โลจิสติกส์ คลินิก ติดปีกธุรกิจ SMEs ไทย

โลจิสติกส์ คลินิก ติดปีกธุรกิจ SMEs ไทย
Source: มนัญญา อะทาโส

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยรุกเดินหน้าต่อเนื่องโครงการโลจิสติกส์ คลินิก หลังจากประสบความสำเร็จในการให้คำปรึกษาเชิงลึกบริษัทต้นแบบ 10 องค์กรในปี 50 เผยปี 51 ทุ่มงบประมาณ 7.5 ล้านบาท พร้อมเตรียมขยายฐานให้บริการกลุ่มผู้ประกอบการไทยรายใหญ่ด้วย เมื่อการแข่งขันทางธุรกิจชิงความได้เปรียบกันที่การมีสินค้าและบริการที่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างถูกที่ ถูกเวลา รวดเร็ว ในราคาที่แข่งขันได้ การบริหารจัดการด้านโลจิสติกส์จึงเป็นหนึ่งคำตอบสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพ และลดต้นทุนการดำเนินธุรกิจ อย่างไรก็ดีพบว่า ผู้ประกอบการไทยโดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ซึ่งเป็นฐานรากและหัวใจธุรกิจของประเทศยังไม่ได้นำการบริหารจัดการด้านโลจิสติกส์มาประยุกต์ใช้ ขณะที่บางส่วนยังไม่เห็นถึงความสำคัญนัก

ด้วยเหตุนี้ ในปี 2550 สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จึงจัดตั้งโครงการโลจิสติกส์ คลินิค เพื่อเป็นแหล่งรวบรวมความรู้ ประสบการณ์ และเป็นที่ปรึกษาทางด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชนให้กับผู้ประกอบการ SMEs ไทย โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจาก สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) จำนวน 7.5 ล้านบาท ซึ่งการดำเนินงานในปีที่ผ่านมาได้รับผลตอบรับที่ดี มีดำเนินงานตามแผนงานโครงการฯ หลายกิจกรรม อาทิ ให้คำปรึกษาธุรกิจเชิงลึกให้กับ 10 บริษัท และให้คำปรึกษาลักษณะวิเคราะห์ประเมินผลอีก 15 บริษัท จัดทำฐานข้อมูลด้านโลจิสติกส์ จัดสัมมนาวิชาการ เป็นต้น
สำหรับในปี 2551 นี้ ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) จำนวน 7.5 ล้านบาท เพื่อดำเนินโครงการฯ อย่างต่อเนื่อง และมีแผนงานจะขยายความช่วยเหลือไปในกลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่เพิ่มขึ้นด้วย คุณพจมาน ภาษวัธน์ ประธานคณะทำงาน โครงการโลจิสติกส์ คลินิค สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าว

ช่วย SMEs เพิ่มประสิทธิภาพ-ลดต้นทุนที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์
ผลงานที่เด่นชัดของโครงการฯ ในปีที่ผ่านมา ซึ่งเกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมกับผู้ประกอบการ SMEs คือ ผู้เชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์ และซัพพลายเชนเข้าไปให้คำปรึกษาเชิงลึกกับธุรกิจรายองค์กรจำนวน 10 องค์กร คือบริษัท แคปปิตัล เทรดดิ้ง จำกัด บริษัท เบญจมิตร บรรจุภัณฑ์ จำกัด บริษัท อินเตอร์คอมพิวเตอร์ จำกัด บริษัท โกลบอล คอนเน็คชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท เอ เอช ที (เอเชีย) จำกัด บริษัท เอชเอ็มทีซี จำกัด บริษัท วังมะนาว เกษตรภัณฑ์ จำกัด บริษัท อินเตอร์ เพลท จำกัด บริษัท พรอสเพอร์ตี้ คอนกรีต จำกัด และบริษัท อรรถบูรณ์ จำกัด
โดย 10 องค์กรดังกล่าว คณะทำงานคัดเลือกจากหลักเกณฑ์สำคัญ 3 ข้อ คือ
1. ต้องได้รับความสนับสนุนจากผู้บริหารระดับสูง
2. มีโอกาสในการพัฒนา และเพิ่มประสิทธิภาพทางธุรกิจ
3. ให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมที่จะผลักดันรายได้ และเศรษฐกิจของประเทศ เช่น อุตสาหกรรมอาหาร ชิ้นส่วนยานยนต์ เฟอร์นิเจอร์ สิ่งทอ เกษตรอุตสาหกรรม เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเลคทรอนิกส์ เซรามิค
“หัวใจความสำเร็จของการปรับปรุงประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ในองค์กรคือการสนับสนุนจากผู้บริหารระดับสูง ต้องเล็งเห็นประโยชน์ มีเวลาเพียงพอที่จะให้ความร่วมมือกับคณะทำงาน มีข้อมูลให้เรามาวิเคราะห์เพื่อหาวิธีปรับปรุงประสิทธิภาพได้ถูกจุดที่สุด” คุณพจมาน กล่าว
วิธีดำเนินการเริ่มจากนำ Logistics Scorecard และ KPI เข้าไปวิเคราะห์แต่ละบริษัท จากนั้นผู้เชี่ยวชาญนำเสนอประเด็นที่ควรจะพัฒนาปรับปรุงให้กับผู้ประกอบการเลือกว่าต้องการให้ผู้เชี่ยวชาญช่วยเหลือในประเด็นใดบ้าง และมีประเด็นใดที่ผู้ประกอบการสามารถดำเนินการเองได้ ทั้งนี้ องค์กรต้องมีค่าใช้จ่ายจำนวน 50% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด ส่วนที่เหลือเป็นงบประมาณสนับสนุนจากโครงการฯ
จากที่เข้าไปให้คำปรึกษาพบว่า แต่ละบริษัทมีปัญหาด้านโลจิสติกส์ที่แตกต่างกัน เนื่องจากรูปแบบธุรกิจต่างกัน แต่ปัญหาหลักที่พบมี 2 ประเด็นหลัก คือ 1. การทำงานซ้ำซ้อนเนื่องจากไม่ได้จัดระเบียบเบื้องต้นตามหลัก 5 ส ทำให้มีโอกาสสูงในการหยิบสินค้าผิด มีปัญหาในการเคลื่อนย้ายสินค้า ใช้พื้นที่คลังสินค้าไม่เต็มประสิทธิภาพ 2. ใช้ระยะเวลาในการทำงานนานเกินไปนับจากตั้งแต่กระบวนการรับคำสั่งซื้อจนสามารถเก็บค่าสินค้า ซึ่งสามารถร่นระยะเวลาได้อีกมากถ้ามีการจัดการที่รัดกุมขึ้น
ทั้งนี้ คุณพจมาน ยกตัวอย่างรายละเอียดการให้คำปรึกษา และผลที่ได้รับของบริษัทฯ ต้นแบบ ดังนี้
บริษัท แคปปิตัล เทรดดิ้ง จำกัด ธุรกิจผลิตขนมอบกรอบ-ช็อคโกแลต เวเฟอร์ และสาหร่ายทะเลปรุงรส มีหัวข้อ และเครื่องมือที่ใช้ในการปรับปรุงประสิทธิภาพ ดังนี้
การจัดการสินค้าคงคลัง เครื่องมือที่ใช้คือ ABC Analysis การลดสินค้าคงสต๊อก
การเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิต เครื่องมือที่ใช้คือ Continuous Improvement
การจัดการด้านอุปสงค์ เครื่องมือที่ใช้คือการจัดพยากรณ์การขาย และการทำ S&OP
ผลที่ได้รับ สามารถลด Inventory Day จาก 60-30 วัน เหลือ 15 วัน ลดสินค้าคงคลังได้ 50-80% คาดว่าจะเพิ่มผลผลิตได้ 5-10% และลดของเสียได้ 10% และลดการเบี่ยงเบนการพยากรณ์อุปสงค์
บริษัท เบญจมิตร บรรจุภัณฑ์ จำกัด ธุรกิจบรรจุภัณฑ์เหล็ก และพลาสติก หัวข้อ และเครื่องมือที่ใช้ในการปรับปรุงประสิทธิภาพ คือ
การจัดการสินค้าคงคลัง เครื่องมือที่ใช้คือการหมุนเวียนสินค้าคงคลัง การจัดทำ Lay Out คลังสินค้า การจัดทำ KPI
การจัดการเรื่องการขนส่ง เครื่องมือที่ใช้คือเก็บข้อมูลต้นทุนการขนส่ง และประสิทธิภาพการใช้รถขนส่ง
การจัดการเรื่องการจัดซื้อ เครื่องมือที่ใช้คือการจัดแบ่งหมวดหมู่การจัดซื้อ การวัดประสิทธิภาพของผู้ขาย
ผลที่ได้รับคือสามารถลด Inventory turnover ได้ 25% จาก 133 วัน เหลือ 100 วัน ลด Defect Rate ได้น้อยกว่า 1% และลด Data accuracy ได้ 99% ลดค่าแรง OT 5% และสามารถจัดหาสินค้าให้โรงงานได้อย่างต่อเนื่อง
บริษัท อินเตอร์คอมพิวเตอร์ จำกัด ธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์ มีหัวข้อและเครื่องมือที่ใช้ในการปรับปรุงประสิทธิภาพดังนี้
ภาพรวมองค์กร เครื่องมือที่ใช้คือสร้างแผนกลยุทธ์ และทำการวางแผนวิธีการผลิต
การจัดการด้านอุปสงค์ เครื่องมือที่ใช้คือมีการพยากรณ์การขายล่วงหน้า 12 เดือน
การจัดการคลังสินค้า และสินค้าคงคลัง เครื่องมือที่ใช้คือจัดแบ่งโซนการจัดเก็บสินค้า การจัดแบ่งสินค้าแบบ ABC การใช้หลัก 5 ส และการปรับสต๊อก
ผลที่ได้รับ สามารถตัดกระบวนการทำงานซ้ำซ้อนได้ 20% มี KPI ในองค์กร สามารถพยากรณ์วัตถุดิบและกำลังคนได้ ลดสินค้าคงคลังเหลือ 30 วัน (7.35 ล้านบาทต่อปี) และทำให้สต๊อกแม่นยำได้ 95%

เตรียมเดินหน้าแผนงานปี 51
สำหรับแผนการดำเนินงานในปี 2551 คุณพจมาน เปิดเผยว่า อยู่ระหว่างการเตรียมการ ซึ่งมีแผนงาน 6 กิจกรรม คือ
1. ติดตามผลขององค์กรที่เข้าร่วมโครงการฯ ในปีงบประมาณ 50
2. ให้คำปรึกษาเฉพาะด้านทางโลจิสติกส์ และซัพพลายเชนโดยใช้ Logistics Scorecard ซึ่งจะคัดเลือกไม่น้อยกว่า 25 องค์กร และจะให้คำปรึกษาธุรกิจเชิงลึกเฉพาะรายองค์กรไม่น้อยกว่า 10 องค์กร
3. กิจกรรมโลจิสติกส์คลีนิคเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ประสบการณ์
4. กิจกรรมประกวดคำขวัญและโลโก้โครงการฯ
5. คู่มือโลจิสติกส์ครบวงจรของกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารรวมถึงการตรวจสอบย้อนกลับ
6. กิจกรรมเพิ่มความรู้ให้ผู้เชี่ยวชาญโดยผู้เชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์ และซัพพลายเชนจากต่างประเทศ
นับเป็นโครงการที่ดีในการกระตุ้นให้ผู้ประกอบการ SMEs ไทยเห็นถึงความสำคัญของการบริหารโลจิสติกส์ และจุดประกายให้เกิดไอเดียในการประยุกต์ใช้เพื่อให้สามารถตอบสนองกับความต้องการของตลาดมากยิ่งขึ้น
หากผู้ประกอบการท่านใดสนใจสามารถขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณจันทิมา สุวรรณโรจน์ ฝ่ายส่งเสริมและสนับสนุนอุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย โทรศัพท์ 0 2345 1188 และ 0 2345 1000 ต่อ 1188 หรือ chanthimas@off.fti.or.th

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *