ไข้หวัดใหญ่

ไข้หวัดใหญ่
• คุณภาพชีวิต
เชื้อไวรัสซึ่งทำให้เกิดโรคกับระบบทางเดินหายใจ

ไข้หวัดใหญ่เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส (Influenza virus) ซึ่งทำให้เกิดโรคกับระบบทางเดินหายใจ แต่มีความแตกต่างจากไวรัสทางเดินหายใจอื่นๆ เนื่องจากไข้หวัดใหญ่มีอาการรุนแรงและอาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้โดยเฉพาะผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคปอด โรคหัวใจ โรคเบาหวาน และผู้ที่มีความต้านทานร่างกายไม่แข็งแรง

ไข้หวัดใหญ่เป็นโรคที่เคยล้างผลาญชีวิตมนุษย์อย่างร้ายแรงมาแล้วในอดีต ปี พ.ศ. 2461 เป็นครั้งแรกที่มีรายงานการระบาดของ Spanish Flu จาก subtype H1N1 ที่ทำให้คนทั่วโลกเสียชีวิตราว 20-40 ล้านคน ต่อมามีการระบาดที่มีชื่อว่า Asian Flu (H2N2)และ Hong Kong Flu (H3N2)ในปี พ.ศ. 2500 และ 2511 ครั้งล่าสุด คือ ปี 2520 เป็นการระบาดของ Russian Flu (H1N1)

ศูนย์ความร่วมมือเพื่อวิจัยและอ้างอิงขององค์การอนามัยโลกเตรียมแผนไว้หลายอย่างเพื่อรองรับการระบาดใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แผนการที่สำคัญที่สุดคือ ความร่วมมือของเครือข่ายการเฝ้าระวังไข้หวัดใหญ่ระดับชาติ และได้ให้การรับรองศูนย์ไข้หวัดใหญ่แห่งชาติทั่วโลก 110 แห่ง ใน 82 ประเทศ เครือข่ายเหล่านี้เปรียบเสมือนเป็นด่านแรกที่จะช่วยป้องกัน และควบคุม pandemic ที่จะมีขึ้นในอนาคต
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ซึ่งเป็นศูนย์ไข้หวัดใหญ่แห่งชาติที่องค์การอนามัยโลกรับรองตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2515 ได้ดำเนินการเฝ้าระวังการผันแปรของเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ทางห้องปฏิบัติการ พบว่าแยกเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ได้ตลอดปี และแยกได้มากในช่วงมกราคมถึงมีนาคม และมิถุนายนถึงตุลาคม สายพันธุ์ที่แยกได้พบสายพันธุ์ใหม่ๆ เกือบทุกปีและเป็นสายพันธุ์คล้ายคลึงกับที่ทำให้ระบาดทั่วภูมิภาคของโลกในระยะเวลาใกล้เคียงกัน

สาเหตุ

เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่จัดอยู่ในในตระกูล Orthomyxoviridae ซึ่งเป็น RNA ไวรัสชนิดมีเปลือกหุ้ม โดยมีแอนติเจนที่ผิวที่สำคัญ ได้แก่ Hemagglutinin (H) มี 15 ชนิด และ Neuraminidase (N) มี 9 ชนิด สมาชิกใน family Orthomyxoviridae ประกอบด้วยไวรัสไข้หวัดใหญ่ ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 types คือ A, B และ C

Type A ก่อการติดเชื้อในมนุษย์และสัตว์หลายชนิด เช่น ม้า สุกร นก ไก่ เป็นต้น โรคไข้หวัดใหญ่ที่พบในมนุษย์มีสาเหตุเกิดจาก type A ประมาณร้อยละ 80 นอกจากนี้ยังเป็นสาเหตุของการระบาดใหญ่ทั่วโลกด้วย เป็น type ที่มีการเปลี่ยนแปลงแอนติเจนของฮีแมกกลูตินิน และนิวรามินิเดสไปจากเดิมมากจนกระทั่งเกิดเป็น subtype ใหม่ขึ้นอยู่เรื่อยๆ Type B เป็นสาเหตุของโรคไข้หวัดใหญ่ที่พบรองลงมาจาก type A ก่อการติดเชื้อเฉพาะในมนุษย์เท่านั้น มักพบในเด็กมากกว่าในผู้ใหญ่ ไวรัสไข้หวัดใหญ่ type B มีการเปลี่ยนแปลงแอนติเจนของฮีแมกกลูตินินเช่นกัน แต่ไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากพอที่จะจัดเป็น subtype ใหม่ Type C มีรายงานการติดเชื้อในมนุษย์ และสุกร ไม่ค่อยมีความสำคัญทางคลินิก มนุษย์ติดเชื้อโดยไม่แสดงอาการ หรือแสดงอาการอย่างอ่อน คุณสมบัติของไวรัส type นี้ค่อนข้างแตกต่างไปจาก type A และ B

เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่มีรูปร่างหลายแบบเช่น กลม หรือเป็นสายยาว ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 100 นาโนเมตร แต่พวกที่เป็นสายยาวอาจมีความยาวหลายไมโครเมตร มีสายพันธุกรรมเป็น RNA สายเดี่ยวมี polarity เป็นลบ และแยกเป็นชิ้น โดย types A และ B มี 8 ชิ้น ส่วน type C มี 7 ชิ้น ชั้นนอกของไวรัสเป็นเปลือกหุ้ม ซึ่งเป็นส่วนประกอบของไขมันและไกลโคโปรตีน บนเปลือกหุ้ม มี spikes สองชนิดคือฮีแมกกลูตินิน ซึ่งมีรูปร่างเป็นแท่ง และนิวรามินิเดส ซึ่งมีรูปร่างเหมือนดอกเห็ด spikes 2 ชนิด รวมกันมีจำนวนประมาณ 500 ก้าน จำนวนของ H : N มีอัตราส่วนประมาณ 4-5 : 1
ไวรัสสามารถเปลี่ยนแปลงแอนติเจนได้ง่ายโดยการเปลี่ยนแปลงแอนติเจนเพียงเล็กน้อย (antigenic drift) หรือมีการเปลี่ยนยีนในกรณีที่เซลล์มีการติดเชื้อ 2 subtypes ที่แตกต่างกัน กลายเป็น subtype ใหม่ (antigenic shift) ซึ่งทำให้เกิดไวรัสสายพันธุ์ใหม่ขึ้นมาได้ และเป็นสาเหตุที่ก่อระบาดวิทยาใหญ่ทั่วโลกบ่อยกว่าไวรัสอื่น

หลักเกณฑ์ในการเรียกชื่อเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่

เนื่องจากมีเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ตัวใหม่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา องค์การอนามัยโลกจึงได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการตั้งชื่อไวรัสไข้หวัดใหญ่ไว้ว่าจะต้องมีข้อมูลดังนี้

1. บอก type ว่าเป็น type A, B หรือ C
2. ชนิดของสัตว์ที่แยกเชื้อไวรัสได้ ถ้าแยกได้จากมนุษย์ไม่ต้องบอก
3. สถานที่แยกเชื้อไวรัสได้ มักเป็นชื่อเมืองหรือประเทศ
4. ลำดับของเชื้อที่แยกได้ในปีนั้น
5. ปี ค.ศ. ที่แยกเชื้อไวรัสได้
6. ถ้าเป็นเชื้อไข้หวัดใหญ่ type A จะต้องบอก subtype ของ H และ N ด้วย

อาการ

จะมีอาการของระบบทางเดินหายใจ ได้แก่ ไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตัว เหนื่อย ไอแห้งๆ เจ็บคอ มีน้ำมูก ในเด็กอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสียได้ จะมีโอกาสในการเกิดโรคได้ตลอดปี แต่ระยะเวลาที่จะมีการระบาดมากในฤดูฝนและ ไวรัสไข้หวัดใหญ่จะติดต่อผ่านเสมหะของผู้ป่วยโดยการไอหรือจามแล้วเข้าสู่ปากและจมูกของผู้ใกล้ชิด ส่วนน้อยเกิดจากการสัมผัสกับเสมหะของผู้ป่วยที่ติดกับสิ่งของเครื่องใช้แล้วมือที่สัมผัสเชื้อมาสัมผัสที่ปาก หรือจมูกจะเกิดโรคได้เช่นกัน

ภาวะแทรกซ้อน

หลังเกิดอาการของไข้หวัดใหญ่ ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัวจะมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย, ภาวะขาดน้ำและทำให้โรคประจำตัวที่เป็นอยู่แย่ลง เช่น ภาวะหัวใจวาย หอบหืด เบาหวาน ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยเหล่านี้มีโอกาสเสียชีวิตได้

การวินิจฉัย

จากการซักถามประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียดร่วมกับการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ตัวอย่างตรวจ คือ Throat swab จากผู้ป่วยวิธีการตรวจ คือแยกเชื้อในเซลล์เพาะเลี้ยงและไข่ไก่ฟัก ตรวจหา type และ subtype ด้วยวิธี IF และ HI ตรวจยืนยันสายพันธุ์โดย WHO

การรักษา

1. การรักษาไข้หวัดใหญ่ เป็นการรักษาตามอาการ ได้แก่ ลดไข้แก้ปวด ยาลดน้ำมูก ดื่มน้ำให้มากเท่าที่จะมากได้ เพื่อให้ไข้ลงได้อย่างรวดเร็ว วิธีประมาณการว่าดื่มน้ำเพียงพอแล้ว คือ การสังเกตสีปัสสาวะว่าเริ่มใส ไม่มีสีเหลืองเข้ม

2. ผู้ป่วยต้องนอนพักผ่อนให้มากเพียงพอ จะทำให้หายได้ไวขึ้น และป้องกันไม่ให้เกิดโรคแทรกซ้อน และป้องกันไม่ให้เกิดโรคแทรกซ้อน

3. ในผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการอ่อนเพลียมาก รับประทานอาหารไม่ได้เลย แพทย์อาจรับตัวไว้รักษาในโรงพยาบาล หรือให้น้ำเกลือ และให้ยารักษาจะทำให้หายได้ไวขึ้น

4. ผู้ป่วยที่ได้รับยาต้านไวรัส คือทามิฟลู ภายใน 60 ชั่วโมงหลังมีอาการ พบว่าภายในเวลา 45 ชั่วโมงระยะเวลาของอาการไข้หวัดใหญ่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อให้ทามิฟลูแก่ผู้ป่วยที่ได้รับการตรวจยืนยันว่าเป็นไข้หวัดใหญ่ ความรุนแรงของโรคจะลดลงประมาณร้อยละ 40 เมื่อเปรียบกับผู้ที่ได้รับยาหลอก ทามิฟลูช่วยลดอุบัติการณ์ของโรคแทรกซ้อนซึ่งมักเป็นเนื่องจากโรคไข้หวัดใหญ่ เช่น หลอดลมอักเสบ ปอดบวมและไซนัสอักเสบ ซึ่งทำให้ต้องได้รับยาปฏิชีวนะ โดยเมื่อเปรียบเทียบผลในผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรง กลุ่มที่มีอายุน้อยและผู้สูงอายุการติดโรคแทรกซ้อนจะลดลงร้อยละ 50 และ 75 ตามลำดับ

5. จากการศึกษาการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ทั้งโดยธรรมชาติหรือในห้องทดลอง การรักษาด้วยทามิฟลูไม่เปลี่ยนแปลงระบบภูมิคุ้มกันของคนที่มีต่อการติดเชื้อ รวมถึงไม่มีผลต่อการตอบสนองของแอนตี้บอดี้ต่อวัคซีน โอเซลทามิเวียฟอสเฟตจะถูกเปลี่ยนอย่างรวดเร็วไปเป็นสารออกฤทธิ์โดยเอนไซม์เอสเทอเรสที่ส่วนใหญ่ พบที่ตับและลำไส้ ไม่พบรายงานที่เกี่ยวกับปฏิกิริยาต่อกันระหว่างยาอันเกี่ยวเนื่องกับการแย่งที่จับของเอนไซม์เอสเทอเรส

การป้องกัน

1. ไข้หวัดใหญ่สามารถป้องกันได้โดยการฉีดวัคซีน ประสิทธิภาพของวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่เป็นที่ยอมรับทั่วโลก ซึ่งแนะนำให้มีการฉีดวัคซีนในช่วงก่อนที่จะมีการระบาดของไข้หวัดใหญ่ในประเทศนั้นๆ

2. วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ผลิตจากเชื้อไวรัสที่ตายแล้ว จึงไม่สามารถทำให้ผู้ได้รับวัคซีนป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่จากการฉีดวัคซีน แต่สามารถกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อต้านเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ได้

3. วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่เป็นวัคซีนที่มีประสิทธิภาพสูงและปลอดภัย อาการที่ไม่พึงประสงค์ที่อาจพบหลังจากได้รับวัคซีน ได้แก่ อาการเจ็บปวดบริเวณที่ฉีดเล็กน้อย อาจมีไข้ต่ำๆ และปวดเมื่อยหลังฉีดวัคซีน แต่อาการเหล่านี้ไม่รุนแรงและหายไปภายใน 24 ชั่วโมง

4. วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่สามารถใช้ได้กับเด็กอายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป และวัคซีนไข้หวัดใหญ่ต้องฉีดทุกๆ ปี เนื่องจากองค์ประกอบสายพันธุ์วัคซีนของวัคซีนไข้หวัดใหญ่มีการเปลี่ยนแปลงทุกปี

5. การฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ ควรฉีดประมาณ 1-2 เดือนก่อนฤดูการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ในทุกๆ ปี ซึ่งเมืองไทยไข้หวัดใหญ่จะมีการระบาดในหน้าฝน และมีประปรายในหน้าหนาว แต่ก็ยังไม่สายเกินไปที่จะไปรับการฉีดวัคซีนเมื่อฤดูการระบาดไข้หวัดใหญ่ได้เริ่มขึ้นแล้ว

6. วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่จะมีการเปลี่ยนแปลงลักษณะทางพันธุกรรมอยู่เสมอ โดยปกติจะมีไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ แพร่กระจายในฤดูการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ในทุกปีๆ เพราะฉะนั้นในแต่ละปีก่อนถึงฤดูการระบาด องค์การอนามัยโลกจะแนะนำสายพันธุ์ของไวรัสที่มีการระบาดมากที่สุดในปีนั้นๆ เพื่อที่จะใช้เป็นองค์ประกอบสำหรับวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่สูตรใหม่ในปีถัดไป ทั้งนี้เพื่อที่จะทำให้การป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่มีประสิทธิภาพมากที่สุด องค์การอนามัยโลกจะพิจารณาคัดเลือกสายพันธุ์ไข้หวัดใหญ่ขึ้นใช้สองครั้งในแต่ละปี ครั้งแรกในเดือนกุมภาพันธ์สำหรับประเทศแถบซีกโลกเหนือ ครั้งที่สอง ในเดือนตุลาคม สำหรับประเทศแถบซีกโลกใต้

7. วัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดพ่นจมูก ชื่อ FluMist ได้รับการขึ้นทะเบียนจากสำนักงานอาหารและยาของประเทศสหรัฐอเมริกามาตั้งแต่ปี 2003 เป็นวัคซีนชนิดตัวเป็นที่ทำให้เชื้ออ่อนแรง ผลการศึกษาวิจัยพบว่าใช้ได้ผลดีถึงร้อยละ 92 วัคซีนรุ่นใหม่สามารถเก็บไว้ในตู้เย็นธรรมดาได้ ไม่ต้องเก็บในช่องแข็ง\

ที่มา : ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *