ในเศรษฐศาสตร์มีนิทาน ‘ไม่ต้องการการพัฒนา’

ในเศรษฐศาสตร์มีนิทาน “ไม่ต้องการการพัฒนา”
โดย ดิเรก ปัทมสิริวัฒน์ มหาวิทยาลัยนเรศวร มติชนรายวัน วันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2546
1.คนกลุ่มหนึ่งที่คัดค้านโครงการพัฒนาใหม่ๆ ของภาครัฐอยู่เสมอ มักจะถูกมองว่าไม่รักความก้าวหน้า ไม่รักดี และไม่ต้องการการพัฒนา
2.แต่การที่คนกลุ่มนี้ปฏิเสธข้อเสนอการพัฒนาของภาครัฐ ก็อาจจะมีเหตุผลที่น่ารับฟัง และต้องยอมรับว่าเป็นสิทธิของประชาชนที่จะคิดเห็นแตกต่างกันได้ ดังนั้น การรับฟังและเข้าใจวิธีคิดของฝ่ายที่มองต่างมุม ก็น่าจะรับฟัง เหตุใดเขาจึงไม่ยอมรับข้อเสนอโครงการของหน่วยราชการ? ไม่ยอมรับการตัดสินใจของรัฐบาล? ออกมาประท้วงหน่วยงานระหว่างที่ให้กู้ยืมเช่นธนาคารโลก ธนาคารพัฒนาเอเชีย ฯลฯ ทั้งๆ ที่ฝ่ายรัฐบอกว่าได้วิเคราะห์วิจัยและศึกษาโครงการมาอย่างรอบคอบแล้วก็ตามที
3.โครงการพัฒนาของรัฐเป็นเรื่องของส่วนรวม คือเป็นทั้ง collective investment และ collection consumption เพราะว่าเกิดผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อประชาชนทุกคน เงินลงทุนไม่ว่าจะมาจากภาษีหรือจากเงินกู้ ในท้ายที่สุดเป็นภาระภาษีของประชาชน แต่ด้านดีของโครงการก็มี นั่นคือผลประโยชน์และผลลัพธ์ทั้งทางตรงและทางอ้อมของโครงการ อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าโครงการได้รับการกลั่นกรองเป็นอย่างดี แต่ก็มีความเสี่ยงด้วยกันทั้งสิ้น อาจจะไม่เป็นดังที่คาดหวัง และต้นทุนอาจจะสูงกว่าที่คาดคิดในตอนแรก
4.มุมมองแตกต่างที่หนึ่ง ในการคำนวณผลได้-ผลเสีย บริษัทที่ปรึกษาโครงการมักจะใช้หลักผลประโยชน์สุทธิ(net benefit principle) กล่าวคือแยกแยะระหว่างผลได้ และผลเสียในด้านต่างๆ ของโครงการ นำผลคำนวณมาบวกลบกัน ถ้าผลลัพธ์เป็นค่าบวกแปลว่ามีผลประโยชน์สุทธิเป็นบวก ควรจะสนับสนุนให้ทำโครงการ ถ้าหากผลลัพธ์เป็นค่าติดลบแปลว่าไม่คุ้มค่า ไม่สนับสนุนให้ทำโครงการ ฟังดูเท่านี้ก็เห็นว่ามีเหตุผลรับฟังได้-แต่กระนั้นก็ตาม ก็ยังมีมุมมองที่แตกต่าง ซึ่งมีทั้งเหตุผลและความลึกซึ้งซึ่งเป็นหัวข้อที่จะอภิปรายต่อไป
ทฤษฎี Prospect Theory เป็นหลักการที่ศาสตราจารย์แดเนียล คาเนห์แมน(Daniel Kanehmann) และเพื่อนค้นคิด ผลงานของเขาได้รับการอ้างอิงอย่างกว้างขวาง และช่วยส่งเสริมให้เขาได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์คนล่าสุด คาเนห์แมนสนใจวิธีคิดและการตัดสินใจของคนโดยอิงกับหลักจิต-วิทยา แทนที่เขาจะใช้หลักอรรถประโยชน์เป็นกรอบคิด เขาสร้างมุมมองแบบใหม่ รวมเรียกอยู่ในคำศัพท์สองคำ คือ คุณค่าของการได้(value of gain) และคุณค่าของการเสีย(value of loss) แทนที่จะอ้างอิงหลักอรรถประโยชน์(marginal utility) ข้อค้นพบสำคัญของกลุ่มนี้คือ คุณค่าของการได้เงิน(สถานการณ์ A) กับคุณค่าของการเสียเงิน(สถานการณ์ B) ไม่เท่ากัน-ทั้งๆ ที่ตัวเงินได้-เสียมูลค่าเท่ากัน เขียนเป็นรูปภาพคือ รูปภาพที่ 1
รูปภาพที่ 1
คุณค่าของการได้ เปรียบเทียบกับ คุณค่าการสูญเสีย
ตามแนวคิด Prospect Theory
หมายความว่า การตีคุณค่าผลได้ในอนาคตนั้นต่ำกว่า การตีคุณค่าผลเสียที่จะเกิดขึ้น คาเนห์แมนและเพื่อนและลูกศิษย์ลูกหายังได้ทำการทดลองว่าพฤติกรรมของบุคคลจำนวนมาก ซึ่งผลสรุปว่าสอดคล้องกับหลักทฤษฎีของเขา
ภายใต้กรอบความคิดเช่นนี้ หมายความว่าการนำผลได้และผลเสียของโครงการมาบวกกลบลบกัน ไม่น่าจะยอมรับได้ เพราะว่าคุณค่าไม่เท่ากัน ในสังคมส่วนรวม-การตีคุณค่าผลได้-ผลเสียของแต่ละกลุ่มขึ้นอยู่กับจิตใจ เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ฝ่ายที่ตีคุณค่าของการสูญเสีย(หรือโอกาสการสูญเสีย) สูงมาก ย่อมจะคัดค้านเป็นธรรมดา กลายเป็น “ฝ่ายไม่ต้องการพัฒนา” ทั้งๆ ที่คนกลุ่มนี้มีเหตุผลและหลักทฤษฎีรองรับเหมือนกัน
สำหรับนักเศรษฐศาสตร์นี้ การค้นพบทฤษฎี Prospect Theory ถือว่าเป็นกำไรต่อวงวิชาการ เพราะว่าได้หลักคิดแบบใหม่เพิ่มขึ้น จากทฤษฎีอรรถประโยชน์ ข้อเด่นของ Prospect Theory คือตระหนักถึงความไม่สมมาตรระหว่างผลได้-ผลเสีย(asymmetrical effects) กำไรอีกต่อหนึ่งคือ ผลงานของเขาและเพื่อนๆ ช่วยขยายพรมแดนความรู้แบบใหม่ในเศรษฐศาสตร์ที่เรียกว่าเศรษฐศาสตร์การทดลอง(Experimental Economics)
5.มุมมองแตกต่างที่สอง โครงการพัฒนาของรัฐโดยทั่วไปจะมีฝ่ายที่ได้รับผลประโยชน์ ในเวลาเดียวกันมีฝ่ายที่เสียประโยชน์ ตัวอย่างเช่นการสร้างเขื่อน คนทั่วประเทศและระบบเศรษฐกิจได้ไฟฟ้าใช้ ถือว่าเป็นของดี แต่ว่าต้องอพยพราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากเขื่อน ฝ่ายได้อาจจะมีจำนวนมาก-ฝ่ายเสียเป็นคนกลุ่มน้อย ถ้าหากใช้หลักการตัดสินใจแบบเสียงข้างมาก(majority voting) ฝ่ายแรกย่อมชนะทุกครั้งไป-แต่วิธีคิดเช่นนี้ไม่เหมาะสมกับท้องเรื่องเช่นนี้
วิเฟรโด พาเรโต (นักเศรษฐศาสตร์ชาวอิตาเลียน) ไม่เห็นด้วยกับการตัดสินนโยบายทางเศรษฐกิจโดยยึดเสียงข้างมาก ในการประเมินสถานการณ์ของส่วนรวมว่าดีขึ้นหรือไม่? เขากล่าวว่า “อย่างน้อยที่สุดต้องมีบางคนดีขึ้น-แต่คนอื่นๆ เท่าเดิม” เช่นนี้จึงสรุปได้ว่าสวัสดิการสังคมดีขึ้น แปลได้อีกนัยหนึ่งคือ “ส่วนใหญ่ดีขึ้น แต่ส่วนน้อยแย่ลง” ก็ยังสรุปไม่ได้ว่าสวัสดิการสังคมดีขึ้น
หลักของพาเรโตสนับสนุนให้สร้างระบบชดเชย(compensation) จากกลุ่มคนที่เป็นฝ่ายได้ มายังกลุ่มคนที่เป็นฝ่ายเสีย กรอบความคิดของพาเรโตช่วยให้เกิดความแตกฉานว่าด้วยระบบการชดเชยที่เป็นธรรม อีกนัยหนึ่งทฤษฎีของพาเรโตไม่ยอมรับสถานการณ์ win-lose พร้อมกับสนับสนุนให้มีระบบการชดเชยเพื่อแปลงสถานการณ์ให้เป็น win-win situation
วิธีคิดของของพาเรโตซ่อนหลักปรัชญาอย่างหนึ่งคือ การตระหนักถึงอรรถประโยชน์ของสมาชิกทุกคน-ไม่ละเลยแม้กระทั่งคนกลุ่มน้อย ไม่ยึดหลักพวกมากลากไป เขาคัดค้านวิธีคิดแบบดั้งเดิม (ทฤษฎีอรรถประโยชน์แบบเก่า ที่พิจารณาว่าฝ่ายได้-ฝ่ายเสียข้างใดมากกว่ากัน และสนับสนุนให้ส่วนน้อยเสียสละเพื่อคนส่วนใหญ่)
การที่ฝ่ายไม่ต้องการการพัฒนา แสดงความไม่เห็นด้วยกับโครงการของรัฐ อาจจะเป็นเพราะเห็นว่าไม่เป็นธรรมต่อคนส่วนน้อย ทั้งๆ ที่ยอมรับว่าสมาชิกส่วนใหญ่ในสังคมได้รับผลประโยชน์ และการคำนวณ Benefit-Cost Analysis
6.มุมมองแตกต่างที่สาม บ่อยครั้งเมื่อหน่วยราชการ/รัฐบาลคิดทำโครงการพัฒนา มักจะชูโครงการเดี่ยว แล้วบอกให้ตัดสินใจว่า เอาหรือไม่เอา-ฝ่ายที่มองต่างมุมมองเห็นว่ามีหลายทางเลือกให้พิจารณา เช่น A, B, C แต่ว่ารัฐบาลมักจะจำกัดทางเลือก คือบอกว่า จะเอา A หรือไม่เอา A ไม่พูดถึงทางเลือก B, C
John Rawls เป็นนักปรัชญาที่ค้นคว้าประเด็น “ความเป็นธรรมของการกระจายรายได้” เขาเสนอทฤษฎี Distributive Justice ที่วงการเศรษฐศาสตร์นำมาอ้างอิงอย่างกว้างขวาง เขาเห็นว่า การรวมตัวเป็นสังคมนั้นเสมือนการทำสัญญาประชาคมกันระหว่างสมาชิก ซึ่งทำกันก่อนหน้าภายใต้ความเสี่ยง คือไม่มีใครรู้อนาคตข้างหน้าว่าจะยากดีมีจนอย่างไร หรือจะเผชิญภยันตรายอย่างไร แต่สัญญาประชาคมครั้งนี้ผูกพันว่าต้องช่วยเหลือกัน หมายถึงฝ่ายรวยจะต้องโอนรายได้สนับสนุนให้ฝ่ายจน(แต่ถ้าหากว่าเป็นตรงกันข้าม คือกลายเป็นคนยากจนก็หวังว่าจะได้รับการช่วยเหลือจากฝ่ายรวย) เป็นความจริงแบบสัญญาประชาคม(ไม่ได้ความคิดแบบพึ่งพา) จอน รอส์ ไม่ได้คิดแบบสุดโต่งว่าฝ่ายรวยต้องโอนเงินให้ฝ่ายจน-จนกระทั่งรวยหรือจนเท่ากันหมด แต่เขาสนับสนุนว่านโยบายของรัฐควรจะใช้หลัก maximin แปลว่า นโยบายของรัฐพึงตัดสินใจเลือกนโยบายที่เกิดประโยชน์สูงสุดสำหรับกลุ่มด้อยโอกาสที่สุดในสังคม
ตามตัวอย่างข้างต้นคือ ควรจะวิเคราะห์ไปอีกขั้นหนึ่งว่า A, B, C อันใดจะเป็นประโยชน์กับคนจนที่สุด? ไม่ใช่เป็นการตั้งประเด็นว่าจะเอา A หรือไม่เอา A
7.โครงการพัฒนาของรัฐ ต่างกับการลงทุนภาคเอกชน ตรงที่มันเป็น collective investement/collective consumption ซึ่งคนไทยทั้งหลาย(ทั้งที่อยู่ปัจจุบันและจะเกิดมาในอนาคต) จะต้อง “ใช้” ร่วมกัน ความเสี่ยงไม่มากก็น้อย ผลลัพธ์นั้นเป็นอนาคตที่ไม่อาจจะล่วงรู้ได้ว่า จะดีหรือเลว-แต่เราคงไม่ต่อว่ากัน ไม่ว่าผลลัพธ์นั้นจะเลวหรือดี เพราะว่าไม่มีใครเป็นผู้วิเศษที่จะรู้อนาคตทุกสิ่งทุกอย่าง แต่กระบวนการตัดสินที่ถูกต้องเหมาะสม ก็เป็นสิ่งสำคัญ ถ้าหากฝ่ายราชการและฝ่ายรัฐใจกว้างยอมรับมุมมองแบบ Prospect theory รับหลักการพาเรโต และหลัก maximin เสียบ้าง ก็จะช่วยให้เข้าถึงหัวจิตหัวใจของฝ่ายที่มองต่างมุม คัดค้านการพัฒนา
บางทีเราอาจจะแปลง “ฝ่ายที่ไม่ต้องการการพัฒนา” ให้กลายมาเป็นสนับสนุนได้-ฝ่ายค้านเขาก็เป็นคนไทยและมีเหตุมีผลเช่นเดียวกับคนอื่นๆ ในสังคม ใช่ว่าจะคัดค้านกันอยู่ร่ำไป หรือคัดค้านเพราะความสนุก การประท้วงหรือคัดค้านโครงการพัฒนาของรัฐก็มีต้นทุนและความเหนื่อยยากเหมือนกัน

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *