โรคหยุดหายใจตอนนอนคืออะไร (Sleep Apnea)

โรคหยุดหายใจตอนนอนคืออะไร (Sleep Apnea)

เรื่องของการนอนหลับนั้นมีความผิดปกติได้หลายๆ รูปแบบ เช่น บางคนนอนหลับมากไป บางคนก็นอนไม่หลับ ที่แน่ๆ คือใครก็ตามที่ชื่นชมตัวเองว่าตาแข็ง ไม่ต้องนอนเป็นเวลา 2 หรือ 3 วัน แล้วเที่ยวผับเที่ยวคลับได้จนสว่างคาตานั้น ล้วนหลอกตัวเองทั้งสิ้น เพราะการนอนหลับเป็นสิ่งที่จำเป็นการต่อชีวิตอยู่รอดต่อไป โดยแต่ละคนอาจมีความต้องการการนอนหลับไม่เท่ากัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น สภาพอารมณ์ในขณะนั้น 

ในช่วงที่คนเรานอนหลับรวดไปทั้งคืนนั้นจะมีรูปแบบของการนอนหลับใหญ่ๆ 2 แบบ โดยจะมีความแตกต่างกันตรงความลึก หรือการสนิทของการนอนหลับ รวมทั้งการเคลื่อนไหวของตา แต่ละแบบจะมีคลื่นสมองที่ไม่เหมือนกัน

1. ร้อยละ 78-80 ของช่วงการนอนหลับจะเป็นแบบที่เรียกว่า NREM (non-rapid-eye-movement) ซึ่งรวมถึงการเริ่มการนอนหลับ ลักษณะของคลื่นสมองจะเป็นแบบ slowwave การนอนหลับจะมีความลึกตั้งแต่ 1-4 (4 คือหลับสนิทจริงๆ) กล้ามเนื้อจะผ่อนคลาย การเต้นของหัวใจและการหายใจจะช้า แรงดันโลหิตจะลดลง 

2. แบบนี้เรียกว่า REM (rapid-eye-movement) คือช่วงเวลาที่เหลือของการนอนหลับนี้ ซึ่งถ้าดูคลื่นสมอง (EEG) จะเป็นคลื่นชนิด low-voltage fast activity เกิดขึ้น 5-6 ครั้งระหว่างการนอนหลับตลอดคืน การหายใจจะเร็วขึ้นและลึกแต่กล้ามเนื้อทั่วไปจะยังผ่อนคลายยิ่งกว่าช่วงการนอนหลับแบบ NREM
ความผิดปกติของการนอนหลับ (sleep disorders) อื่นๆ

  • การฝันร้าย (night terros และ nightmares) แบบแรกเกิดในเด็กในเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ โดยบ่อยครั้งจะมีการลุกขึ้นมาเดินโดยไม่รู้ตัว (sleep walk) ส่วนแบบหลังเกิดในผู้ใหญ่มากกว่าเด็ก 
  • นอนไม่หลับ (isomnia) เป็นอาการที่เกิดบ่อยๆ สืบเนื่องจาการผิดปกติทางอารมณ์หรือโรคของกายบางอย่าง
Sleep Apnea ( สลีบ-แอ๊บ-เหนี่ย) คืออะไร ? 

Sleep Apnea หรือภาวะการหยุดหายใจขณะที่นอนหลับอยู่ ซึ่งเป็นเรื่องที่อาจร้ายแรงถึงชีวิต เนื่องจากคนที่เป็นภาวะนี้อาจจะหยุดหายใจเป็นเวลา 10 วินาที โยบางรายอาจมีอาการอย่างนี้คืนละกว่า 300 ครั้ง ภาวะนี้มีบ่อยกว่าที่คนจะเข้าใจและที่จริงวงการแพทย์ก็มารู้จักภาวะนี้เมื่อปี พ.ศ. 2508 แล้วตั้งชื่อว่า Sleep Apnea โดยคำว่าApnea มีรากศัพท์จากภาษากรีก แปลว่า “ต้องการที่จะหายใจ” แบ่งออกได้เป็น 2 แบบคือ 

1. Central sleep Apnea ซึ่งพบน้อยกว่าแบบที่ 2 โดยมีสาเหตุจากการที่สมองไม่ส่งสัญญาณ มาสั่งการให้กล้ามเนื้อสำหรับการหายใจทำงานโดยปกติ
2. Obstructive sleep apnea คือการหยุดหายใจ เนื่องจากอากาศไม่สามารถไหลผ่านจมูก และปากได้แม้ว่าระบบการหายใจยังดำเนินอยู่

 

การหยุดหายใจในบางคนอาจจะบ่อยถึง 20 ครั้งต่อชั่วโมง และมักจะมีเสียงกรนผสมโรง อยู่ในช่วงของการหยุดหายใจ 

อาการที่บ่งบอกภาวะนี้คือ การหยุดหายใจบ่อยๆ ทำให้ร่างกายขาดออกซิเจนการตื่นนอนบ่อยๆ ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะตอนเช้า และง่วงเหงาหาวนอนในตอนกลางวัน 

ใครบ้างที่เป็น Sleep Apnea ? 

ภาวะนี้เป็นได้กับคนทั้งสองเพศและในทุกอายุ แต่ผู้ชายจะเป็นมากกว่าผู้หญิง อย่างที่สหรัฐอเมริกานั้น ประมาณการณ์ว่าจะมีประชาชนถึง 18 ล้านคน ที่หยุดหายใจตอนหลับหรือราว 4% ของชายวัยกลางคนและ 2% ในหญิงวัยกลางคนเป็นแล้วง่วงเหงาหาวนอนตอนกลางวัน 

คนที่เป็นโรคนี้มักจะมีลักษณะต่างๆ ดังนี้คือ

  • อ้วน
  • กรนดัง
  • ความดันโลหิตสูง
  • มีความผิดปกติทางร่างกายวิภาคของจมูก ลำคอหรือส่วนอื่นๆ ของทางเดินหายใจ
  • มักเป็นกันหลายคนในครอบครัวเดียวกัน จึงเข้าใจว่าอาจจะมีปัจจัยทางพันธุกรรมมาเกี่ยวข้อง
สาเหตุของ Sleep apnea 

เกิดจากปัญหาทางโครงสร้างและจักรกลของการทำงานของทางเดินหายใจจนมีผลทำให้การหายใจหยุดชงัก ระหว่างที่เจ้าตัวหลับอยู่ อย่างในบางคน พอหลับแล้วกล้ามเนื้อตรงบริเวณลำคอและลิ้นจะผ่อยคลาย จนห้อยไปจุกช่องทางเดินหายใจ เมื่อกล้ามเนื้อเพดานอ่อนบริเวณฐานลิ้นและลิ้นไก่ (uvula) (ที่เห็นเป็นติ่งห้อยจากเพดานปากตรงกลางเวลาที่อ้าปากส่องดูลำคอตัวเองในกระจก) ผ่อนคลาย และห้อยไปจุกทางเดินหายใจทำให้อากาศไหลเวียนไม่ได้ เสียงหายใจก็จะดังขึ้นหรือบางกรณีหยุดหายใจไปเลย 

นอกจากนั้นภาวะนี้จะเกิดได้ในคนอ้วนที่มีกล้ามเนื้อเยื่อรอบทางเดินหายใจมากจนทำให้ทางเดินหายใจแคบลง ต้องออกแรงหายใจมากขึ้น 

ภาวะเหล่านี้ทำให้คนนอนกรนโดยที่ไม่รู้ตัว ยิ่งถ้ามีการดื่มสุราหรือมีการกินยานอนหลับมากก่อนเข้านอน ก็จะยิ่งทำให้กรนถี่อละกรนนาน 

ขั้นตอนการหยุดหายใจสลับการหายใจ 

ระหว่างที่หยุดหายใจไปนั้น คนนอนหลับจะไม่สามารถหายใจเอาออกซิเจนเข้าสู่ปอด และปล่อยให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมากับลมหายใจออก ร่างกายจะมีระดับออกซิเจนต่ำ และมีระดับคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้น ซึ่งจะมีผลในการส่งสัญญาณเตือนสมองให้ส่งสัญญาณ ไปบังคับให้ทางเดินหายใจเปิดโล่ง จะได้หายใจใหม่โดยมักจะมีเสียงกรนดังและแต่ละช่องดังกล่าว อาจหมายถึงการตื่นนอนบ่อยครั้ง ทำให้ร่างกายไม่ได้รับประโยชน์ที่ควรจากการนอนหลับดีๆ สักช่วงหนึ่งในแต่ละคืน 

ผลกระทบของ Sleep apnea 

เนื่องจากอดหลับอดนอนในตอนกลางคืน พอตกกลางวันก็จะรู้สึกง่วงนอน ประสิทธิภาพในการทำงานและสมาธิจะเสียไป เกิดอาการเกร็ง เศร้าซึม สมรรถภาพทางเพศเสียหาย การเรียนรู้และความจำมีปัญหา บางคนหลับนก หรือหลับในขณะที่ทำงาน ขับรถยนต์ หรือพูดโทรศัพท์อยู่ 

ข้อสำคัญคือประมาณร้อยละ 50 ของคนไข้กลุ่มนี้จะมีความดันโลหิตสูง และเพิ่มการเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด 

เด็กทารกที่เสียชีวิตในเปล หรือเตียงนอนนั้นสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการเกิดภาวะ Sleep apnea นี่เอง เขาจึงเรียกโรคไหลตายในเด็ก (sudden infant death syndrome) 

เมื่อไรจึงจะสงสัยว่าเป็น Sleep apnea ? 

คู่สามีภรรยาคือผู้ที่น่าจะเป็นคนแรกที่ส่งสัยว่าคู่นอนของเรามีความผิดปกติทางการกรนดัง หรือหายใจลำบากขณะหลับ ส่วนในคนโสดก็มักจะอาศัยเพื่อนร่วมงานที่พักอยู่ด้วยกันเป็นคนสังเกตเห็น เช่น สังเกตว่าเพื่อนนอนหลับในเวลาที่ดูไม่เหมาะสม เช่น ขณะทำงาน ขับรถ หรือ กำลังพูดกันอยู่ 

หมอวินิจฉัย Sleep apnea กันอย่างไร ? 

แพทย์ที่สามารถให้การตรวจวินิจฉัยและรักษาได้ประกอบด้วย แพทย์ประจำตัวหรือประจำครอบครัว แพทย์สาขาประสาทวิทยาที่ฝึกอบรมด้านความผิดปกติของการนอนหลับมาเป็นพิเศษ แพทย์โรคทรวงอก 

การวินิจฉัย Sleep apnea ไม่ใช้ของง่ายๆ เพราะอาจมีเหตุผลหลาย 10 ประการที่ขัดขวางการนอนหลับ จึงอาจต้องอาศัยวิธีการตรวจหลายอย่าง เช่น Polysomnography (โป-ลี่-ซอม-โน-กร๊าฟ-ฟี่) เป็นการตรวจที่บันทึกการทำงานของร่างกายหลายอย่างที่หลับอยู่ เช่น กระแสไฟฟ้าในสมอง การเคลื่อนไหวของตา กิจกรรมของกล้ามเนื้อต่างๆ อัตราการเต้นของหัวใจการหายใจ การไหลเวียนของอากาศ และระดับออกซิเจนในเลือด แล้วประมวนการวินิจฉัยตลอดจนการบ่งชี้ความรุนแรง 

Multiple Sleep Latency test (MSLT) (มัล-ติ-เปิ้ล-สะ-ลี้ป-เล-เท้น-ซี่-เท้สท์) ซึ่งเป็นวิธีการวัดอัตราความเร็วของการนอนหลับ โดยจะให้โอกาสคนไข้หลายๆ สถานการณ์ในการล้มตัวลงนอนให้หลับในแต่ละช่วงของวัน ทั้งๆ ที่ควรเป็นช่วงเวลาที่จะตื่น แต่ละโอกาสดังกล่าวก็จะมีการวัดจำนวนการหลับจริงนานเท่าไร คนที่มีปัญหาการนอนไม่หลับเลยนั้น มักจะนอนหลับภายใน 10-20 นาที 

ในคนทีสามารถนอนหลับได้ภายใน 5 นาที มักจะต้องเข้าทำการรักษาความผิดปกติของการนอนหลับ ดังนั้นการตรวจ MSLT จึงมีประโยชน์ในการวัดความรุนแรงของอาการง่วงนอนตอนกลางวัน และช่วยตัดประเด็นสาเหตุอื่นๆ ออก 

การตรวจเหล่านี้มักต้องทำในศูนย์รักษาการนอนหลับ (Sleep center) ที่มีอุปกรณ์พร้อม แต่เทคโนโลยีใหม่ๆ ก็เอื้ออำนวยให้เอาไปบันทึกที่บ้านได้ 

การรักษา Sleep apnea ทำอย่างไร ?

  • การรักษาจำเพาะเจาะจงจะต้องพิจารณาปรับความเหมาะสมไปในคนไข้แต่ละคน โดยอาศัยประวัติ การตรวจร่างกาย และผลการตรวจ Polysomnography 
  • การรักษาด้วยยามักจะไม่ได้ผล
  • การได้รับออกซิเจนขณะหลับในบางรายอาจได้ประโยชน์แต่ก็ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา Sleep Apnea หรืออาการง่วงนอนตอนกลางวัน การรักษาวิธีนี้จึงมีข้อถกเถียงกันอยู่โดยไม่อาจพยากรณ์ได้ว่ารายไหนจะได้ผล รายไหนจะไม่ได้ผล
จะรักษาวิธีใดก็ตามสามารถตรวจประเมินผลได้ด้วย Polysomnography 

พฤติกรรมบำบัด 

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมนับเป็นส่วนสำคัญของการรักษา อย่างในคนที่เป็นไม่มาก อาจหายได้ด้วยการเปลี่ยนพฤติกรรมเท่านั้น ได้แก่ การงดสูบบุหรี่ งดดื่มสุรา งดกินยานอนหลับ เพราะจะทำให้ทางเดินหายใจแคบลงขณะหลับ 

คนที่อ้วนไปก็จะได้ประโยชน์จากการลดน้ำหนัก แม้ลดได้เพียง 10% ของน้ำหนักตัว ก็จะลดจำนวนครั้งของการหยุดหายใจขณะหลับได้ในผู้ป่วยส่วนใหญ่ ในคนที่เป็นไม่มาก การใช้หมอนหนุน หรืออุปกรณ์อื่นช่วยให้นอนอยู่ได้ในท่าตะแคงก็แก้ปัญหาได้แล้ว 

กายภาพหรืออุปกรณ์บำบัด 

อุปกรณ์ที่คงสภาพให้ทางเดินหายใจเปิดโล่งอยู่เสมอ โดยการสร้างแรงดันอากาศไหลเวียนอยู่ตลอดเวลา เรียกย่อๆ ว่า “CPAP” (อ่านว่า ซี-แพ็บ ซึ่งย่อจากคำเต็มว่า Centinuous Positive Airway Pressure) เป็นวิธีการรักษา Sleep apnea ที่มีประสิทธิภาพที่สุด 

อุปกรณ์หน้ากากนี้เอาไว้ให้คนไข้ครอบจมูก แล้วเครื่องจะปรับแรงดันให้สูงพอ ที่จะเป่าอากาศให้ไหลผ่านรูจมูก โดยที่ทางเดินหายใจไม่ตีบแคบลงขณะหลับ แรงดันดังกล่าวจะคงที่ต่อเนื่อง 

อุปกรณ์ CPAP นี้มีหลายยี่ห้อ โดยที่จะมีการปรับปรุงให้เหมาะสมในผู้ป่วยแต่ละราย ป้องกันการระคายเคืองต่อจมูก หรือใบหน้า หรือทำให้ท้องอืด แสบตาหรือปวดศีรษะ บางยี่ห้อปรับเปลี่ยนแรงดันให้เป็นไปตามรูปแบบของการหายใจของคนไข้ได้ 

อุปกรณ์ทางทันตกรรม ที่จะจัดทำขึ้นเพื่อปรับตำแหน่งของกรามล่างและลิ้น ช่วยผู้ป่วย Sleep Apnea ขนาดเบาหรือแม้คนที่กรนเฉยๆ ได้ 

การผ่าตัด 

ผู้ป่วยที่นอนกรนหรือ Sleep Apnea บางรายต้องรักษาด้วยการผ่าตัดจึงจะหาย โดยมีวิธีการผ่าตัดให้เลือกได้หลายวิธี 

ที่สหรัฐอเมริกา มีองค์กรพิเศษที่ช่วยวิจัย ฝึกอบรมและให้ความรู้ในการผิดปกติของการนอนหลับ มีชื่อย่อว่า NCSDR (National Center on Sleep Disorders Research) ซึ่งท่านผู้อ่านสามารถติดต่อขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โทรสาร (301)408-3451

ที่มา : ELib-Online.com

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *