โลจิสติกส์อุตสาหกรรมอาหาร ตอบโจทย์กลยุทธ์สู่ผู้นำตลาดโลก

โลจิสติกส์อุตสาหกรรมอาหาร ตอบโจทย์กลยุทธ์สู่ผู้นำตลาดโลก
Source: ปาหนัน ลิ้ม

ผู้นำอุตสาหกรรมอาหารรุกพัฒนาระบบโลจิสติกส์และซัพพลายเชน ระบุเพิ่มประสิทธิภาพ-ทำให้การวางแผนการทำงานดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด พร้อมช่วยปูทางไต่อันดับสู่ผู้นำตลาดโลก เผยแนวโน้มผู้ประกอบการใช้ไอทีเสริมจุดแกร่งองค์กรมากขึ้น
“วัตถุดิบที่นำมาใช้ต้องมีความสดที่สุด เมื่อมาถึงต้องผลิตทันทีไม่เก็บไว้ผลิตวันหลังได้ เนื่องจากระยะเวลาที่นานออกไปจะทำให้ความสดและรสชาติเปลี่ยนแปลงไป ดังนั้นวัตถุดิบต้องเข้ามาพอดีกับจังหวะการผลิตในวันนั้น และต้องใช้เวลาให้สั้นที่สุดในการแช่แข็ง” คุณไพบูลย์ กล่าว
ประเทศไทยนับเป็นผู้ผลิตสินค้าเกษตรสำคัญของโลก จากข้อมูลสถิติการส่งออกอาหารของ World Trade Organization (WTO) ระบุว่าไทยมีส่วนแบ่งตลาดด้านการส่งออกอาหารอยู่ในอันดับ 5 ของโลกโดยในปี 2549 ไทยส่งออกอาหารกว่า 6 แสนล้านบาท ไปทุกภูมิภาคทั่วโลก ซึ่งมีสินค้าหลักที่ส่งออก เช่น กุ้ง 8 หมื่นล้านบาท อุตสาหกรรมทูน่า 5 หมื่นล้าน สับปะรดประมาณ 3-4 หมื่นล้าน และไก่ 4 หมื่นล้าน
จากแนวโน้มการแข่งขันทางธุรกิจที่เข้มข้น ผลักดันให้ภาคธุรกิจต้องยกระดับความสามารถในการดำเนินธุรกิจในทุกวิถีทาง ทำให้โลจิสติกส์กลายเป็นเป้าหมายสำคัญที่ผู้ประกอบการนำมาใช้เป็นตัวเอกสร้างความได้เปรียบ และสร้างแต้มต่อในการแข่งขันทางการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งผู้ประกอบการอาหารรายใหญ่ต่างออกมายอมรับว่า แม้การพัฒนาดังกล่าวในบางอุตสาหกรรมอาจจะไม่ออกมาในรูปของต้นทุนโลจิสติกส์ด้านการผลิตที่ลดลง แต่สิ่งที่ได้รับและมีค่ามากกว่าคือกระบวนการทำงานที่มีประสิทธิภาพ ..
ในเรื่องนี้ผู้คร่ำหวอดในวงการอุตสาหกรรมอาหาร ได้แสดงทรรศนะในทิศทางเดียวกันว่า การนำระบบโลจิสติกส์และซัพพลายเชนเข้ามาบริหารจัดการ รวมถึงการนำระบบไอทีที่ทันสมัยเข้ามาเชื่อมโยงระบบการทำงานทั้งภายในองค์กรและระหว่างองค์กร จะช่วยสร้างความแข็งแกร่งทางธุรกิจ พร้อมกันนี้ต้องมีการบริหารงานร่วมกับซัพพลายเออร์อย่างเข้มแข็ง เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตไปข้างหน้า
นอกจากนี้ผลพลอยได้จากการเซ็นสัญญาเขตการค้าเสรีไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) ยังส่งผลให้โลจิสติกส์พัฒนาอย่างก้าวกระโดด จากการที่ผู้ประกอบการไทยได้เรียนรู้เทคนิคและเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพจากญี่ปุ่นซึ่งคาดว่าในอนาคตจะเข้ามาลงทุนในประเทศไทยเพิ่มขึ้น…
โลจิสติกส์สร้างแต้มต่ออุตสาหกรรมอาหาร
การบริหารจัดการโลจิสติกส์สำหรับอุตสาหกรรมอาหารวัตถุประสงค์หลักที่สำคัญ คือ ต้องการลดต้นทุนเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ รักษาสิ่งแวดล้อม และสามารถตอบสนองความพึงพอใจของลูกค้าได้ นอกจากนี้ตลอดห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นจนถึงมือลูกค้าจะต้องมีการบริหารจัดการโดยระบบโลจิสติกส์ที่ดี ไม่มีการปนเปื้อนระหว่างการขนส่ง และสามารถสอบกลับ (traceability) ว่าสินค้าผลิตจากอะไรบ้างและมีแหล่งผลิตอยู่ที่ไหน ผลิตเมื่อไร ซึ่งต่อไปตลาดหลักของโลกจะหันมาเอาจริงเอาจังและให้ความสำคัญเรื่องนี้มากขึ้น
การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ต้องอาศัยภาพรวมแบบบูรณาการ โดยเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์การค้าระหว่างประเทศและก้าวไปสู่ขั้นตอนที่สามคือการเชื่อมโยงกับการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานและคลัสเตอร์อุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ เนื่องจากสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูงหรือสินค้าที่เสื่อมสภาพได้ง่าย เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ไม้ตัดดอก และอาหารทะเล จำเป็นต้องมีระบบโลจิสติกส์ที่มีมาตรฐานสูง และมีการประสานเชื่อมโยงระหว่างห่วงโซ่อุปสงค์-อุปทาน เพื่อเป็นการลดต้นทุนและระยะเวลาในการขนส่งให้มากที่สุด รวมทั้งใช้ระบบไอทีที่มีประสิทธิภาพช่วยพัฒนาประสิทธิภาพการทำงาน
“โลจิสติกส์ในอุตสาหกรรมอาหารต้องใช้ความละเอียดรอบคอบมาก ต่างจากการบริหารจัดการโลจิสติกส์ในอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่ไม่ได้ให้ความสำคัญเรื่องสิ่งปนเปื้อน เนื่องจากอาหารเป็นสิ่งที่คนต้องรับประทานเข้าไป ดังนั้นเรื่องความสะอาดปลอดภัยจึงเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญที่สุด” คุณสุรพล ว่องวัฒนโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สุรพลฟู้ด จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตอาหารแช่แข็งชั้นนำของไทย ได้ให้แนวคิด ต้นทุนโลจิสติกส์อาหารอยู่ที่ประมาณ 10% ของต้นทุนทั้งหมด ซึ่งต้นทุนส่วนใหญ่เกิดจากการขนส่งภายในประเทศ รวมถึงค่าระวางเรือ การบริหารจัดการ และการบริหารจัดการคลังสินค้า ที่ถือว่ายังเป็นตัวเลขที่สูง ดังนั้น การเซ็นสัญญาเขตการค้าเสรีไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) ย่อมจะส่งผลต่อโลจิสติกส์ในอุตสาหกรรมไทยอย่างแน่นอน ในเรื่องนี้คุณสุรพลได้ให้ความเห็นว่า การเซ็นสัญญาเขตการค้าเสรีไทย-ญี่ปุ่น ทำให้ผู้ประกอบการไทยได้รับความรู้ในเทคนิคการจัดการระบบโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพจากญี่ปุ่นเนื่องจากญี่ปุ่นมีการพัฒนาด้านโลจิสติกส์ไปไกลกว่าประเทศไทยมาก โดยพิจารณาจากต้นทุนโลจิสติกส์ต่อจีดีพี ซึ่งญี่ปุ่นมีต้นทุนเพียง 11% ในขณะที่ไทยมีต้นทุนโลจิสติกส์อยู่ที่ 19% ผู้ประกอบการต้องปรับตัวและหันมาเอาจริงในด้านการพัฒนาโลจิสติกส์และซัพพลายเชนเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคสูงสุด โดยเฉพาะการปรับตัวของผู้ประกอบการ SME ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในปัจจุบัน รวมไปถึงผู้ประกอบการรายใหญ่ที่เร่งปรับตัวเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
“ระบบโลจิสติกส์ทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถส่งมอบสินค้าได้ตามแผนงานและตามเวลาที่ลูกค้าต้องการ การทำงานเป็นไปตามแผนที่วางไว้ และที่สำคัญที่สุดคือช่วยให้ต้นทุนด้านโลจิสติกส์ลดลง ทั้งนี้ ในการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องเห็นภาพเหมือนกัน รวมทั้งต้องมีความรู้ความเข้าใจด้วย” คุณไพบูลย์ พลสุวรรณา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ธารสมุทรฟู้ด จำกัด ผู้ส่งออกอาหารแช่แข็งรายใหญ่ กล่าว
การนำระบบโลจิสติกส์เข้ามาบริหารจัดการองค์กรช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่งผลให้การทำงาน การวางแผนการทำงาน การจัดระบบการทำงาน และการประสานงานมีความชัดเจนมากขึ้น แม้ว่าบริษัทอุตสาหกรรมสับปะรดกระป๋องไทย จะไม่มี KPI ที่เป็นดัชนีชี้วัดผลสำเร็จที่ชัดเจน แต่สิ่งที่ได้รับจากการนำระบบโลจิสติกส์มาใช้คือ ทำให้การสื่อสารและการประสานงานเป็นระบบมากขึ้น คุณกัณญภัค ตันติพิพัฒน์พงศ์ ประธานกรรมการ บริษัท อุตสาหกรรมสับปะรดกระป๋องไทย จำกัด แสดงทรรศนะ ปัจจุบันผู้ประกอบการหันมาให้ความสำคัญเรื่องเทคโนโลยี ด้วยกระแสของการค้าเสรีและปัจจัยภายนอกต่างๆ ที่กดดันให้ผู้ประกอบการต้องถีบตัวเองขึ้น โดยหันมาพัฒนาศักยภาพการให้บริการ เพื่อลดต้นทุนการผลิตและพัฒนาประสิทธิภาพสินค้าและบริการ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหารที่ต้องการความรวดเร็วในการทำงาน การเช็คสต๊อก และความสามารถในการสืบกลับแหล่งที่มาของสินค้า คุณชูเกียรติ เจียเจษฎากุล ผู้จัดการอาวุโส บริษัท อินเตอร์เมค เทคโนโลยีส์ คอร์ปอเรชั่น ผู้พัฒนาเทคโนโลยีด้านอาร์เอฟไอดีระบบคอมพิวเตอร์ติดตามและรวบรวมข้อมูลเพื่อจัดการห่วงโซ่อุปทานในวงการอุตสาหกรรม ได้แสดงทรรศนะเกี่ยวกับการนำเทคโนโลยีมาใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร เทคโนโลยีเป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับอุตสาหกรรมอาหาร โดยเฉพาะการนำระบบเข้าไปจัดการคลังสินค้าเนื่องจากสินค้าหมดอายุเร็วไม่สามารถเก็บไว้ได้นาน และต้องมีการหมุนเวียน ซึ่งวัตถุดิบที่นำมาผลิตหากหมดอายุหรือเสื่อมสภาพ จะส่งผลโดยตรงต่อการผลิตทำให้สินค้าเสียหรือออกมาไม่ได้มาตรฐาน ดังนั้นการนำระบบไอทีมาช่วยในการตรวจสอบสินค้าทุกขั้นตอนจึงเป็นเรื่องสำคัญ
“แม้ว่าการนำอาร์เอฟไอดีมาใช้จะไม่ทำให้ลดต้นทุน แต่สำคัญเหนืออื่นใดคือช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ทำให้สามารถนำสินค้าออกไปได้เร็วขึ้น หากรับวัตถุดิบเข้ามาแล้วนับช้าสินค้าก็จะมากองอยู่ที่หน้าโรงงาน ส่งผลให้เกิดความเสียหาย หรือกรณีที่นับสินค้าไม่ถูกต้องก็ทำให้เกิดความเสียหายเช่นกัน ซึ่งการจัดการคลังสินค้าเป็นเรื่องที่อาร์เอฟไอดีสามารถตอบโจทย์ได้อยู่แล้ว” คุณชูเกียรติ กล่าว
“ธารสมุทรฟู้ด” รุกบริหารระบบโลจิสติกส์
อุตสาหกรรมอาหารไทยปรับกระบวนการบริหารจัดการแบบใหม่ “ธารสมุทรฟู้ด” ชูระบบโลจิสติกส์นำทัพสู่สุดยอดผู้นำการส่งออกของโลก พร้อมวางระบบซัพพลายเชนตั้งแต่ซัพพลายเออร์จนถึงมือผู้บริโภค เผยโลจิสติกส์เป็นทางออกสำคัญในการเพิ่มศักยภาพอุตสาหกรรมสู้คู่แข่งต่างชาติ ระบุช่วยลดต้นทุน-เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ในเรื่องนี้คุณไพบูลย์ ผู้คร่ำหวอดในวงการอาหารได้แสดงแนวคิดว่า กระบวนการจัดการโลจิสติกส์ในแต่ละอุตสาหกรรมจะแตกต่างกัน เช่น อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม วัตถุดิบคือผ้า เส้นด้าย กระดุม ส่วนวัตถุดิบของอุตสาหกรรมอาหารแช่แข็ง คือ อาหารทะเล ซึ่งมีความแตกต่างกัน เพราะวัตถุดิบต้นทางของเครื่องนุ่งห่มไม่เน่าเสียง่าย สามารถเก็บไว้ได้ ในขณะที่วัตถุดิบของอาหารแช่แข็ง ถ้านำมาเก็บไว้นาน จะทำให้ต้นทุนพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ เพราะต้องจัดเก็บในห้องเย็น และยิ่งเก็บนานช่วงเวลาของความทนทานของผลิตภัณฑ์ (Shelf life) ก็จะต่ำลง ส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพของผลิตภัณฑ์ กุญแจที่สำคัญของการบริหารโลจิสติกส์และซัพพลายเชนในอุตสาหกรรมอาหาร คือ การวางแผนการผลิตการวางแผนการทำงานร่วมกับลูกค้าและซัพพลายเออร์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ และการวางแผนในการจัดส่งสินค้า เพื่อสามารถตอบสนองความพึงพอใจของลูกค้าให้ได้มากที่สุด ทั้งนี้ สินค้าของอุตสาหกรรมนี้แยกเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่หนึ่งสถานะดั้งเดิมคือการผลิตสินค้าที่เป็นสินค้าขั้นประถม ที่ผ่านกระบวนการผลิตในบางส่วนในประเทศไทยไม่ได้ผลิตสำเร็จพร้อมบริโภค โดยต้องนำไปเข้ากระบวนการผลิตทำการปรุงอาหารอีกครั้ง เป็นเพียงสินค้าต้นทางของวัตถุดิบในต่างประเทศ ส่วนสินค้า กลุ่มที่สอง คือสินค้าที่ทำสำเร็จรูปพร้อมบริโภค หรือกึ่งสำเร็จที่เข้าซุปเปอร์มาร์เกตโดยตรง สามารถรับประทานได้ทันที ทำให้ต้องมีการบริหารจัดการโลจิสติกส์อย่างดีที่สุด ซึ่งปัจจุบันเป็นสินค้าที่ประเทศไทยกำลังพัฒนาออกมามาก เชื่อว่าจะเป็นช่องทางการขยายส่วนแบ่งตลาดอาหารอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
“วัตถุดิบที่นำมาใช้ต้องมีความสดที่สุด เมื่อมาถึงต้องผลิตทันทีไม่เก็บไว้ผลิตวันหลังได้ เนื่องจากระยะเวลาที่นานออกไปจะทำให้ความสดและรสชาติเปลี่ยนแปลงไป ดังนั้นวัตถุดิบต้องเข้ามาพอดีกับจังหวะการผลิตในวันนั้น และต้องใช้เวลาให้สั้นที่สุดในการแช่แข็ง” คุณไพบูลย์ กล่าว
นอกจากนี้ต้องให้ความสำคัญเรื่องการจัดเตรียมแพคเกจจิ้ง กระบวนการเตรียมวัตถุดิบ เตรียมส่วนผสมให้เหมาะสมสัมพันธ์กับปริมาณการผลิต การคำนวณความสัมพันธ์ของสินค้าว่าจะต้องขึ้นเรือวันไหน การวางแผนการผลิต เพราะหากผลิตปริมาณมากก็จะส่งผลต่อต้นทุนในการจัดเก็บสินค้า เพราะต้องเก็บในห้องเย็นที่มีอุณหภูมิ -18 องศาเซลเซียส
“ทุกอย่างต้องมีการวางแผนและมีการกำหนดปริมาณวัตถุดิบให้พอดีการผลิต เช่น ใน 1 สัปดาห์จะต้องใช้กล่องกี่ใบ หรือเดือนละกี่ใบ เพื่อไม่ให้เกิดเป็นต้นทุนในการสต๊อกสินค้า หรือวัตถุดิบประเภทกุ้ง ที่ต้องวางแผนจัดซื้อให้ได้ขนาดที่ต้องการมาให้เพียงพอกับการผลิต ซึ่งทุกขั้นตอนต้องมีความแม่นยำ” คุณไพบูลย์ กล่าว
นอกจากนี้บริษัทฯ ยังปรับเปลี่ยนวิธีการขนส่งโดยใช้การขนส่งด้วยเรือชายฝั่ง สำหรับสินค้าประเภทดองเค็ม เนื่องจากเป็นวิธีการขนส่งที่ช่วยคงคุณภาพสินค้า ไม่ทำให้สินค้าเสียหายอันเนื่องมาจากการขนส่งอย่างไรก็ตามแม้ว่าการขนส่งทางเรือชายฝั่งจะมีต้นทุนสูงกว่าการขนส่งทางบก เนื่องจากต้องมีการยกขนขึ้นลงหลายครั้ง แต่ในเรื่องคุณภาพสินค้าแล้วนับเป็นการขนส่งที่ดีที่สุดอีกรูปแบบหนึ่ง
โลจิสติกส์นับเป็นยุทธศาสตร์หนึ่งที่จะนำมาใช้ในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้า ทำให้สินค้าและบริการมีต้นทุนถูกลง ส่งผลให้สินค้าและบริการถึงมือผู้บริโภคเร็วขึ้นและถูกต้องตามสัญญาที่ตกลงกันไว้ ซึ่งจะทำให้มูลค่าการค้าระหว่างประเทศขยายตัวและก่อให้เกิดการลงทุน การจ้างงาน และการเติบโตทางเศรษฐกิจ
บริหารซัพพลายเชนร่วมซัพพลายเออร์-ลูกค้า
บริษัท ธารสมุทรฟู้ด จำกัด ใช้วัตถุดิบทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งต้องนำเข้าวัตถุดิบบางส่วนที่ไม่มีในประเทศ เช่น ต้องซื้อปลาหมึกตัวใหญ่ หมึกกระดองจากตะวันออกกลาง และแอฟริกาโดยต้องแช่แข็งมาด้วยคุณภาพที่ดีมาก เพื่อให้ได้วัตถุดิบที่มีคุณภาพมาทำการผลิต และทำให้ผู้ซื้อมั่นใจในคุณภาพสินค้า ทั้งนี้ ในการวางแผนการทำงานร่วมกับซัพพลายเออร์นั้น ทางบริษัทฯ จะมีแผนงานการผลิตว่าในปีนี้จะผลิตเท่าไรและต้องการวัตถุดิบเท่าไร เพื่อให้ซัพพลายเออร์จัดหาวัตถุดิบให้ได้ตามปริมาณที่ต้องการ ส่วนวัตถุดิบที่ต้องนำเข้านั้น ก็ต้องมีการวางแผนร่วมกันกับซัพพลายเออร์ที่อยู่ต่างประเทศ โดยเฉพาะระยะเวลาในการขนส่ง
“วัตถุดิบนำเข้าจากต่างประเทศต้องมีการวางแผนอย่างรัดกุม เนื่องจากต้องใช้ระยะเวลาหลายวันในการขนส่ง ผนวกกับอาหารทะเลเป็นสินค้าที่มีฤดูกาล ซึ่งเราอยู่ในวงการนี้มานานจะทราบว่าช่วงไหนที่เขาเริ่มจับ เดือนไหนของเยอะ เดือนไหนของน้อย ดังนั้นช่วงที่เป็นฤดูกาลที่มีวัตถุดิบมากก็ต้องรีบซื้อมาเก็บไว้ในคลังสินค้าก่อน แล้วคำนวณว่าจะต้องใช้ในการผลิตเท่าไร ใช้ได้กี่เดือน และก่อนที่วัตถุดิบจะหมดต้องวางแผนซื้อล่วงหน้า” คุณไพบูลย์ กล่าว
สำหรับวิธีการขนส่งนั้น ในการส่งออกสินค้าไปยังผู้บริโภค จะทำการขนส่งโดยตู้เก็บอุณหภูมิ -18 องศาเซลเซียส เพื่อคงคุณภาพสินค้า สำหรับการขนส่งวัตถุดิบมายังโรงงานนั้น ยังมีปัญหาเรื่องการ รักษาคุณภาพของสินค้าระหว่างการขนส่ง สาเหตุจากซัพพลายเออร์ไทยยังไม่มีความรู้เรื่องการบริหารจัดการขนส่งเท่าที่ควร ทำให้สินค้าเสื่อมคุณภาพ ดังนั้นบริษัทฯ จึงต้องแก้ปัญหาโดยการพยายามซื้อวัตถุดิบใกล้ๆ โรงงาน ปัจจุบันการวางแผนเรื่องโลจิสติกส์ยังมีปัญหาระหว่างผู้ผลิตกับซัพพลายเออร์ ทำให้เกิดเป็นต้นทุนด้านโลจิสติกส์ อันเกิดจากความไม่เข้าใจของกลุ่มซัพพลายเออร์ ในเรื่องนี้คุณไพบูลย์ กล่าวว่า บริษัท ธารสมุทร ฟู้ด แก้ปัญหาโดยการมีซัพพลายเออร์หลายราย เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่เกิดจากการหาวัตถุดิบไม่ทันเนื่องจากซัพพลายเออร์ยังคิดแค่การซื้อขายกับธรรมดาเท่านั้น อย่างไรก็ตามต้องใช้เวลาในการให้ซัพพลายเออร์ศึกษาเรื่องโลจิสติกส์ให้มีความรู้มากขึ้น ทั้งนี้ จากการศึกษาต้นทุนโลจิสติกส์ต่อยอดขายของแต่ละกลุ่มสินค้า ของโครงการพัฒนาระบบการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ และการจัดการต่อเนื่องระบบโลจิสติกส์เพื่อการนำแผนไปสู่การปฏิบัติ กระทรวงคมนาคม พบว่า สินค้าในกลุ่มอาหารทะเล มีต้นทุนโลจิสติกส์ต่อยอดขายอยู่ที่ 6.17% ส่วนสินค้าในกลุ่มผลไม้มีต้นทุนโลจิสติกส์อยู่ที่ 15.25%
โลจิสติกส์อุตสาหกรรมสับปะรดกระป๋อง
อุตสาหกรรมอาหารกระป๋องพลิกบทบาท หันมาจัดการด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชนเข้มข้นขึ้น พร้อมจัดให้มี ผ่ายโลจิสติกส์ในองค์กรอย่างชัดเจน เผยหลังเปลี่ยนรูปแบบการจัดการแล้ว ช่วยให้ประสิทธิภาพการทำงาน การวางแผนการทำงานและการประสานงานในองค์กรดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด การบริหารจัดการโลจิสติกส์ของบริษัท อุตสาหกรรมสับปะรดกระป๋องไทย จำกัด เริ่มต้นจากฝ่ายขายการรับคำสั่งซื้อจากลูกค้าในต่างประเทศ แล้วหลังจากนั้นฝ่ายขายจะส่งคำสั่งซื้อมายังฝ่ายโลจิสติกส์ เพื่อวางแผนการผลิตร่วมกับฝ่ายผลิตที่โรงงาน โดยทางโรงงานจะเป็นผู้จัดหาวัตถุดิบให้เพียงพอกับแผน และฝ่ายโลจิสติกส์จะเป็นผู้จัดหาวัสดุบรรจุภัณฑ์ต่างๆ สำหรับกรณีที่ไม่มีคำสั่งซื้อเข้ามา ฝ่ายขายและแผนกโลจิสติกส์จะมีหารือกันว่าควรจะเก็บสต๊อกสินค้าตัวใด ซึ่งเป็นการคาดคะเนยอดขายล่วงหน้า เนื่องจากสับปะรดกระป๋องมีความหลากหลายเรื่อง ลักษณะชิ้น ขนาดของภาชนะบรรจุ รวมทั้งจะบรรจุในน้ำเชื่อม หรือน้ำสับปะรด ที่ยังมีรายละเอียดปลีกย่อย คุณกัณญภัค ตันติพิพัฒน์พงศ์ ประธานกรรมการ บริษัท อุตสาหกรรมสับปะรดกระป๋องไทย จำกัด ได้แสดงแนวคิดการบริหารงาน สำหรับบทบาทของฝ่ายโลจิสติกส์นั้น จะทำหน้าที่จัดหาและควบคุมวัสดุบรรจุภัณฑ์แพคเกจจิ้งทั้งหมดเช่น แผ่นเหล็กที่ใช้ทำกระป๋อง ฝา หรือตัวกระป๋องที่ไม่สามารถผลิตได้เองฉลากและกล่อง รวมทั้งบรรจุภัณฑ์เพื่อการส่งออกด้วย สำหรับบรรจุภัณฑ์นั้นจะแบ่งเป็น primary packaging และ secondary packaging ซึ่ง primary packaging คือตัวที่ใช้บรรจุอาหารโดยตรง ส่วน secondary packaging คือบรรจุภัณฑ์เพื่อการส่งออก โดย primary packaging นั้น บริษัทฯ จะทำการผลิตกระป๋องเอง เป็นการผลิตตามการคาดคะเนของทางฝ่ายขาย และจากยอดการสั่งซื้อของลูกค้า ซึ่งทางฝ่ายโลจิสติกส์ต้องจัดเตรียมให้เพียงพอต่อการผลิต
เมื่อก่อนบริษัทฯ ไม่มีฝ่ายโลจิสติกส์มีเพียงแผนกจัดซื้อซึ่งจะจัดหาปัจจัยต่างๆ สำหรับการผลิตและแผนกจัดส่งจะดูแลเรื่องของการส่งออก แต่หลังจากที่นำระบบ ISO ทำให้ต้องวางผังองค์กรให้ชัดเจน พร้อมทั้งได้นำระบบ ERP มาใช้ในปี 2003 ส่งผลให้การทำงานสะดวกมากขึ้น การวางแผนและการจัดระบบภายในองค์กรดีขึ้น และการประสานงานมีระบบมากขึ้น แม้ว่าวันนี้บริษัทฯ จะไม่มี KPI ที่เป็นดัชนีชี้วัดต้นทุนที่ลดลงชัดเจน จากการพัฒนาระบบโลจิสติกส์เข้ามาใช้ในโรงงานก็ตาม แต่ประโยชน์ที่ได้รับและเห็นได้ชัดคือ เรื่องของการสื่อสาร การประสานงานกัน วางแผน ที่เป็นระบบมากขึ้น
กระบวนการบริหารจัดการซัพพลายเชนตั้งแต่ต้นน้ำ-ปลายน้ำ
ในกระบวนการผลิตจะมีวัตถุดิบที่เกี่ยวข้องหลักคือสับปะรดที่รับซื้อจากชาวไร่ ซึ่งโรงงานจะรับซื้อไว้ทั้งหมดตามผลผลิตที่เกษตรกรนำส่ง ในการผลิตโรงงานต้องทำการผลิตจนกว่าวัตถุดิบจะหมดในแต่ละวันหรืออาจเก็บค้างไว้เพียงแค่คืนเดียว เพื่อความสดและเพื่อลดความสูญเสีย นอกจากนี้ทางโรงงานพยายามกระจายการผลิตให้คงที่ทุกเดือน เพื่อป้องกันปัญหาเรื่องการจ้างคนงาน
“ทางโรงงานจะผลิตวันต่อวันไม่เก็บสับปะรดไว้ทำในวันอื่น หรือหากวัตถุดิบมาปริมาณมากก็อาจเก็บแค่ข้ามคืน เนื่องจากสินค้าเกษตรเป็นสินค้าที่มีวงจรอายุสั้น กรณีที่ไม่สามารถผลิตได้ทัน ก็อาจจะผลิตเป็นน้ำสับปะรดเข้มข้นเก็บเอาไว้ แต่ข้อเสียของการทำน้ำสับปะรดเข้มข้นคือมีต้นทุนที่แพงกว่า เพราะ ใช้เพียงน้ำสับปะรดส่วนกากต้องทิ้งหมด” คุณกัณญภัค กล่าว
ทางโรงงานจะรับซื้อสับปะรดจากเกษตรกร ซึ่งทุกปีจะมีการวางแผนว่าในปีนี้ต้องการผลิตวัตถุดิบจำนวนกี่ตัน โดยตั้งเป็นเป้าหมายประจำปีระหว่างฝ่ายและฝ่ายโรงงาน หลังจากนั้นจะแปลงเป็นแผนการผลิตซึ่งทางโรงงานจะแจ้งให้เกษตรกรทราบว่าปีนี้ต้องการสับปะรดเท่าไร เพื่อที่เกษตรกรจะได้เตรียมปลูกในจำนวนที่ต้องการ นอกจากนี้ทางโรงงานยังพยายามหาเกษตรกรรายใหม่เข้ามาเป็นซัพพลายเออร์มากขึ้นเพื่อให้ได้วัตถุดิบตามปริมาณที่ต้องการและสามารถผลิตได้ตามแผนที่วางไว้ ขณะเดียวกันก็จะมีพ่อค้าบางกลุ่มที่ช่วยหาสับปะรดจากนอกพื้นที่ให้ด้วย สำหรับแหล่งที่มาของวัตถุดิบประเภทสับปะรดจะมาจากทั้งในพื้นที่และจังหวัดอื่น ๆ คุณกัณญภัค กล่าวว่า การผลิตสับปะรดกระป๋องจะผลิตตามคำสั่งซื้อ แบบ JIT เพื่อให้ลูกค้าได้สินค้าที่สดใหม่ นอกเหนือจากคำสั่งซื้อ ก็จะมีการผลิตเพื่อเก็บเป็นสต๊อก แต่ทั้งนี้ต้องเป็นไปตามแผนการขายและการผลิตที่วางไว้ บางครั้งก็ต้องมีเผื่อบ้าง เนื่องจากการแปรรูปพืชผลการเกษตรนั้นมีความไม่แน่นอนสูง เมื่อผลิตแล้วก็จะนำสินค้าไปเก็บไว้ที่คลังสินค้า โดยจะมีการตรวจสอบคุณภาพก่อนส่งสินค้าประมาณ 2 สัปดาห์ บางครั้งเราต้องเตรียมเผื่อไว้ให้ลูกค้า ขึ้นอยู่กับกำหนดเวลาการส่งมอบ ระยะเวลาการเก็บที่นานที่สุดจะประมาณ 3 เดือน คือช่วงที่โรงงานหยุดการผลิตประจำปี ระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงประมาณเดือนตุลาคม แต่ก่อนที่จะรวมเป็นฝ่ายโลจิสติกส์ และนำระบบ ERP มาใช้ มักจะมีสต๊อกของบรรจุภัณฑ์เหลืออยู่ตลอด แต่ในปัจจุบันฝ่ายโลจิสติกส์จะควบคุมสต๊อกสินค้าและบรรจุภัณฑ์ และสั่งตามความจำเป็นเท่านั้นและระบบที่ใช้นี้ยังสามารถจัดเก็บข้อมูลต้นทุนได้ชัดเจนมากขึ้นด้วย
ไอทีเสริมประสิทธิภาพการจัดการโลจิสติกส์
“อินเตอร์เมค” รุกคืบขยายตลาดเทคโนโลยีอาร์เอฟไอดีในไทย มุ่งเจาะกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร ระบุอุตสาหกรรมอาหารเป็นอุตสาหกรรมที่มีความจำเป็นต้องใช้ระบบเทคโนโลยีเข้ามาช่วยบริหารจัดการ เหตุอาร์เอฟไอดีทำให้กระบวนการทำงานรวดเร็วมากขึ้น ลดความสูญเสีย และสามารถเก็บข้อมูลได้มากกว่าบาร์โค้ด เพราะเวทีการแข่งขันทางการค้านั้น ผู้ประกอบการไทยไม่ได้แข่งขันกันภายในประเทศเท่านั้น แต่ต้องแข่งขันกับคู่ค้าในต่างประเทศด้วย ดังนั้นผู้ประกอบการต้องปรับกลยุทธ์เพื่อให้เหนือกว่าคู่แข่ง และเพื่อสนองความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหารที่จำเป็นต้องใช้ระบบเทคโนโลยีเข้ามาช่วยบริหารจัดการ เพื่อช่วยลดความสูญเสีย ทำให้การทำงานมีความรวดเร็วมากขึ้น นอกจากนี้เทคโนโลยีประเภทอาร์เอฟไอดียังสามารถเก็บข้อมูลได้มาก และช่วยในการสืบกลับแหล่งที่มาของสินค้าได้ คุณชูเกียรติ เจียเจษฎากุล ผู้จัดการอาวุโส บริษัท อินเตอร์เมค เทคโนโลยีส์ คอร์ปอเรชั่น กล่าว
อาร์เอฟไอดี (Radio Frequency Identification: RFID) ถูกมองว่าเป็นเทคโนโลยีแห่งอนาคต การใช้งานแถบป้าย (tag) อาร์เอฟไอดีส่วนใหญ่ในปัจจุบันจึงเน้นในเรื่องการช่วยเชื่อมโยงพันธมิตรทางการค้าและสนับสนุนซัพพลายเชน แต่หากพิจารณาประโยชน์ที่อาร์เอฟไอดีสามารถให้ได้นั้น ผู้ผลิตควรมองไปที่กระบวนการดำเนินธุรกิจภายในของตัวเองไม่ใช่มองแค่ความต้องการให้สอดคล้องกับซัพพลายเชนของลูกค้าเท่านั้น อาร์เอฟไอดีให้ผลตอบแทนการลงทุนได้อย่างรวดเร็วในโรงงานและการดำเนินงานอุตสาหกรรมคลังสินค้าตอบโจทย์ผู้ผลิตที่ต้องการติดตามเส้นทางเดินของสินค้า หรือผู้ที่ต้องการลดต้นทุนด้านแรงงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดการวัตถุดิบ เทคโนโลยีถือเป็นตัวเลือกที่ดีที่จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้ สำหรับอุตสาหกรรมอาหารจะได้ประโยชน์ในเรื่องความรวดเร็ว การตรวจสอบว่าสินค้าอยู่ในขั้นตอนใดของการผลิต รวมทั้งสามารถเก็บรายละเอียดข้อมูลของสินค้าได้มากกว่าบาร์โค้ด สำหรับแนวโน้มเทคโนโลยีอาร์เอฟไอดีนั้น ในปัจจุบันประเทศในแถบเอเชียหันมาให้ความสนใจพัฒนาเทคโนโลยีอาร์เอฟไอดีมากขึ้น แต่เรื่องการนำมาประยุกต์ใช้อาจจะยังไม่มากเท่าประเทศในยุโรปหรืออเมริกา เนื่องด้วยปัจจัยของต้นทุนที่ยังสูงอยู่มาก ซึ่งอาร์เอฟไอดีเริ่มมีความตื่นตัวนำมาใช้ในประเทศไทยมากขึ้นพอสมควร โดยอยู่ระหว่างการเรียนรู้ของผู้ประกอบการว่าควรจะนำมาใช้ในจุดใดของซัพพลายเชนในเรื่องนี้ คุณชูเกียรติมองว่า ตลาดในประเทศไทยยังมีความต้องการนำเทคโนโลยีไปใช้อีกมาก ด้วยปัจจัยหลายอย่างและเรื่องความเติบโตของไอทีที่เข้ามาช่วยสนับสนุนอุตสาหกรรมต่างๆ ส่งผลให้ตลาดไอทีในไทยมีการอัตราการเติบโตขึ้นมาก นอกจากนี้ระบบไอทียังช่วยเรื่องการบริหารจัดการซัพพลายเชน ทำให้ลดความสูญเสียจากการผลิตสินค้าเกิน ความจำเป็น สินค้าสูญหาย สินค้าหมดอายุ ซึ่งล้วนเป็นต้นทุนทั้งสิ้น ระบบจะช่วยคาดคะเนปริมาณวัตถุดิบที่จะใช้ในการผลิต ปริมาณวัตถุดิบที่เหมาะสม สินค้าใดควรจะนำมาใช้ก่อนหลัง และการเก็บสินค้าในคลัง ทำให้การจัดเก็บมีประสิทธิภาพมากขึ้น ก่อนส่งมอบถึงมือลูกค้า
คุณชูเกียรติ กล่าวว่า ตลาดไอทีเกี่ยวกับโลจิสติกส์และซัพพลายเชนในประเทศไทยโตขึ้นอย่างต่อเนื่องสำหรับอินเตอร์เมคโตปีละ 20-30% สัมพันธ์กับการเติบโตของภูมิภาคนี้ สำหรับสัดส่วนตลาดอาร์เอฟไอดีในประเทศไทยมีเพียง 3-4% ถือว่ายังน้อยอยู่ ส่วนใหญ่จะคงใช้บาร์โค้ดเนื่องจากมีราคาที่ถูกกว่ามากอย่างไรก็ตามอนาคตตลาดอาร์เอฟไอดีในไทยจะมีการเติบโตต่อเนื่องอย่างแน่นอน ทั้งนี้ ในปี 2007 นี้ จะมีเทคโนโลยีบาร์โค้ดใหม่ๆ ออกมา เป็นความตั้งใจของอินเตอร์เมคที่จะเป็นผู้นำเทคโนโลยี จะเห็นว่ามีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ออกมาเสมอ โดยจะมุ่งเจาะตลาดในประเทศและต่างประเทศมากขึ้น ซึ่งลูกค้าหลักๆ ของอินเตอร์เมคจะเป็นลูกค้าในกลุ่ม ค้าปลีก โรงงานอุตสาหกรรมที่เป็นต้นน้ำของซัพพลายเชน เป็นอุตสาหกรรมที่ต้องใช้ไอทีดูแลตั้งแต่วัตถุดิบจนถึงขั้นตอนการผลิต กลุ่มโลจิสติกส์การขนส่ง กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค และหน่วยงานราชการ ซึ่งที่ผ่านมาลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นลูกค้าต่างชาติกว่า 60-70% เมื่อความพึงพอใจของลูกค้าคือตัวชี้วัดความสำเร็จของธุรกิจ ซึ่งหมายถึงผลตอบแทนและยอดขายที่ได้รับทำให้ผู้ประกอบการทั่วโลกต่างงัดไม้เด็ดออกมาใช้ และหนึ่งในนั้นคือการจัดการโลจิสติกส์ หากผู้ประกอบการไทยมัวรอช้าไม่เร่งพัฒนาตนเองก็จะไม่สามารถแข่งขันกับคู่ค้าได้…

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *