ดีแนวคิดนี้จะเกิดประโยชน์สูงสุดต่อเมื่อมีโครงสร้างพื้นฐานการขนส่งที่เอื้ออำนวยและเชื่อมโยงกัน ไม่เช่นนั้นแล้วอาจเกิดการขนย้ายซ้ำซ้อน (Double Handling) และมีผลต่อต้นทุนที่เพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ดีแม้แนวคิดเรื่องการจัดตั้งโครงข่ายกระจายสินค้า และสถานีเปลี่ยนถ่ายพาหนะขนส่งทั้งในระดับจังหวัดหลักๆ และจังหวัดชายแดนของไทยตามคอนเซปต์ Hub & Spoke มีการพูดถึงมานานแต่ยังไม่มีการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม

ต่อประเด็นนี้ คุณธนิต โสรัตน์ ประธานกรรมการ V-SERVE GROUP ในฐานะภาคเอกชนที่คร่ำหวอดในวงการแสดงทัศนะว่า เป็นความจำเป็นเร่งด่วนที่รัฐบาลต้องร่วมมือกับเอกชนผลักดันให้เกิดผลในทางปฏิบัติ โดยเสนอแนะว่ารัฐบาลควรเร่งประชาสัมพันธ์ให้ภาคเอกชนทราบถึงทิศทาง-รูปแบบการขนส่งของภูมิภาคใน 3-5 ปีข้างหน้าเพื่อให้ภาคธุรกิจหรือนักธุรกิจท้องถิ่นที่อยู่ตามจังหวัดชายแดนได้เตรียมตัวหากลยุทธ์แข่งขัน

ทั้งนี้ได้ยกตัวอย่างกรณีประเทศมาเลเซียที่ให้ความสำคัญกับการจัดตั้งศูนย์กระจายสินค้า และสถานีเปลี่ยนถ่ายพาหนะขนส่ง ซึ่งปัจจุบันมีอยู่จำนวนมากในฝั่งมาเลเซีย ขณะที่ชายแดนฝั่งไทยส่วนใหญ่เป็นร้านอาหารและร้านคาราโอเกะ ชี้ให้เห็นชัดเจนว่ากิจกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มทางโลจิสติกส์ ล้วนอยู่ในฝั่งมาเลเซียทั้งสิ้น

แม้แนวคิดการจัดตั้งโครงข่ายกระจายสินค้า และสถานีเปลี่ยนถ่ายพาหนะขนส่งในระดับจังหวัดหลักๆ และจังหวัดชายแดนของไทยยังไม่เกิดผลเป็นรูปธรรม แต่หน่วยงานรัฐบาลที่เกี่ยวข้องไม่ได้นิ่งเฉยโดยกรมการขนส่งทางบกได้เร่งดำเนินการตามกลยุทธ์พัฒนาระบบการรวบรวมและกระจายสินค้า (Hub & Spoke) โดยมีงบประมาณในปี 2550 จำนวน 15.24 ล้านบาท ดำเนินโครงการศึกษาความเหมาะสมในการจัดตั้งสถานีขนส่งสินค้าในเมืองหลักและจังหวัดชายแดน

ด้านกระทรวงพาณิชย์ได้กำหนดแผนงานด้านโครงข่ายการกระจายสินค้าและศูนย์กลางกระจายสินค้าไว้ในกรอบกลยุทธ์โลจิสติกส์ทางการค้าของกระทรวงฯ

ส่วนกระทรวงคมนาคมได้ร่วมกับสภาพัฒน์ฯ ศึกษารูปแบบพฤติกรรมในการขนส่งสินค้า เส้นทางการขนส่ง จุดการขนถ่ายและกระจายสินค้าแต่ละประเภท เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้สอดคล้อง

ทั้งนี้การมีโครงข่ายกระจายสินค้า และสถานีเปลี่ยนถ่ายพาหนะขนส่ง ถือเป็นปัจจัยชี้วัดความสามารถด้านการจัดการและกระจายสินค้า ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมพร้อมด้านความสามารถทางการแข่งขันในยุคการค้าไรพรมแดน และการเปิดเสรีการขนส่งที่พูดถึงมากในปัจจุบัน

เปิดเสรีการขนส่งทางถนน โอกาสที่มาพร้อมวิกฤต

การเปิดเสรีการขนส่งทางถนนเป็นประเด็นที่มีการพูดถึงมาก เนื่องจากการขนส่งทางถนนระหว่างประเทศมีบทบาททางการค้ามากขึ้น ซึ่งคุณธนิตได้แสดงทัศนะว่า ภายใน 3-5 ปีข้างหน้าการขนส่งทางถนนจะมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงการขนส่งในภูมิภาค เพราะแม้การขนส่งทางถนนมีต้นทุนสูง แต่มีจุดเด่นคือ สามารถส่งสินค้าได้แบบ Door to Door ทำให้มีประสิทธิภาพและมีต้นทุนโลจิสติกส์โดยรวมถูกกว่าการขนส่งทางทะเล

ทั้งนี้ปัจจุบันไทยได้ทำข้อตกลงด้านการขนส่งทางถนนกับประเทศเพื่อนบ้านทั้งในรูปแบบความตกลงทวิภาคีและพหุพาคี โดยในรูปแบบทวิภาคีมี 2 ฉบับคือ ฉบับที่ 1 ความตกลงว่าด้วยการขนส่งทางถนนระหว่างไทย-ลาว ครอบคลุมทั้งสินค้าและผู้โดยสาร และฉบับที่ 2 บันทึกความเข้าใจระหว่างไทย-มาเลเซีย เกี่ยวกับการขนส่งสินค้าเน่าเสียง่ายจากไทยผ่านมาเลเซียไปสิงคโปร์
ส่วนระดับพหุพาคีได้มีความตกลงกับกลุ่มความร่วมมือต่างๆ เช่น ความตกลงว่าด้วยการขนส่งข้ามพรมแดนในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS Cross Border Transport Agreement) กรอบความตกลงอาเซียนว่าด้วยการอำนวยความสะดวกในการขนส่งสินค้าผ่านแดน นอกจากนี้ได้มีการจัดทำข้อตกลงการเชื่อมโยงโครงข่ายทางถนนในแนว East-West Economic Corridor ไทย-ลาว-เวียดนาม เกี่ยวกับการขนส่งผู้โดยสาร ส่วนการขนส่งสินค้าคาดว่าจะได้มีการจัดทำข้อตกลงต่อไป

โดยการทำข้อตกลงด้านการขนส่งทางถนนกับประเทศเพื่อนบ้านดังกล่าว กรมการขนส่งทางบกเป็นหน่วยงานหลักที่มีบทบาทสำคัญในการกำกับ ดูแล อำนวยความสะดวกด้านการขนส่งทางถนนระหว่างประเทศทั้งการขนส่งสินค้าและผู้โดยสาร โดยได้รับมอบหมายจากกระทรวงคมนาคมให้ทำหน้าที่ร่วมกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องคือ กรมศุลกากร สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และกระทรวงการต่างประเทศ ในการจัดทำความตกลงว่าด้วยการขนส่งทางถนนระหว่างประเทศ ซึ่งหลักการของการจัดทำข้อตกลงได้กำหนดสาระสำคัญในหลายเรื่องคือ เส้นทาง การประกอบการขนส่ง พาหนะที่ใช้ในการขนส่ง เอกสารอนุญาตสำหรับผู้ขับขี่หรือพาหนะ

ต่อประเด็นการเปิดเสรีการขนส่งทางถนนผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน คุณศิลปชัย จารุเกษมรัตนะ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก และคุณธนิต ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับโอกาสและประโยชน์ที่ไทยจะได้รับจากการเปิดเสรีการขนส่งทางถนนในทิศทางเดียวกันว่า การแข่งขันเสรีจะทำให้ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ไทยมีการพัฒนาศักยภาพการบริการมากขึ้น ขณะที่ผู้ใช้บริการย่อมได้รับประโยชน์สูงสุดจากการพัฒนาศักยภาพดังกล่าว

ทั้งนี้มองว่าไทยมีศักยภาพทางการแข่งขันค่อนข้างสูง เพราะการขนส่งทางถนนถือเป็นโหมดการขนส่งที่ใหญ่ที่สุดของไทย และมีผู้ประกอบการขนส่งจำนวนมาก ทำให้การแข่งขันและประสิทธิภาพเชิงปริมาณสูง ส่งผลให้ต้นทุนการขนส่งทางถนนไทยถูกกว่าประเทศในภูมิภาค ซึ่งถือเป็นจุดแข็งในการเข้าไปทำตลาดเชิงรุกด้านโลจิสติกส์ และใช้ประโยชน์จากการเป็นศูนย์กลางขนส่งภูมิภาคเข้าไปสู่เมืองภายในของจีน ลาว และเวียดนาม

อย่างไรก็ตามทั้งคุณศิลปชัย และคุณธนิต ต่างเห็นว่าไทยยังไม่ควรเปิดเสรีขนส่งทางถนนอย่างเต็มที่เพราะต้องมีระยะเวลาในการสร้างความเข้มแข็งให้ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ไทยมีความเข้าใจในกฎหมายพัฒนาการบริการแบบมืออาชีพสามารถให้บริการแบบครบวงจร และมีเครือข่ายเข้มแข็งพอที่จะแข่งขันกับผู้ให้บริการจากต่างชาติก่อน

โดยเสนอแนะว่ารัฐบาลควรเร่งดำเนินการทั้งเชิงรุกเชิงรับ ไม่ว่าจะเป็นด้านกฎระเบียบที่สอดคล้อง เช่น กฎระเบียบด้านการจราจรที่ปัจจุบันรถบรรทุกไทยใช้พวงมาลัยด้านขวา ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านล้วนใช้พวงมาลัยด้านซ้าย รถบรรทุกไทยจึงมักถูกกีดกันเกี่ยวกับประเด็นความปลอดภัย นอกจากนี้รัฐบาลควรเร่งทำข้อตกลงเรื่องสินค้าผ่านแดนไทย-ลาวด้วย

ส่วนการเตรียมความพร้อมของภาคเอกชนเห็นว่า ควรมีการรวมกลุ่มสร้างความเข้มแข็งในอุตสาหกรรมซึ่งที่ผ่านมามีทิศทางที่ดี โดยเฉพาะการรวมกลุ่มขององค์กรผู้ให้บริการโลจิสติกส์ จัดตั้งเป็นสมาพันธ์ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ไทยเพื่อเป็นการลดต้นทุนการให้บริการโลจิสติกส์ สร้างศักยภาพในการแข่งขันของสินค้าไทย

ทั้งนี้จากการศึกษาของสถาบันการขนส่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรื่องการเปิดเสรีการขนส่งทางถนนระบุว่า ประเทศไทยไม่ควรเปิดบริการขนส่งทางถนนอย่างเต็มที่ภายในอนาคตอันใกล้ แต่ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 10 ปี เพื่อให้ภาครัฐและเอกชนได้ปรับตัว

โดยแนะแนวทางการเตรียมความพร้อมของรัฐบาลว่า ควรมีการปรับปรุงกฎระเบียบการกำกับดูแลการขนส่งทั้งระบบภายใน 5 ปี เพื่อเพิ่มความโปร่งใสในกระบวนการกำกับดูแล และผ่อนคลายกฎระเบียบที่ไม่จำเป็น แบ่งประเภท/กิจการในการขนส่ง การให้ใบอนุญาตประกอบการ รวมถึงการสนับสนุนให้มีการอบรม สัมมนา เพื่อยกระดับมาตรฐานการขนส่ง ส่วนภาคเอกชนควรมีการรวมกลุ่มทางธุรกิจเพื่อสร้างความแข็งแกร่งทางอุตสาหกรรมขนส่งทั้งระบบ

เปิดเสรีการขนส่ง ประเด็นร้อนยุคการค้าไร้พรมแดน

การเปิดเสรีบริการสาขาการขนส่งเป็นประเด็นที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับโลกการค้าไร้พรมแดน ดังนั้นที่ผ่านมาจึงมีการพูดถึงในเวทีต่างๆ เช่น กรอบ WTO, APEC, ASEAN, FTA ไทย-สหรัฐฯ, FTA ไทย-ญี่ปุ่น, FTA ไทย- EFTA โดยปัจจุบันเป็นการเปิดเสรีเท่าที่กฎหมายกำหนด

ดังนั้นในวันนี้การเปิดเสรีทางการขนส่งจึงเป็นเรื่องที่ไทยหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เป็นเรื่องที่เราต้องหา

กลยุทธ์เชิงรุกในประเด็นที่ได้เปรียบ และมียุทธศาสตร์เชิงรับในเรื่องที่เสียเปรียบให้เกิดประโยชน์สูงสุดในเชิงพาณิชย์

ทั้งนี้ล่าสุดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา กระทรวงคมนาคมได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมรัฐมนตรีขนส่งอาเซียน (ASEAN Transport Ministers Meeting: ATM) ครั้งที่ 12 การประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านการขนส่งของอาเซียน (ASEAN Senior Transport Officials Meeting: STOM) ครั้งที่ 22 และการประชุมร่วมระหว่างอาเซียนและจีน อาเซียนและญี่ปุ่น ทั้งในระดับ ATM และ STOM โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลงนามร่วมมือกันอำนวยความสะดวกด้านการขนส่งในภูมิภาคอาเซียน

โดยการประชุม ATM ครั้งที่ 12 นี้ก่อให้เกิดประโยชน์ในด้านการขนส่งสำคัญ 2 ประเด็นคือ 1. การส่งเสริมการอำนวยความสะดวกการเปิดเสรี และการรวมกลุ่มด้านการขนส่ง 2. การส่งเสริมการรวมกลุ่มด้านการขนส่งและการท่องเที่ยว

สำหรับผลการประชุม ATM โดยสรุปคือรัฐมนตรีขนส่งอาเซียนเห็นว่าระบบการขนส่งที่มีประสิทธิภาพ มั่นคงและรวมกลุ่มกันเป็นปัจจัยสำคัญในการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนภายในปี 2558 ทั้งนี้รัฐมนตรีของประเทศต่างๆ พร้อมให้ความร่วมมือระดับภูมิภาค เพื่อยกระดับการอำนวยความสะดวกด้านการขนส่งโดยสนับสนุนการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ อำนวยความสะดวกด้านการรวมกลุ่มการขนส่งและท่องเที่ยว ขยายโอกาสในการเปิดเสรีด้านการขนส่งทางอากาศและทางน้ำ รวมทั้งทำให้การขนส่งทางอากาศในอาเซียนเป็นตลาดเดียวภายในปี 2558

เวทีการประชุมครั้งนี้รัฐมนตรีขนส่งอาเซียนได้ลงนามเรื่องการกำหนดเส้นทางการขนส่งผ่านแดนและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ภายใต้กรอบความตกลงอาเซียนว่าด้วยการอำนวยความสะดวกในการขนส่งสินค้าผ่านแดน

นอกจากนี้ยังได้ลงนามการเจรจาการค้าบริการด้านการขนส่งทางอากาศในอาเซียนภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วยการบริการของอาเซียน ครอบคลุมถึงข้อผูกพันในสาขาย่อยที่ได้ตกลงกันและสาขาย่อยใหม่เกี่ยวกับการเช่าเครื่องบินทั้งแบบมีลูกเรือและไม่มีลูกเรือ ทั้งนี้อาเซียนได้ขยายโอกาสในการเปิดเสรีด้านการบำรุงซ่อมแซมอากาศยาน การขายและการทำตลาดของการบริการเดินอากาศ และการให้บริการด้านการจองตั๋วผ่านระบบคอมพิวเตอร์

รวมถึงลงนามให้สายการบินแห่งชาติสามารถดำเนินบริการด้านการขนส่งสินค้าทางอากาศ ได้ถึง 250 ตันต่อสัปดาห์ในแต่ละเส้นทาง โดยไม่จำกัดจำนวนความถี่และประเภทของอากาศยาน

ส่วนในด้านการส่งเสริมการรวมกลุ่มด้านการขนส่งและการท่องเที่ยว รัฐมนตรีขนส่งอาเซียนยินดีทำงานอย่างใกล้ชิดกับรัฐมนตรีด้านการท่องเที่ยว เพื่อส่งเสริมและยกระดับการรวมกลุ่มของการให้บริการด้านการท่องเที่ยวและการขนส่ง

สำหรับผลการประชุมATM-จีน ครั้งที่ 5 โดยสรุปคือรัฐมนตรีอาเซียนยอมรับข้อเสนอของจีนที่เสนอในการประชุมสุดยอดอาเซียน-จีน ณ เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งต้องการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมโยงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียตะวันออก จัดทำเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีนทั้งในระยะกลางและระยะยาวเพื่อช่วยเพิ่มโอกาสทางการค้าและการลงทุน

นอกจากนี้ได้สนับสนุนข้อตกลงในการขยายความร่วมมือในด้านการท่องเที่ยว และเปิดเสรีการให้บริการเดินอากาศระหว่างประเทศในกลุ่มอาเซียนและจีน

ความร่วมมือในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเชื่อมโยงอาเซียนและจีน ได้มีการพัฒนาการก่อสร้างถนนระหว่างจีน เวียดนาม ลาว ไทย และพม่า ตลอดจนการก่อสร้างท่าเรือใน Beibu Bay รวมถึงความร่วมมือที่จะพัฒนาช่องทางการเดินเรือในแม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขง และการขนส่งทางเรือระหว่างประเทศ โดยให้ความสำคัญในด้านความปลอดภัยทางทะเล การรักษาความปลอดภัยของการเดินเรือ และการรักษาสิ่งแวดล้อมจากการเดินเรือ นอกจากนี้ยังส่งเสริมให้มีการก่อสร้างเส้นทางรถไฟสายสิงคโปร์-คุนหมิง

ทั้งนี้ประเทศจีนได้เสนอให้ความช่วยเหลือทางด้านวิชาการในการศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาเครือข่ายเส้นทางถนนเส้นทางรองในกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม) เพื่อให้เชื่อมต่อกับเครือข่ายทางหลวงอาเซียน โดยประเทศจีนกับประเทศไทยร่วมสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงเชียงของ-ห้วยทรายซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางคุนม่าน (เส้นทางคุนหมิง-กรุงเทพฯ ผ่านลาว) นอกจากนี้จีนยังให้ความช่วยเหลือทางด้านวิชาการในการเพิ่มความปลอดภัยในการเดินเรือทางช่องแคบมะละกาอย่างต่อเนื่อง

ส่วนผลการประชุม ATM-ญี่ปุ่น ครั้งที่ 4 โดยสรุปคือรัฐมนตรีได้ให้การรับรองปฏิญญารัฐมนตรีอาเซียน-ญี่ปุ่นด้านการรักษาความปลอดภัยในการขนส่ง เพื่อป้องกันการปฏิบัติการของผู้ก่อการร้ายในทุกรูปแบบของระบบการขนส่งระหว่างประเทศ โดยให้องค์การระหว่างประเทศมีบทบาทสำคัญมากขึ้น รวมทั้งให้ความช่วยเหลือโดยสร้างขีดความสามารถให้กับประเทศที่ไม่มีระบบป้องกันการก่อการร้ายในการขนส่ง

ทั้งนี้รัฐมนตรีได้ส่งเสริมด้านการรักษาความปลอดภัยของท่าเรือระหว่างอาเซียน-ญี่ปุ่น (ASEAN – Japan Regional Action Plan on Port Security) และสนับสุนนข้อบังคับว่าด้วยการรักษาความปลอดภัยของเรือและท่าเรือระหว่างประเทศ (International Ship and Port Facility Security – ISPS Code)

เพื่อเป็นการรองรับปริมาณการจราจรทางอากาศที่เพิ่มขึ้นภายในภูมิภาคเอเชีย และเพิ่มความปลอดภัยด้านการขนส่งในภูมิภาคอาเซียนและญี่ปุ่น รัฐมนตรีได้ให้การรับรองข้อเสนอแนะด้านระบบนำร่องทางอากาศแบบใหม่ เพื่อช่วยในการจราจรทางอากาศสำหรับอาเซียน-ญี่ปุ่น (ASEAN – Japan New Air Navigation System)

นอกจากนี้รัฐมนตรีขนส่งอาเซียนยังให้ความสำคัญต่อโลจิสติกส์ โดยการรับรองต่อข้อเสนอแนะของญี่ปุ่นเกี่ยวกับความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนให้เกิดการแข่งขันด้านโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ เพื่อสร้างระบบโลจิสติกส์ที่สมบูรณ์แบบในเอเชีย นำไปสู่การลดต้นทุนและเวลา ทั้งนี้ข้อเสนอแนะดังกล่าวสามารถดำเนินการร่วมกับโครงการขนส่งของอาเซียน-ญี่ปุ่นที่มีอยู่เดิม เพื่อให้เกิดการบูรณาการเชื่อมโยงด้านการขนส่งในภูมิภาคเอเชียต่อไป
โลจิสติกส์ไทยขาดการบูรณาการ

แม้หลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนต่างขยับบทบาทด้านโลจิสติกส์ โดยมุ่งเน้นด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่ใช่ทางกายภาพเพื่อให้มีโลจิสติกส์ที่สมบูรณ์ทั้งระบบ เช่น ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานเพื่อลดต้นทุน-ลดขั้นตอนด้านเอกสาร เพิ่มศักยภาพบุคลากร ลดอุปสรรคด้านกฎระเบียบที่ไม่เอื้ออำนวย เป็นต้น แต่พบว่าการเดินหน้าตามแผนยุทธศาสตร์ชาติยังไม่มีความคืบหน้านักเนื่องจากแต่ละหน่วยงานไม่เชื่อมโยงบูรณาการกัน ทำให้แผนงานซ้ำซ้อนและไม่เกิดผลในภาพรวม

ดังนั้นเพื่อให้การพัฒนาด้านโลจิสติกส์ของไทยมีการบูรณาการระหว่างหน่วยงานมากขึ้น ล่าสุดเมื่อวันที่ 15 มกราคมที่ผ่านมา มติที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบให้สภาพัฒน์เป็นเจ้าภาพหลักรับผิดชอบงานที่เกี่ยวกับการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศ และตั้งคณะกรรมการพัฒนาระบบโลจิสติกส์แห่งชาติจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในภาครัฐบาลและเอกชน รวบรวมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านโลจิสติกส์ไว้ด้วยกันเพื่อร่วมวางแผนการพัฒนาโลจิสติกส์อย่างเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น

ต่อประเด็นปัญหาการพัฒนาโลจิสติกส์ของไทย คุณยรรยง พวงราช รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานคณะทำงานศึกษาระบบโลจิสติกส์ กระทรวง พาณิชย์ และคุณนที ชวนสนิท ผู้อำนวยการสำนักโลจิสติกส์การค้า กรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ ให้มุมมองในทิศทางเดียวกันว่าผู้ประกอบการไทยทั้งผู้นำเข้า-ส่งออก ผู้ผลิต และผู้ให้บริการโลจิสติกส์ไทยยังให้ความสำคัญเรื่องโลจิสติกส์น้อย ทำให้ขาดประสิทธิภาพการจัดการด้านโลจิสติกส์และการสร้างความสามารถทางการแข่งขัน

ด้านภาคเอกชนคุณธนิต และคุณชลัธ วงศ์สงวน ผู้จัดการพัฒนาและบริหารผู้ขนส่ง และผู้จัดการส่วนปฏิบัติการกระจายสินค้า บริษัท ซีเมนต์ไทย โลจิสติกส์ จำกัด แสดงทัศนะในทิศทางเดียวกันว่า ปัญหาหลักคือภาครัฐบาลและภาคธุรกิจไม่ได้ประสานความร่วมมือกัน การพัฒนาที่ผ่านมาจึงไม่ได้ตอบสนองความต้องการของภาคธุรกิจซึ่งถือเป็นผู้ใช้บริการเท่าที่ควร โดยนโยบายรัฐบาลเน้นที่เรื่องโครงสร้างพื้นฐานทางการขนส่ง แต่ไม่ได้เน้นด้านโลจิสติกส์ทางการค้า (Trade Logistics) คือการนำโลจิสติกส์ไปพัฒนาเป็นเครื่องมือทางธุรกิจ ซึ่งในทางปฏิบัติสิ่งสำคัญของการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ไม่ใช่เพียงแค่การมีโครงสร้างพื้นฐานเท่านั้น แต่ต้องคำนึงด้วยว่าสินค้าจะเดินทางไปหาโครงสร้างพื้นฐานเหล่านั้นด้วยวิธีการใดให้รวดเร็ว และมีต้นทุนต่ำที่สุด

สำหรับแนวทางการพัฒนาโลจิสติกส์ให้สมบูรณ์ทั้งระบบ คุณธนิตแสดงทัศนะว่า รัฐบาลกับภาคธุรกิจต้องร่วมกำหนดแผนงานในภาพรวม เพื่อไม่ให้เป็นการพัฒนาแบบต่างคนต่างทำ เช่น การเจรจาทางการค้าในเวทีต่างๆ ควรมีการร่วมมือวางแผนว่ารัฐบาลหรือภาคธุรกิจต้องการอะไร เพื่อให้ได้ประโยชน์เชิงพาณิชย์สูงสุดและตรงกับความต้องการที่แท้จริง

อย่างไรก็ดีแม้ภาพสะท้อนด้านการพัฒนาโลจิสติกส์ยังขาดการเชื่อมโยงกันของแต่ละหน่วยงาน แต่อย่างน้อยการมีแผนงานเชิงรุกของทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชนถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อภาคธุรกิจไทย

โดยภาครัฐบาลในฐานะหัวเรือใหญ่ได้พยายามรุกคืบพัฒนาโลจิสติกส์ให้เห็นผลเป็นรูปธรรมมากขึ้นโดยกระทรวงคมนาคมได้หันมาเจาะประเด็นเร่งด่วนเรื่องอื่น ทั้งในด้านกฎระเบียบล้าสมัยที่ไม่เอื้ออำนวยผลักดันการอำนวยความสะดวกด้านการขนส่งสินค้าผ่านแดนร่วมกับกลุ่มประเทศในอาเซียน รวมถึงศึกษาหาแนวทางแก้ปัญหาการขนส่งสินค้าติดขัดเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้สอดคล้อง

ด้านกระทรวงพาณิชย์ได้ชูโลจิสติกส์เชิงการค้า เพิ่มบทบาทจากเพียงการนำสินค้าเสนอต่อต่างประเทศ มาให้ความสำคัญกับการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า สร้างความสามารถทางการแข่งขัน การขยายเครือข่ายกระจายสินค้าในต่างประเทศ และได้กำหนดกรอบยุทธศาสตร์โลจิสติกส์ทางการค้าเพื่อเร่งหาแนวทางส่งเสริม

ขณะที่กรมศุลกากรในฐานะหน่วยงานที่เปรียบเป็นประตูในการนำเข้า-ส่งออก ได้เร่งปรับปรุงระบบศุลกากรไร้เอกสาร (Paperless) มาแทนระบบ EDI เดิม เพื่อลดขั้นตอนซ้ำซ้อนและค่าใช้จ่ายจากระบบเอกสาร ซึ่งแม้ปัจจุบันยังมีปัญหาในการใช้งานและอยู่ระหว่างดำเนินการแก้ไข แต่คาดว่าเมื่อระบบเสร็จสมบูรณ์จะเป็นเครื่องมือทางการแข่งขันที่สำคัญของผู้ประกอบการนำเข้า-ส่งออกไทยอีกทางหนึ่ง

นอกจากนโยบายภาครัฐแล้ว เอกชนในฐานะผู้ใช้บริการก็ได้มีการรวมกลุ่มเพื่อผลักดันปัญหา และร่วมขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ เช่น สมาพันธ์โลจิสติกส์ไทย ซึ่งมีบทบาทด้านการพัฒนาบุคลากร โดยศึกษาข้อมูล-ความต้องการตลาดแรงงาน เพื่อเร่งพัฒนาความสามารถของผู้ประกอบการในรูปแบบการอบรม สัมมนา

(ล้อมกรอบ1)
กระทรวงคมนาคมรื้อกฎหมายล้าสมัย

แม้กระทรวงคมนาคมต้องชะลอโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐาน แต่ไม่ได้มีผลให้การปฏิบัติงานตามแผนยุทธศาสตร์ชาติชะงัก เพราะยังมีแผนงานด้านอื่นที่สามารถดำเนินการได้ในระยะนี้ ดร.จุฬา สุขมานพ โฆษกกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่ากระทรวงคมนาคมได้มุ่งเน้นบูรณาการเครือข่ายแก้ปัญหาคอขวดที่ทำให้การขนส่งสินค้าติดขัด โดยพิจารณาเป็นรายอุตสาหกรรมเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้สอดคล้อง

นอกจากนี้ได้ให้ความสำคัญกับการแก้กฎระเบียบล้าสมัยไม่เอื้ออำนวย โดยเตรียมเสนอกฎหมายบริหารการขนส่งให้เอกชนสามารถลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานได้อย่างเสรี รวมถึงเร่งดำเนินการด้านการอำนวยความสะดวกทางการขนส่งสินค้าผ่านแดนร่วมกับกลุ่มประเทศในอาเซียน เพื่อลดอุปสรรคทางการค้า

(ล้อมกรอบ2)
กรมการขนส่งทางบก เร่งพัฒนาผู้ประกอบการขนส่ง
ในฐานะภาครัฐที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการขนส่งทางถนนระหว่างประเทศ กรมการขนส่งทางบกได้เตรียมความพร้อม และช่วยเพิ่มศักยภาพให้กับผู้ประกอบการขนส่ง โดยจัดให้มีการอบรม สัมมนาในเรื่องที่เกี่ยวข้องเพื่อเพิ่มความรู้อย่างต่อเนื่อง และร่วมมือกับสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทยเตรียมการยกร่างกฎหมายเพื่อจัดตั้งสภาการขนส่งทางบก นอกจากนี้ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษา ปรับปรุงกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการขนส่งด้วย

สำหรับแผนงานด้านโลจิสติกส์ในปีนี้ กรมการขนส่งทางบกได้ขอรับการจัดสรรงบประมาณประจำปี 2550 เพื่อดำเนินงานตาม 2 กลยุทธ์คือ

1. กลยุทธ์พัฒนาระบบการรวบรวมและกระจายสินค้า (Hub & Spoke)
โครงการศึกษาความเหมาะสมในการจัดตั้งสถานีขนส่งสินค้าในเมืองหลัก และจังหวัดชายแดน : ได้รับงบประมาณดำเนินการจำนวน 15,247,500 บาท
โครงการศึกษาและสำรวจข้อมูลปริมาณการขนส่งทางถนนด้วยรถบรรทุก : อยู่ระหว่างของบ
ประมาณเพื่อดำเนินการจำนวน 5,800,000 บาท
2. กลยุทธ์การเพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการของผู้ขนส่งไทยและการร่วมดำเนินการ (Synergy) กับผู้ประกอบการในประเทศเพื่อนบ้าน
การส่งเสริมให้มีการปฏิบัติตามข้อตกลงว่าด้วยการขนส่งข้ามพรมแดนในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง : ได้รับงบประมาณดำเนินการจำนวน 218,000 บาท
โครงการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการขนส่งด้วยรถบรรทุก : อยู่ระหว่างของบประมาณเพื่อดำเนินการจำนวน 8,000,000 บาท
การจัดทำซอฟท์แวร์กลางด้าน TMS : Transport Management System : อยู่ระหว่างของบประมาณเพื่อดำเนินการจำนวน 20,000,000 บาท
โครงการศึกษาเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่ผู้ประกอบการขนส่งทางถนนระหว่างประเทศ : อยู่ระหว่างของบประมาณเพื่อดำเนินการจำนวน 9,000,000 บาท
(ล้อมกรอบ3)
กระทรวงพาณิชย์ชูโลจิสติกส์ทางการค้า

ต่อประเด็นการขยับบทบาทสู่โลจิสติกส์ของกระทรวงพาณิชย์ คุณยรรยง พวงราช รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ได้กำหนดกรอบยุทธศาสตร์โลจิสติกส์ทางการค้า เน้นบทบาทหลักด้านการพัฒนาคนสร้างเครือข่ายธุรกิจในต่างประเทศ เพื่อให้สินค้ากระจายสู่กลุ่มเป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว พร้อมกับลดอุปสรรคด้านพิธีการ เอกสาร ขั้นตอน และกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง

โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ เน้นความสามารถทางการแข่งขันจากเดิมที่ผู้ประกอบการไทยให้ความสำคัญเพียงเรื่องราคาสินค้ามามุ่งในการจัดการซัพพลายเชน เพื่อให้เกิด Value Chain มากขึ้น
ทั้งนี้เพื่อให้เห็นถึงปัญหา และทิศทางการส่งเสริมด้านโลจิสติกส์ทางการค้า กระทรวงพาณิชย์จึงได้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง “ผู้บริหารโลจิสติกส์การค้าภาครัฐร่วมเอกชน” ซึ่งมีผลการประชุมโดยสรุปว่า ประเทศไทยยังมีช่องว่างที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาโลจิสติกส์ให้สมบูรณ์ทั้งระบบอยู่ ข้อ 4 คือ
1. ระบบขนส่งของไทยทั้งทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ และทางรางขาดการเชื่อมโยงกัน
2. มีข้อจำกัดเรื่องช่องทางในการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ (Trade Lane) และระบบพิธีการทางศุลกากรและกฎระเบียบต่างๆ ไม่เอื้อต่อประสิทธิภาพและความเร็วในการทำการค้า
3. ศักยภาพในการจัดหารวบรวมวัตถุดิบ ทรัพยากรการผลิต และศักยภาพในการกระจายสินค้า และบริการจัดการโลจิสติกส์ที่ขาดประสิทธิภาพและความสามารถในการตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นของคู่ค้า
4. การอำนวยความสะดวกด้านการเงินและการธนาคารสำหรับผู้นำเข้าและผู้ส่งออก รวมถึงการพัมนาระบบประกันภัยสินค้าสำหรับผู้ประกอบการในไทยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านต้นทุนและลดความเสี่ยงต่างๆ

ดังนั้นกระทรวงพาณิชย์จึงได้กำหนดกรอบกลยุทธ์โลจิสติกส์ทางการค้าเป็น 6 กลยุทธ์ คือ
1. โครงข่ายการกระจายสินค้าและศูนย์กลางกระจายสินค้า
2. การอำนวยความสะดวกทางการค้า เอกสาร และพิธีการทางการค้า
3. การอำนวยความสะดวกด้านการเงินและการประกันภัยสินค้า
4. การพัฒนาและยกระดับผู้ให้บริการโลจิสติกส์
5. การประยุกต์ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศในงานโลจิสติกส์
6. การพัฒนาศักยภาพด้านการบริหารจัดการโลจิสติกส์และระบบสนับสนุนต่างๆ

โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำ Action Plan แยกตามรายสินค้าเพื่อสะท้อนถึงปัญหาและหาแนวทางส่งเสริมให้สอดคล้อง ซึ่งแต่ละอุตสาหกรรมมีอุปสรรคและความต้องการที่แตกต่างกัน นอกจากนี้ได้มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัด รับดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องด้วย

(ล้อมกรอบ4)
สำนักโลจิสติกส์การค้า เสริมผู้ประกอบการ

จากกรอบกลยุทธ์โลจิสติกส์ทางการค้าของกระทรวงพาณิชย์ กรมส่งเสริมการส่งออกในฐานะหน่วยงานผู้ปฏิบัติการได้จัดตั้ง “สำนักโลจิสติกส์การค้า” เพื่อส่งเสริมและอำนวยความสะดวกเชิงการค้าให้กับผู้นำเข้าส่งออกโดยเฉพาะ ขณะเดียวกันได้พยายามสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้ให้บริการโลจิสติกส์ไทย

สำหรับบทบาทของสำนักโลจิสติกส์และการค้ามีหน่วยงานย่อย 4 ส่วนคือ

1. กองส่งเสริมเครือข่ายกระจายสินค้า ทำหน้าที่เป็นตัวกลางประสานงานเพื่อให้ผู้ประกอบการนำเข้า-ส่งออกได้เชื่อมโยงกับเครือข่าย และใช้ประโยชน์จากศูนย์กระจายสินค้าที่มีอยู่แล้วในต่างประเทศ หรือดึงให้ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ไทยได้พบกับผู้ให้บริการโลจิสติกส์ต่างชาติในภูมิภาคเป้าหมาย เพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายและให้สินค้าไทยสามารถกระจายเข้าไปในตลาดหลักได้อย่างครอบคลุม รวดเร็ว และมีความเข้มแข็งจากเครือข่ายดังกล่าว

2. กองพัฒนาและส่งเสริมระบบโลจิสติกส์ในการบริหารจัดการด้าน Physical Flow ครอบคลุมเรื่องการจัดการสินค้าตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง ตั้งแต่การรวบรวมการจัดเก็บการจัดส่งและกระจายสินค้าให้ถึงผู้บริโภค

3. กองสนับสนุนการบริการจัดการด้านการเงินระหว่างประเทศ การพัฒนาการบริหารจัดการและพัฒนาการ ให้บริการด้าน Financial Flow เชื่อมโยงกับแหล่งเงินทุนให้ผู้ประกอบการเข้าหาแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น และมีการหมุนเวียนการเงินที่ดี

4. ศูนย์บริการส่งออกและนำเข้าแบบเบ็ดเสร็จ ให้บริการด้าน Information Flow อำนวยความสะดวกด้านเอกสาร ลดขั้นตอนต่างๆ ในการส่งออกหรือประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและต่างประเทศเพื่อขจัดอุปสรรคด้านกฎระเบียบทางการค้า

ทั้งนี้คุณนที ชวนสนิท ผู้อำนวยการสำนักโลจิสติกส์การค้า ได้ยกตัวอย่างการดำเนินงานด้านโลจิสติกส์กับกลุ่มสินค้าผลไม้ โดยอยู่ระหว่างดำเนินการโครงการนำร่อง “การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ผลไม้เพื่อการส่งออก” ไปยังตลาดจีน ศึกษาการจัดการสินค้าทั้งระบบตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง เพื่อดูว่ามีอุปสรรคเรื่องใดบ้าง โดยสำนักโลจิสติกส์การค้าจะเป็นผู้นำเสนอปัญหาที่พบให้กับหน่วยงานที่รับผิดชอบทั้งของจีนและไทยเพื่อขจัดอุปสรรคเหล่านั้น

โดยที่ผ่านมาได้ผลักดันให้การดำเนินการด้านเอกสารรับรองที่เกี่ยวข้องให้เร็วขึ้น รวมถึงประสานกับท่าเรือแหลมฉบังเกี่ยวกับข้อกำหนดการให้สินค้าไปถึงท่าเรือก่อนเรือเข้าให้เหลือเพียง 1 ชั่วโมง จากเดิมที่กำหนดไว้ที่ 12 ชั่วโมง นอกจากนี้ได้ศึกษาเส้นทางขนส่งทางบกในเส้นทาง R8 จากไทย ผ่านลาวและเวียดนาม ไปยังจีน ซึ่งพบว่าสามารถลดเวลาจากทางเรือได้ประมาณ 3-4 วัน

สำหรับแผนงานเร่งด่วนในปี 2550 คุณนทีเปิดเผยว่า กำลังเร่งดำเนินการด้านเอกสารส่งออกให้เข้าสู่ระบบอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น เพื่อสามารถให้บริการแบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว (One Stop Service) ซึ่งมีการคำนวณว่าหากสามารถลดค่าใช้จ่ายด้านเอกสารได้ประมาณ 5% จะสามารถลดต้นทุนได้ประมาณปีละ 2 แสนล้านบาท

โดยกรมส่งเสริมการส่งออกอยู่ระหว่างดำเนินโครงการระบบใบรับรองอิเล็กทรอนิกส์ : Single Window e- Certification ร่วมกับหน่วยงานราชการและเอกชน 17 หน่วยงาน ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการออกหนังสือรับรองเพื่อการนำเข้า-ส่งออกสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลเอกสารผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ และผู้ประกอบการสามารถยื่นเอกสารผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยไม่ต้องติดต่อกับหลายหน่วยงาน
ความคืบหน้าล่าสุดคือได้จัดทำแบบฟอร์มคำขอกลาง ให้ผู้ประกอบการสามารถยื่นขอเอกสารที่เกี่ยวข้องโดยกรอกข้อมูลเพียงแบบฟอร์มเดียว แล้วยื่นเอกสารดังกล่าวที่ศูนย์บริการส่งออกและนำเข้าแบบเบ็ดเสร็จ เพื่อจัดทำข้อมูลแยกตามหน่วยงาน จะสามารถให้บริการได้ภายในเดือนธันวาคม 2550 มีเป้าหมายให้สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์กับหน่วยงานที่มีความพร้อมด้านระบบเชื่อมต่อไม่น้อยกว่า 10 หน่วยงาน
ส่วนจะสามารถเชื่อมโยงกับทุกหน่วยงานได้สมบูรณ์ทั้งระบบนั้น คุณนทีกล่าวว่า ต้องใช้เวลาพอสมควรเพื่อให้หน่วยงานที่เหลือได้พัฒนาระบบไอทีมาเชื่อมต่อ

การมองเห็นช่องโหว่และพยายามขยับบทบาทเพิ่มเติมส่วนที่ขาดของทั้งภาครัฐและเอกชนถือเป็นสัญญาณที่ดีของการพัฒนาโลจิสติกส์ของบ้านเรา แต่อย่างไรก็ดีสิ่งสำคัญที่สุดคือการประสานมือบูรณาการ เพราะต่อให้หลายหน่วยงานเร่งพัฒนาแต่ไม่ได้มองในภาพรวมและเชื่อมโยงกัน สุดท้ายสิ่งที่บอกว่าเดินหน้าตามแผนยุทธศาสตร์ชาติอาจกลายเป็นเพียงการย่ำอยู่กับที่ก็ได้

(โปรย)
**ประเทศมาเลเซียให้ความสำคัญกับการจัดตั้งศูนย์กระจายสินค้า และสถานีเปลี่ยนถ่ายพาหนะขนส่งซึ่งปัจจุบันมีอยู่จำนวนมากในฝั่งมาเลเซีย ขณะที่ชายแดนฝั่งไทยส่วนใหญ่เป็นร้านอาหารและร้านคาราโอเกะ
**การเปิดเสรีการขนส่งทางถนน ทำให้เกิดการแข่งขันเสรีและผู้ให้บริการโลจิสติกส์ไทยมีการพัฒนาศักยภาพการบริการมากขึ้น แต่ไทยยังไม่ควรเปิดเสรีขนส่งทางถนนอย่างเต็มที่ เพราะต้องมีระยะเวลาในการสร้างความเข้มแข็งให้ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ไทยเพื่อแข่งขันกับผู้ให้บริการจากต่างชาติก่อน
**แม้หลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนต่างขยับบทบาทด้านโลจิสติกส์ แต่พบว่าการเดินหน้าตามแผนยุทธศาสตร์ชาติยังไม่มีความคืบหน้านัก เนื่องจากแต่ละหน่วยงานไม่เชื่อมโยงบูรณาการกัน ทำให้แผนงานซ้ำซ้อนและไม่เกิดผลในภาพรวม

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *