ใช้ชีวิตสมดุลในรั้วฮาร์วาร์ด

ใช้ชีวิตสมดุลในรั้วฮาร์วาร์ด

วันที่ : 7 กันยายน 2550 นิตยสาร/หนังสือพิมพ์ : สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์

หากจะกล่าวถึงคำว่า “Ivy League Sport” หลายท่านคงนึกถึง กลุ่มมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีกิจกรรมการแข่งขันกีฬาที่ทำในเชิงพาณิชย์ และสามารถสร้างนักกีฬาที่มีชื่อเสียงจำนวนมากให้แก่การกีฬาของประเทศสหรัฐอเมริกา มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เป็นหนึ่งในกลุ่มนี้ ที่สนับสนุนให้นักศึกษาลงแข่งขันกีฬาประเภทต่าง ๆ เช่น อเมริกันฟุตบอล บาสเกตบอล ฮอกกี้ ฟันดาบ ฯลฯ นับว่าเป็นการสร้างสีสันบรรยากาศของชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย เป็นการสานสัมพันธ์อันดีระหว่างมหาวิทยาลัย เป็นแหล่งรายได้ และยังเป็นปัจจัยในการดึงดูดนักศึกษาใหม่ได้ด้วย

แม้ว่ามหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดไม่มีนโยบายในการให้โควต้าพิเศษสำหรับนักกีฬา แต่ระบบการคัดเลือกนักศึกษา เปิดโอกาสให้ผู้สมัครแต่ละคนได้แสดงผลงาน ความตั้งใจในการศึกษาต่อในฮาร์วาร์ด ความสามารถที่โดดเด่นของตนเองในด้านกีฬา ทำให้มหาวิทยาลัยแห่งนี้ มีนักศึกษาที่เป็นนักกีฬาที่มีความสามารถเกือบ 1,500 คน และที่สร้างชื่อเสียงให้กับมหาวิทยาลัย ที่เป็นตัวแทนประเทศ ไปร่วมแข่งขันในกีฬาโอลิมปิคฤดูหนาว ในปี 2006 ถึง 6 คน และการแข่งขันโอลิมปิคที่กรุงเอเธนส์เมื่อปี 2004 จำนวน 13 คน

ประสบการณ์หลังกำแพงฮาร์วาร์ดในฐานะนักวิจัยอาวุโส ศูนย์ศึกษาธุรกิจและรัฐบาลทำให้ผมเห็นการใช้ชีวิตของนักศึกษา ที่แม้ต้องเรียนอย่างหนัก แต่นักศึกษาเหล่านั้นได้แบ่งเวลาเพื่อทำกิจกรรมนอกห้องเรียน รวมถึงการเล่นกีฬาชนิดต่าง ๆ ทั้งการเล่นเพื่อผ่อนคลายความเครียดหลังจากการเรียนอันหนักหน่วง การเล่นเพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มเพื่อนต่างคณะ รวมถึงการเล่นเพื่อการแข่งขันระดับมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะในช่วงที่มีการแข่งขันกีฬาระหว่างกลุ่มมหาวิทยาลัยเก่าแก่ของสหรัฐอเมริกา หรือที่รู้จักกันดีในนามของ “Ivy League Sport” ที่ทำให้บรรยากาศภายในมหาวิทยาลัยจะมีความคึกคักเป็นพิเศษ ในช่วงฤดูกาลของการแข่งขัน

สิ่งหนึ่งที่เป็นข้อสังเกตวิถีชีวิตของนักเรียนนักศึกษาในหลาย ๆ ประเทศ คือ นักเรียน นักศึกษาเหล่านั้น มักจัดแบ่งเวลานอกเหนือจากการเรียน ทำกิจกรรมที่เป็นความชอบ ความถนัดของตน วัฒนธรรม วิถีชีวิตที่เปิดกว้างให้นักศึกษาได้มีโอกาสค้นหาตนเอง เรียนรู้ทักษะที่นอกเหนือจากการเรียนนี้ ถือเป็นจุดเด่นประการหนึ่งที่แตกต่างจากการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยของไทย ที่นักเรียน นักศึกษามุ่งเน้นการเรียน แต่ยังขาดความกระตือรือร้นในการทำกิจกรรมนอกห้องเรียน การเรียนรู้ทักษะด้านต่าง ๆ อันเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตในสังคม

ในขณะเดียวกันสถาบันการศึกษา มหาวิทยาลัยเองถือว่า เป็นส่วนสนับสนุนให้นักเรียนนักศึกษามีลักษณะนิสัยที่รักการทำกิจกรรมนอกห้องเรียน สนใจกิจกรรมที่สอดคล้องกับความถนัด ความชอบของตนเอง เห็นได้จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และมหาวิทยาลัยชั้นนำของสหรัฐอเมริกา และอีกหลายแห่งทั่วโลก มีวิธีการรับสมัครนักศึกษา โดยพิจารณาทั้งผลการเรียน กิจกรรมนอกห้องเรียนที่ผู้สมัครแต่ละคนทำอย่างต่อเนื่อง การมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ ของสังคม รวมถึงหลักสูตรการเรียนการสอน ที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้พัฒนาทั้งความรู้ความสามารถทางวิชาการ และทักษะที่จำเป็นต่อการออกไปเป็นพลเมืองของโลก ในมุมมองที่เปิดกว้าง ยอมรับความแตกต่างทางวัฒนธรรม

สิ่งเหล่านี้ได้สะท้อนให้ผมคิดว่า การพัฒนาศักยภาพของคนนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเรียนรู้และพัฒนาในทุก ๆ ด้านอย่างสมดุล ดังที่ผมเคยเสนอไว้ในหนังสือ “ข้าฯคือบัณฑิต: หลอมแนวคิดคนรุ่งใหม่ สู่ภาวะปัญญาชนแห่งยุค” เพื่อจะเป็นคนที่พร้อมทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สติปัญญา และการมีส่วนร่วมในสังคมอย่างสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็น

การเรียน เรียนอย่างมีเป้าหมาย เรียนตรงตามศักยภาพ ตักตวงความรู้ เพื่อเพิ่มเติมความเข้าใจของตนตลอดเวลา

การเรียนรู้ รู้จักตนเอง ผู้อื่น สังคมโลก เรียนรู้ตลอดชีวิต เรียนรู้เชิงสหวิทยาการ เพื่อให้สามารถปรับตัวให้เท่าทันความเปลี่ยนแปลง

การพัฒนาทักษะ ทั้งทักษะทางวิชาชีพ ทักษะด้านการสื่อสาร ทักษะที่ตนเองถนัดและสนใจ เพื่อหลอมรวมความรู้ความสามารถเข้ากับงานในอนาคตต่อไปได้

การเข้าร่วมกิจกรรมในสังคม หมายถึง การทำกิจกรรมนอกห้องเรียน การนำพลังของนักศึกษาไปใช้ในทางสร้างสรรค์ผ่านการทำกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อให้เกิดการพัฒนาทักษะการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม อีกทั้งเป็นการปลูกฝังให้เห็นคุณค่าของการทำดีเพื่อสังคมมากขึ้น
นอกจากนี้ระบบการศึกษา นับว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะเป็นส่วนส่งเสริม หรือปิดกั้นนักเรียน นักศึกษาในการพัฒนาตนเองอย่างรอบด้าน การศึกษาที่พึงประสงค์ที่จะมีส่วนสนับสนุนผู้เรียนให้สามารถพัฒนาตนเองอย่างสมดุลอาจเริ่มจาก
ระบบการคัดเลือกนักเรียนนักศึกษา ที่เป็นสิ่งสร้างแรงบันดาลใจให้นักเรียนมุ่งค้นหาตนเอง เรียนอย่างมีเป้าหมาย

หลักสูตรการเรียนการสอนที่มีจุดมุ่งหมายในการเรียนรู้ ไม่ใช่เรียนเพื่อสอบ สร้างแนวคิดใหม่แก่ผู้เรียนที่จะเรียนเพื่อ อัตตา ชีวา และปวงประชา ผ่านการทำกิจกรรมทั้งในและนอกห้องเรียน กล่าวคือ การเรียนเพื่ออัตตา โดยตระหนักว่า ไม่ใช่การเรียนเพียงเพื่อการประกอบอาชีพเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการเรียนเพื่อเข้าถึงแก่นแท้ของการศึกษาที่เป็นประโยชน์ต่อตนเอง การเรียนเพื่อชีวา เป็นการเรียนที่ทำให้ผู้เรียนเข้าใจคุณค่าความหมายของชีวิตและความเป็นคน ส่งผลต่อการยกระดับจิตใจที่กอปรด้วยคุณธรรม การเรียนเพื่อปวงประชา เป็นการเรียนเพื่อนำความรู้ความสามารถมาใช้ประโยชน์แก่ส่วนรวม สังคมและประเทศชาติ

ความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องเหล่านี้จะเป็นสิ่งกำหนดให้คนที่ได้รับการศึกษาตระหนักได้ว่า ตนควรเก็บเกี่ยวสิ่งใดบ้างจากการศึกษา และจะใช้ประโยชน์จากการศึกษาที่ได้มา เพื่อตนเอง สังคม และประเทศชาติอย่างไรในอนาคตข้างหน้า

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *