โออิชิ – ซื้อ-สร้าง-ขาย (2)

โออิชิ – ซื้อ-สร้าง-ขาย (2)
วิถีทุน : จุมพฏ สายหยุด กรุงเทพธุรกิจ วันพฤหัสบดีที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2548
หลังเปิดประเด็นเรื่อง ซื้อ สร้าง ขาย โออิชิ เมื่อสัปดาห์ก่อน ผมก็ได้ไปสนทนากับพรรคพวกที่มีความเห็นแย้งในเรื่องนี้ โดยท่านเห็นว่า คุณตัน ภาสกรนที น่าจะขายหุ้นโออิชิ เร็วเกินไปสักหน่อยถ้าเทียบกับเจ้าของหุ้นรายอื่นๆ ที่เขาทำกัน
ยกตัวอย่าง ตระกูลชินวัตร เจ้าของเอไอเอส ที่หากวันนี้ พรุ่งนี้จะต้องทิ้งหุ้นให้จีน หรือสิงคโปร์ ก็คงได้ราคางาม แต่ลองนึกภาพว่า เกิดตระกูลชินวัตรรีบขายหุ้นเอไอเอส เมื่อตอนเข้าตลาดหุ้นสักปี สองปี ป่านนี้คุณทักษิณ ก็คงเป็นแค่ ส.ส.ตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ไม่ได้มีโอกาสมาปราศรัยด่าคุณสนธิ ให้แท็กซี่ฟังเหมือนทุกวันนี้
คนไทย หรือสื่อมวลชนนั้น แต่เดิมเวลามองธุรกิจจะสนใจเรื่อง “ความใหญ่” ไว้ก่อน คือต้องสะสมเอาไว้ แบบว่ายิ่งใหญ่ยิ่งดี ดังนั้น หากมีใครคิดขายกิจการ หรือทรัพย์สินของตนออกไปย่อมจะถูกมองว่า กำลังมีปัญหา หรือไปไม่รอด ผมก็จึงได้สรุปไว้ เมื่อตอนก่อนว่า เรื่องของการ ซื้อ สร้าง ขายนั้น พูดง่ายแต่ทำใจ เพื่อที่จะทำจริงๆ นั้นยาก แต่มือโปรระดับโลก กลับบอกว่า บริษัทที่ใหญ่ที่สุดก็ยังต้องเรียนรู้ประโยชน์ของการขายอย่างมีกลยุทธ์
การขายอย่างมีกลยุทธ์ก็คือ ไปซื้อ หรือสร้าง แล้วพัฒนาให้กิจการนั้น ก้าวไปสู่จุดสูงสุดของศักยภาพในการให้ผลตอบแทน จากนั้นจึงขายไปสู่ตลาดและรับผลกำไรสูงสุด เวลาที่ควรจะขายเพื่อให้ได้ราคาที่ดีที่สุด คือเวลาที่ไม่คิดว่าจำเป็นต้องขาย เพราะจะทำให้ผู้ขายสามารถเป็นผู้กำหนดราคาได้
ข้อถกเถียง และโต้แย้งจังหวะการขายหุ้นโออิชิ จึงเกิดจากการมองต่างมุมที่ว่า ขณะนี้ กิจการโออิชินั้น “เต็มมูลค่า” หรือยัง และมาถึงตรงนี้ก็คงมีคนตั้งคำถามว่า ในกรณีที่กิจการโออิชิเต็มมูลค่าแล้ว ทำไมจึงมีผู้เต็มใจมาซื้อหุ้นจากคุณตัน และมิตรสหาย คำตอบก็มีสองชั้นคือ หนึ่ง นักลงทุนได้ผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นโออิชิ (แม้กิจการจะเต็มมูลค่าแล้ว) และ สอง นักลงทุนก็อาจจะทำอย่างเช่นคุณตัน เคยทำมาคือ การซื้อ สร้าง ขาย อีกทอดหนึ่ง ซึ่งในกรณีนี้กลุ่มใหม่ที่เข้ามาก็ต้องมียุทธศาสตร์เพื่อการขยายตัว
ในกลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม โออิชิ ไม่ใช่บริษัทที่มีนวัตกรรมแต่อย่างใด สินค้าหลักไม่ได้ใช้เทคโนโลยีที่สูงมากนัก เครื่องดื่มผสมกาเฟอีน อย่างกระทิงแดง คาราบาวแดง ยังดูมีส่วนผสมที่ซับซ้อนกว่าด้วยซ้ำ
ส่วนในด้านการวิจัยและพัฒนา หรือแม้กระทั่งการเป็นต้นทางของวัตถุดิบก็เทียบชั้นไม่ได้กับซีพี หรือเบทาโกร แต่โออิชิมีนวัตกรรมอย่างหนึ่งที่บริษัทประเภทอาหารเครื่องดื่มอื่นๆ ไม่มีคือ นวัตกรรมด้านการตลาด แบรนด์โออิชิ นั้นคนรู้จักกันทั้งเมือง ยิ่งกว่าแบรนด์ในเครือซีพีและเบทาโกร เสียอีก
ทิศทางการขยายตัวเพื่อสร้างมูลค่ากิจการของโออิชิ ต่อจากนี้ก็คงจะวางน้ำหนักที่การตลาดและสร้างแบรนด์เป็นหัวหอก ส่วนเทคโนโลยี หรือการวิจัยและพัฒนานั้น คงใช้การซื้อเข้ามา มากกว่าลงทุนทำเอง เพราะโออิชิ เป็นนักการตลาด ไม่ใช่นักอุตสาหกรรม
จากการเปิดประเด็นในสัปดาห์ก่อน รวมกับความเห็นแย้ง และประการสำคัญคือ ถ้อยแถลงของคุณตัน ทำให้ผมเห็นว่า คุณตันได้พัฒนากิจการโออิชิจน “เต็มมูลค่า” แล้ว แต่หวังกันว่า การเข้ามาของนักลงทุนกลุ่มใหม่จะช่วยพัฒนากิจการ ให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น เพราะในกรณีของคุณตันนั้น ต้องไม่ลืมว่า ยังคงถือหุ้นโออิชิอีก 10% ซึ่งจะว่าไปแล้วเป็นสัดส่วนการถือหุ้น ในกิจการที่สูงกว่าเจ้าของแบงก์ไทยหลายแบงก์ด้วยซ้ำที่บัดนี้ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ล้วนเป็นนักลงทุนประเภทสถาบันไปหมดแล้ว
และสิ่งที่น่าจับตาดูอีกเรื่องคือ คุณตันจะจัดการอย่างไรกับเงินค่าหุ้นที่ได้รับในแง่ของการลงทุน เพราะคุณตันนั้นเป็นนักสร้างกิจการตัวยง ในแง่นี้หมายความว่า พอร์ตของคุณตันจะประกอบด้วยกิจการสามกลุ่ม
กลุ่มที่หนึ่งคือ อาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งจะให้ผลตอบแทนอย่างต่อเนื่องในกรณีที่เลวร้ายที่สุด และที่ดีกว่านั้นคือ สามารถสร้างผลตอบแทน จากการลงทุนที่เพิ่ม กลุ่มที่สองคือธุรกิจดั้งเดิมเช่น ภัตตาคารร้านถ่ายรูปงานแต่ง และกลุ่มที่สามก็คือกิจการใหม่ ที่จะเกิดจากเงินลงทุนที่ได้มาจากการขายหุ้นโออิชิ ซึ่งน่าจะเป็นประเด็นข่าวที่น่าติดตามที่สุด นอกเหนือจากโฉมหน้ากลุ่มผู้ถือหุ้นกลุ่มใหม่ในโออิชิ
ก็ดังที่เขียนไว้ เมื่อสัปดาห์ก่อนว่าไอเดีย ซื้อ สร้าง ขาย นี้ มีปรากฏในหนังสือชื่อ “Maverick Real Estate Investing” ของ Steve Bergsman ซึ่ง คุณเสริมสิน สมะลาภา แห่งแนเชอรัล พาร์ค อ่านแล้วชอบก็เลยมาแนะนำให้คนอื่นอ่าน ผมก็เลยขอเสนอข้อคิดของนักลงทุนสำนักนี้เป็นของแถมท้ายโดยดัดแปลงบางส่วน เพื่อให้เข้ากับเรื่องโออิชิ ดังนี้ครับ
“เราเข้าซื้อในช่วงที่เงินออกจากตลาด และเราจะขายในช่วงเวลาที่ทรัพย์สินมีมูลค่าเกินมูลค่าพื้นฐานที่มันควรจะเป็นแล้ว”
“เราซื้อสินทรัพย์มาปรับปรุงให้มั่นคง และสร้างกระแสเงินสดให้เกิดขึ้น เรามักจะประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์จากกระแสเงินสด ถ้าสินทรัพย์นั้นไม่สามารถที่จะสร้างกระแสเงินสดมากพอที่จะครอบคลุมจำนวนหนี้ที่เราจะต้องจ่าย เราก็จะไม่ซื้อกิจการนั้น”
“คนฉลาดใช้สมองของตนเอง ใช้เงินของคนอื่น จงรวมเงินทุนจากนักลงทุนที่มีความต้องการ และแนวทางการลงทุนที่เหมือนกัน ใส่เงินของตัวเองลงไปด้วย บวกกับการกู้เพิ่ม จนได้เงินมากพอที่จะหากิจการที่ไม่ค่อยดีในขณะนั้น แต่ถ้านำไปเช็ดถู ตกแต่งด้วยการใส่เงินเพียงเล็กน้อยบวกกับการบริหารที่ดี จะสามารถกลับไปขายในตลาดได้อีกครั้ง”
อย่าแค่ ซื้อมา และขายไป จงใส่คำว่า “สร้าง” ไว้ตรงกลางแบบคุณตัน แล้วจะรวยไม่รู้เรื่อง

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *