โรคอ้วน’ ในมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์

โรคอ้วน’ ในมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์
• คุณภาพชีวิต
ควบคุมน้ำหนักตนเอง ช่วยพัฒนาเศรษฐกิจชาติ

ทางการแพทย์มีวิธีการอย่างคร่าวๆ ในการตรวจสอบว่าคุณมีปริมาณไขมันในร่างกายมากน้อยเพียงใด ซึ่งเรียกวิธีการวัดนี้ว่า ดัชนีมวลกาย หรือ Body Mass Index (BMI) โดยคำนวณจากน้ำหนักตัว (ในหน่วยกิโลกรัม) หารด้วยส่วนสูง (ในหน่วยเมตร) ยกกำลังสอง หากดัชนีมวลกายหรือค่า BMI ที่คำนวณได้มีค่าระหว่าง 25 – 29.9 ถือว่ามีน้ำหนักตัวเกิน (Overweight) และค่าตั้งแต่ 30 ขึ้นไปถือว่าเป็นโรคอ้วน (Obesity)

ปัจจุบันประเทศทั่วโลกต่างตื่นตัวและให้ความสำคัญกับโรคอ้วนกันมาก อาจสังเกตจากเอกสารขององค์การอนามัยโลก หรือ WHO เรื่อง “ยุทธศาสตร์โลกด้านอาหาร กิจกรรมทางกายและสุขภาพ (Global Strategy on Diet, Physical Activity and Health)” ซึ่งรณรงค์ให้ประเทศทั้งหลายส่งเสริมการบริโภคอาหารให้เหมาะสมควบคู่กับการออกกำลังกาย

ไทยเราเองก็ขานรับข้อเสนอแนะดังกล่าวด้วยแผนยุทธศาสตร์แก้ปัญหาโรคอ้วนคนไทย พ.ศ. 2551 – 2554 หรือที่เรียกสั้นๆ ว่าโครงการรณรงค์ “คนไทย ไร้พุง” ภายใต้การกำกับดูแลของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ด้วยเหตุผลสำคัญว่าความอ้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงของการเป็นโรคเรื้อรังที่ไม่ติดเชื้อหลายชนิด เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคกระดูกข้อเสื่อม และโรคอื่นๆ

กล่าวได้ว่ามาตรการส่งเสริมคนไทยไร้พุงเป็นนโยบายป้องกันการเกิดโรค (Preventive Policy) ซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะมีค่าใช้จ่ายของการดำเนินการถูกกว่านโยบายการรักษาโรค (Curative Policy)

อย่างไรก็ดี คงมีคนน้อยมากที่ไม่ทราบว่าจะลดน้ำหนักของตนเองได้อย่างไร เราท่านทราบกันดีอยู่แล้วว่าการบริโภคอาหารในปริมาณที่เหมาะสมและการออกกำลังกายสม่ำเสมอ จะช่วยลดน้ำหนักได้ การที่คนส่วนใหญ่ยังอ้วนอยู่ จึงไม่น่าเกิดจากการขาดข้อมูลข่าวสารที่รัฐจำเป็นต้องเข้าแทรกแซงเพื่อช่วยให้พลเมืองสามารถทำการตัดสินใจในการบริโภค และการใช้เวลาในการออกกำลังกายให้ถูกต้อง

การเปลี่ยนแปลงบทบาทขององค์การอนามัยโลกจากการช่วยเหลือประเทศยากจนที่ขาดแคลนอาหารมาเป็นการส่งเสริมการบริโภคอาหารให้ถูกวิธีและการออกกำลังกายนั้น สะท้อนว่าการพัฒนาเทคโนโลยีด้านการเกษตรช่วยให้ทั่วโลกมีอาหารอย่างเหลือเฟื้อ ราคาสินค้าในหมวดอาหารเปรียบเทียบกับสินค้าในหมวดอื่นจึงมีราคาถูกลง ซึ่งอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนจำนวนมากในปัจจุบันนิยมรับประทานอาหารนอกบ้าน

อันรวมทั้งอาหารฟาสต์ฟู้ดกันมากขึ้น เพราะสะดวกและถูกกว่าการทำอาหารเองที่บ้าน การพัฒนาเทคโนโลยีด้านการเกษตร จึงน่าจะเป็นสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคที่ทำให้คนเป็นโรคอ้วนกันมากขึ้น

นอกจากนี้ การพัฒนาเทคโนโลยีในรูปของเครื่อง ทุ่นแรงต่างๆ เช่น เครื่องซักผ้า เครื่องดูดฝุ่น รถแทรกเตอร์ไถนา เครนยกของ ลิฟต์และบันไดเลื่อน ฯลฯ ล้วนมีส่วนช่วยประหยัดพลังงานในการทำงาน วิถีชีวิตสมัยใหม่ที่กอปรด้วยเครื่องทุ่นแรงเหล่านี้จึงมีส่วนทำให้เรามีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น ถึงแม้จะไม่รับประทานอาหารเพิ่มขึ้นเลยก็ตาม

จากงานศึกษาของต่างประเทศ เช่น Grossman (1973) Jeffery และคณะ (1991) พบว่าสัดส่วนของประชากรที่เป็นโรคอ้วนในประเทศยากจนจะเพิ่มขึ้นเมื่อประชากรของประเทศมีรายได้เพิ่มขึ้น แต่สัดส่วนดังกล่าวกลับลดลงอย่างรวดเร็วในประเทศที่พัฒนาแล้ว เมื่อประชากรในประเทศเหล่านั้นมีรายได้และการศึกษาสูงขึ้น

ทั้งนี้อาจอธิบายได้ว่าประชาชนในประเทศยากจนมีชีวิตการกินอยู่ที่ไม่เพียงพอแก่ความต้องการของตนเอง เมื่อมีฐานะดีขึ้นเขาจึงบริโภคอาหารเพิ่มขึ้นจนเป็นโรคอ้วน แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อประเทศพัฒนามากขึ้นผนวกกับการศึกษาที่ดีขึ้น คนส่วนใหญ่จะเอาใจใส่ดูแลสุขภาพของตนเอง ความสัมพันธ์ในเชิงบวกระหว่างสุขภาพดีกับความมั่งคั่งของประเทศ

ชี้ให้เราเห็นว่าการดูแลสุขภาพซึ่งรวมทั้งการควบคุมน้ำหนักตนเองนั้น น่าจะเป็นผลพลอยได้ของการพัฒนาทางเศรษฐกิจซึ่งประชาชนที่มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีและมีการศึกษาจะสนใจดูแลตนเอง โดยรัฐ ไม่จำเป็นต้องใช้มาตรการส่งเสริมสุขภาพหรือรณรงค์การลดน้ำหนักแต่ประการใด

อนึ่ง แม้ว่าการแก้ปัญหาโรคอ้วนจะช่วยลดโอกาสของการเกิดโรคเรื้อรังชนิดไม่ติดเชื้อหลายชนิดดังกล่าวแล้ว การมีสุขภาพดียังช่วยให้คนมีอายุยืนยาว ซึ่งทำให้มีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคเรื้อรังอีกกลุ่มหนึ่งที่มักเกิดแก่ผู้สูงอายุ เช่น Parkinson’s syndrome, Alzheimer’s disease และอื่นๆ การประหยัดค่าใช้จ่ายจากการบำบัดรักษาโรคเรื้อรังอันเป็นผลจากความอ้วนจึงอาจมีมูลค่าน้อยกว่า ค่าใช้จ่ายในการดูแลและรักษาผู้ป่วยสูงอายุที่เพิ่มจำนวนขึ้นก็ได้

ที่มา: หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

Update 11-03-52

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *