โลจิสติกส์ในสิงคโปร์ – ได้เวลาที่ไทยจะขยับบ้างหรือยัง ?

โลจิสติกส์ในสิงคโปร์ – ได้เวลาที่ไทยจะขยับบ้างหรือยัง ?

 

ผู้เขียนเคยได้เขียนเรื่องเกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาลสิงคโปร์ทางด้านโลจิสติกส์สำหรับประเทศ ซึ่งมองโดยรวมแล้วพบว่า ประเทศสิงคโปร์มีนโยบายอย่างจริงจังในการพัฒนางานด้านนี้ โดยได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ ในการศึกษาและพัฒนานำหลักการโลจิสติกส์และโซ่คุณค่าไปใช้อย่างได้ผลสำเร็จ งานวิจัยและพัฒนาด้านนี้เป็นไปอย่างมีทิศทางโดยได้รับการกำหนดจากภาครัฐ และภาคการศึกษาประสานความร่วมมือกันเมื่อประมาณ 4-5 ปีที่ผ่านมา และยังคงดำเนินการต่อไป สิ่งที่น่าสนใจจากประสบการณ์ของสิงคโปร์นั้น คือ งานวิจัยและพัฒนาด้านนี้มิได้เริ่มจากการมุ่งเน้นพัฒนาเทคโนโลยีหรือโครงสร้างพื้นฐานหากแต่เป็นงานวิจัยเพื่อสำรวจความพร้อม สถานะของประเทศต่อการที่จะนำหลักการโลจิสติกส์มาใช้ ขั้นตอนเบื้องต้นที่ภาครัฐมุ่งเน้นเมื่อ 5 ปีที่แล้วคือ การเลือกอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญต่อประเทศสูงมาศึกษา ซึ่งได้แก่ อุตสาหกรรมอิเลคทรอนิกส์, อุตสาหกรรมเคมี และอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ จากนั้นทำการศึกษาถึง Cluster Analysis คือ ศึกษาว่าในแต่ละอุตสาหกรรมที่เลือกนั้นจะมีโครงสร้างของ Cluster อย่างไร กล่าวคือ ต้องบ่งชี้ให้ได้ว่าอุตสาหกรรมนี้ มีความสัมพันธ์ทางธุรกิจ หรือได้รับการสนับสนุน กระบวนการจากอุตสาหกรรมใดบ้าง จากนั้นจะทำการศึกษาเบื้องลึกในแต่ละกลุ่มถึงความคาดหวัง กิจกรรมที่ มุ่งเน้นในโซ่อุปทาน เช่น บางอุตสาหกรรมควรให้ความสำคัญมากกับการออกแบบผลิตภัณฑ์ บางอุตสาหกรรมมีธุรกิจหลักที่การจัดซื้อ บางอุตสาหกรรมต้องการความแม่นยำในการวางแผนการผลิตมาก หรือบางอุตสาหกรรมเน้นความเร็วของการส่งผ่านข้อมูลเป็นหลัก จากนั้นจะทำการศึกษาถึงสถานะของความสามารถทางเทคโนโลยีขณะนั้นเป็นอย่างไร ต้องการการเชื่อมโยงข้อมูลระดับไหน ลักษณะใด เหมาะสมกับเครื่องมือหรือซอฟแวร์แบบใด จากนั้นจึงจะหาหนทางสนับสนุน ที่ตรงกับความต้องการสถานภาพ เช่น หากมิได้ต้องการระดับการใช้ IT สูงมาก และต้องการลงทุนมากด้วยนั้น ภาครัฐจะสนับสนุนการจัดตั้งศูนย์ให้บริการ IT ภายในกลุ่ม Cluster ให้ หรือผลการวิจัยอาจจะออกมาในรูปแบบของข้อแนะนำ (Reguirements/Recommendations ) ว่าควรทำอย่างไร เช่น ผลการวิจัยหนึ่งบ่งชี้ออกมาว่า อุตสาหกรรมอิเลคทรอนิกส์ของสิงคโปร์นั้นต้องการมาตรฐานของ EDI ซึ่งอาจจะใช้ได้ทั้งประเทศ หรือทั้งอาเซียนก็ยิ่งดี
        จากภาพเบื้องต้นที่เคยมีกับการพัฒนาโลจิสติกส์ของสิงคโปร์นั้น เมื่อเดือนที่ผ่านมาผู้เขียนได้มีโอกาสไปเยี่ยมชนการพัฒนาด้านโลจิสติกส์ ณ ประเทศสิงคโปร์ โดยทำการศึกษาทั้ง นโยบายภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษา ในส่วนของภาครัฐนั้น โลจิสติกส์ของประเทศมิได้หยุดอยู่แค่การวางรากฐานและการส่งเสริมภายในประเทศ ดังที่กล่าวมาแค่นั้น เป็นที่น่าแปลกใจคือ ผู้เขียนได้มีโอกาสไปพบกับองค์กรที่ทำหน้าที่ดูแลและส่งเสริมโลจิสติกส์ของประเทศนั้น คือ IE (International Enterprise) และยิ่งน่าแปลกใจยิ่งกว่า คือ IE นั้นมีหน้าที่หลักตามสโลแกนที่วางไว้ คือ “Bringing Singapore to the World”  นั่นคือ ส่งเสริมการลงทุนในต่างประเทศให้กับบริษัทของสิงคโปร์ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ IE หรือ สิงคโปร์พิจารณาอยู่ในขณะนี้คือ จะขยายโลจิสติกส์ออกไปในภูมิภาคได้อย่างไร และมองไปถึงสถานะของโลจิสติกส์ของประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคอาเซียน รวมถึงประเทศไทยด้วย ว่า บริษัทสิงคโปร์นั้นจะมาเจาะตลาด หรือขยายตลาดโลจิสติกส์ในประเทศเราได้อย่างไร ซึ่งในขณะนี้กำลังวิเคราะห์ประเทศไทยถึงโอกาสทางการตลาดที่เขาจะมาลงทุนให้บริการโลจิสติกส์กับผู้ประกอบการบ้านเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อุตสาหกรรมยานยนต์ , อิเลคทรอนิก, ค้าปลีกและอาหาร
         นอกจากนี้ ภาครัฐยังได้มุ่งเน้นงานวิจัยด้านโลจิสติกส์อย่างเต็มที่ มีการทำวิจัยจริงจังกับภาคการศึกษาอย่างต่อเนื่อง และเป็นระบบตลอดเวลา ผลการวิจัยล่าสุดจะเป็นงานวิจัยระดับชาติ ว่าด้วยเรื่องการวิเคราะห์ศักยภาพของสิงคโปร์ในการมุ่งสู่การเป็น HUB ของภูมิภาค มีการวิเคราะห์ถึง Strength Weakness Opportunities และ Threats  อีกทั้งมีการวางรูปแบบแผนปฎิบัติการที่ภาครัฐควรจะลงมือทำทั้งด้านนโยบาย กฎหมาย อุตสาหกรรม และพัฒนาบุคลากร รวมถึงการวิเคราะห์ข้อได้เปรียบเสียเปรียบแต่ละประเทศในภูมิภาคนี้อีกด้วย
         ในส่วนของภาคเอกชนเองนั้น มีการตื่นตัวด้านโลจิสติกส์เป็นอย่างมาก อุตสาหกรรมโลจิสติกส์พวก 3PL หรือ 4PL มีการพัฒนาและวางนโยบาย ตอบรับกับภาครัฐในการมุ่งสู่การเป็น HUB ของภูมิภาคโดยลงรายละเอียด        ถึงศักยภาพในแต่ละอุตสาหกรรม      ยกตัวอย่างอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ที่จัดการ โกดังสินค้าและขนส่งรายใหญ่ที่สุดของสิงคโปร์ (Seam Corp) มีการคิดริเริ่มโครงการล่าสุดที่เรียกว่า “Cold Chain” โดยมุ่งเน้นการขนส่งจัดเก็บสินค้าประเภทของสด ที่ต้องการควบคุมอุณหภูมิ เช่น ผัก ผลไม้ ดอกไม้ กุ้ง ปลา โดยจะทำการคัดเลือก บรรจุภัณฑ์ จัดเก็บ และขนส่ง โดยเทคโนโลยีเฉพาะกับสินค้าประเภทนี้ ทางบริษัทได้ลงทุนทั้งด้านเทคนิคและเทคโนโลยีและช่องทางการตลาด สำหรับสินค้าประเภทนี้โดยเฉพาะ โดยเล็งเห็นว่า ถ้าจะเป็น HUB ของภูมิภาคนี้ ก็ตั้งเป้าหมายว่า สินค้าประเภทนี้ของทั้งภูมิภาค ควรจะมาออกท่าเรือที่นี่ และทางบริษัทจะเป็นผู้ทำ Value Adding เข้าไปในสินค้าก่อนจัดส่ง เช่น กุ้งแช่แข็ง หรือ การแปรรูปเป็นอาหารจำพวก ready to cook /ready to eat หรือผักผลไม้จากจีน และกล้วยไม้จากไทย เป็นต้น
         โดยรวมแล้ว ผู้เขียนเห็นว่าการมีเป้าหมายของประเทศ และการพัฒนาอย่างมีระบบและความเร็วเป็นสิ่งจำเป็นมาก หากมองภาพรวมจริง ๆ จะเห็นว่า        โครงสร้างหรือการตีความด้านโลจิสติกส์ของประเทศเรากับสิงโปร์นั้นมีความแตกต่างกัน ประเทศสิงคโปร์ใช้ประโยชน์จากการที่เป็นเกาะเล็ก ๆ ล้อมรอบด้วยทะเล ทำให้สามารถพัฒนาตัวเองเป็น HUB การนำเข้า-ส่งออกไปทั่วโลกได้ โดยเน้นโลจิสติกส์ downstream ไปที่การกระจายสินค้าและขนส่ง        เมื่อมองถึงบ้านเราโลจิสติกส์ในความหมายทางเราอาจจะกว้างและซับซ้อนเกี่ยวพันกับคนโดยมากกว่าสิงคโปร์ ทั้งนี้โลจิสติกส์ของเรามิใช่แค่การขนส่งหรือการมุ่งเป้าหมายการเป็น HUB แต่เรายังรวมถึงการบริหารทรัพยากรที่เรามีอยู่ (Natural Resources) ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งด้าน Inbound และ  Outbound Logistics โลจิสติกส์การผลิต กระจายสินค้าและขนส่ง ควรจะมุ่งเน้นควบคู่กันไป ตั้งแต่ต้นน้ำหรือปลายน้ำ และใช้ขอได้เปรียบของเราตรงที่การมีทรัพยากรการผลิต และผลิตเองอย่างพอเพียง มิใช่การผลักให้ Value ทั้งหมดไป Add  อยู่ที่ปลายน้ำ เช่น สิงคโปร์เท่านั้น
         บทสรุปของประเทศเรานั้น จึงควรจะนำโอกาสและข้อได้เปรียบทางธรรมชาติที่มีมาใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่มากกว่า เพียงแค่ผู้กำหนดนโยบายของประเทศจักเล็งเห็น ส่งเสริม และจัดการให้มันเป็นรูปเป็นร่างอย่างมีระบบเหมาะกับสถานะปัจจุบันของประเทศหรือไม่มากกว่า

 ที่มา  ผศ.ดร.ดวงพรรณ กริชชาญชัย
ศูนย์เครือข่ายนักวิจัยด้านการจัดการโลจิสติกส์และโซ่คุณค่า
มหาวิทยาลัยมหิดล

 

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *