โรคภูมิแพ้

โรคภูมิแพ้
• คุณภาพชีวิต
ภัยใกล้ตัวที่ต้องรู้จักป้องกัน

โรคภูมิแพ้ คือโรคที่เกิดจากปฏิกิริยาภูมิไวเกินต่อสารก่อภูมิแพ้ ซึ่งในคนปกติไม่มีปฏิกิริยานี้เกิดขึ้น ผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ มีปฏิกิริยาภูมิไวเกินต่อ ฝุ่น ตัวไรฝุ่น เชื้อราในอากาศ อาหาร ขนสัตว์ เกสรดอกไม้ เป็นต้น สารที่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาภูมิไวเกินนี้เรียกว่า ‘สารก่อภูมิแพ้’ โรคภูมิแพ้ สามารถแบ่งได้ตามอวัยวะที่เกิดโรคได้เป็น 4 โรคคือ

โรคโพรงจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ หรือโรคแพ้อากาศ
โรคตาอักเสบจากภูมิแพ้
โรคหอบหืด
โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง

โรคโพรงจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ หรือโรคแพ้อากาศ

จัดเป็นโรคภูมิแพ้ ชนิดหนึ่ง ซึ่งพบได้บ่อยในทุกเพศทุกวัย มักมีอาการเป็นๆ หายๆ เรื้อรัง เป็นแรมเดือนแรมปี ผู้ป่วยมักมีประวัติโรคภูมิแพ้ในอดีต หรือในครอบครัว เช่น หืด ลมพิษ ผื่นคัน หรือเป็นหวัดจามบ่อยๆ

สาเหตุ
เกิดจาก การแพ้สิ่งต่างๆ โดยมีสาเหตุจากกรรมพันธุ์

อาการ

เป็นหวัดคัดจมูก จามบ่อย น้ำมูกมีลักษณะใสๆ มักมีอาการคันในจมูก คันคอ คันตา น้ำตาไหล หรือไอแห้งๆ (แบบระคายคอ) ร่วมด้วย อาการมักเกิดเป็นประจำตอนเช้าๆ หรือเวลาถูกอากาศเย็นหรือฝุ่นละอองหรือสารแพ้อื่นๆ บางคน พอสาย ๆก็หายได้เอง บางคนเป็นประจำตลอดทั้งปี บางคนเป็นมากในบางฤดูกาล

สิ่งที่ตรวจพบ

เยื่อจมูกบวมและซีด หรือเป็นสีม่วงอ่อนๆ ต่างจากไข้หวัด หรือไซนัสอักเสบ ซึ่งเยื่อจมูกจะมีลักษณะบวมและออกสีแดง มักพบน้ำมูกลักษณะใสๆ (ถ้าน้ำมูกมีสีเหลืองหรือเขียว แสดงว่ามีการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำเติม) บางคนอาจพบเยื่อตาขาวออกแดงเล็กน้อย

การรักษา

แนะนำให้ผู้ป่วยสังเกตว่าแพ้อะไร แล้วพยายามหลีกเลี่ยงจากสิ่งที่แพ้ ก็อาจช่วยให้อาการดี ถ้ามีอาการควรให้กินยาแก้แพ้ เมื่ออาการดีขึ้นก็ให้หยุดยา แต่ถ้ากำเริบใหม่ ก็ให้กินใหม่ บางคนที่เป็นอยู่ประจำทุกวัน ก็อาจต้องคอยกินยาไปเรื่อยๆ ถ้ากินยาแล้วยังไม่ได้ผล หรือเป็นเรื้อรังนาน ๆควรแนะนำไปโรงพยาบาล ในบางรายอาจต้องทำการทดสอบผิวหนัง (Skin test) ว่าแพ้สารอะไร แล้วให้การรักษาโดยทำ desensitization กล่าวคือ ฉีดสารที่แพ้ เข้าร่างกายทีละน้อยๆเป็นประจำทุก 1 – 2 สัปดาห์ นานเป็นปี ๆ

ข้อแนะนำ

ถ้าจำเป็นต้องใช้ยาพ่นจมูก ควรให้แพทย์เป็นผู้พิจารณา เพราะยาบางชนิดที่ใช้บ่อยเกินไป ก็อาจทำให้เยื่อจมูกอักเสบมากยิ่งขึ้นได้ ที่สำคัญแนะนำให้ออกกำลังกายเป็นประจำ เช่น วิ่งเหยาะ ขี่จักรยาน ว่ายน้ำ อาจช่วยให้โรคภูมิแพ้ทุเลาหรือหายขาดได้ นอกจากนี้ การผ่อนคลายความเครียด (เช่น ฝึกสมาธิ) ก็อาจมีส่วนช่วยให้โรคทุเลาได้

โรคตาอักเสบจากภูมิแพ้

เป็นการอักเสบของเยื่อตาขาว และใต้เปลือก ตาบนและล่าง มีอาการคันตามาก ตาแดง น้ำตาไหล แสบตา มีขี้ตา ตาบวม โดยเฉพาะเมื่อสัมผัสกับสิ่งที่แพ้ เกิดได้หลายสาเหตุ เช่น ติดเชื้อจากมือ กระดาษ ผ้าที่ไม่สะอาด ใช้มือขยี้ตา ฝุ่นละออง เกสรหญ้าดอกไม้ และคนที่ใช้คอนแทคเลนส์ เป็นต้น คนที่มีอาการตาอักเสบจะมีอาการตาแดง เคืองตา น้ำตาไหล หากมีอาการดังกล่าว คนที่ใช้คอนแทคเลนส์ควรถอดออกทันที ไม่ควรใช้ผ้าเช็ดหน้า ผ้าขนหนูร่วมกับผู้อื่น ควรล้างมือให้สะอาด ช่วงเกิดโรคตาแดงระบาด ไม่ควรลงเล่นสระน้ำ

โรคหอบหืด

เป็นโรคที่เกิดจากการอักเสบของหลอดลม และมีการหดเกร็งของกล้ามเนื้อบุหลอดลม เมื่อถูกกระตุ้นด้วยสารที่ตนแพ้ (ภูมิแพ้) หรือสารทีเป็นพิษต่อหลอดลม ทำให้มีการตีบของหลอดลมทั่วไปในปอด ผู้ป่วยจะมีอาการไอ มีการหายใจลำบาก หายใจมีเสียงหืด โรคนี้เกิดจากหลอดลมของผู้ป่วยมีความไวกว่าปกติต่อการรับสนองตอบสารที่ตนแพ้ หรือเป็นสารที่เป็นพิษที่เราหายใจเข้าไป หรือรับประทานเข้าไป

ผลของการเกิดโรค และอาการที่เกิดขึ้น

อาการของโรคเกิดจากการตีบตันของหลอดลม เนื่องจากการบวม และการหดเกร็งของกล้ามเนื้อบุหลอดลม การกำเริบของอาการเป็นผลมาจากกล้ามเนื้อบุหลอดลมหดตัวทันที ทำให้การตีบตันของหลอดลมรุนแรงขึ้น ซึ่งทำให้ผู้ป่วยมีอาการไอ และมีเสมหะออกมา และเหนื่อยหอบ ผลของการอักเสบทำให้มีอาการบวมของเยื่อบุหลอดลม และมีเสมหะออกมาเพิ่มขึ้น เสมหะจะเหนียว ไอออกมายาก และยิ่งเสมหะไอออกมาไม่ได้ ยิ่งทำให้ไปอุดตันหลอดลม ทำให้โรคมีอาการรุนแรงเพิ่มขึ้นไปอีก ในกรณีผู้ที่เป็นนานๆจะมีการหนาของเยื่อบุหลอดลม และกล้ามนเอบุหลอดลมนานขึ้น ยิ่งทำให้หลอดลมมีขนาดเล็กลง การหดเกร็งของหลอดลม จะทำให้หลอดลมที่ตีบอยู่แล้วตีบมากขึ้นไปอีก ผู้ป่วยจะหายใจลำบาก เหนื่อย หอบมากขึ้น บางรายมีการขาดออกซิเจนในเลือด หรือในกรณีผู้ที่เป็นมีอาการรุนแรง ผู้ป่วยจะหายใจไม่พอเกิดภาวะการหายใจล้มเหลว ซึ่งหากการรักษาไม่ถูกวิธีอาจถึงแก่กรรมได้

การเป็นโรคหอบหืดนานๆ หลอดลมจะมีการเปลี่ยนแปลง ผนังหลอดลมหนาขึ้น มีผังพืดไปเกาะ และจะไม่คลายตัว แม้จะได้รับการรักษาอย่างดี ก็จะไม่กลับมาเป็นหลอดลมที่ปกติ ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการเหนื่อยง่ายขณะออกกำลังกาย

การป้องกันโรคหอบหืดมีสาเหตุสำคัญ คือ การแพ้ไรฝุ่น แมลงสาบ เกสรหญ้า เชื้อรา การที่ได้รับสารก่อภูมิแพ้เหล้านี้เป็นระยะเวลานานๆจะทำให้มีโอกาสเป็นหอบหืดได้ ดังนั้น การหลีกเลี่ยงจากสิ่งเหล่านี้โดยที่ยังไม่มีอาการทางโรคหอบหืดก็น่าจะช่วยให้มีโอการเป็นโรคหอบหืดน้อยลง

โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง

เป็นโรคผิวหนังอักเสบเรื้อรังชนิดหนึ่ง ซึ่งพบบ่อยในเด็กโดยที่ไม่ใช่โรคติดต่อ ไม่ใช้เชื้อรา หรือ ความสรกปรก มักจะเป็นๆหาย สาเหตุเกิดมาจากภายในร่างกายของเราเอง โดยมีภูมิไวมากเกินไปตอบสนองต่อสิ่งต่างๆ และสภาพแวดล้อมรอบตัว อาการของโรคจะเป็นๆ หาย มีทั้งช่วงที่โรค เห่อ ซึ่งจะมีผื่นผิวหนังและอาการคันมาก หรือช่วงที่โรคสงบ สลับกัน

ผู้ป่วยอาจจะมีอาการภูมิแพ้อื่นๆร่วมด้วยเช่น หอบหืด, แพ้อากาศ เยื่อบุจมูกอักเสบ, เยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้เป็นต้น โดยทั่วไปผู้ป่วยอาจจะมีประวัติภูมิผิวหนัง หรือภูมิแพ้ในระบบต่างๆดังกล่าวในครอบครัว ร่วมด้วย หรืออาจจะไม่มีประวัติใครในครอบครัวเป็นโรคนี้ก็ได้

อาการของโรค

ลักษณะที่สำคัญคือมีผื่นผิวหนังซึ่งเป็นลักษณะของ “ผิวหนังอักเสบ” ผิวหนังโดยทั่วไปจะค่อนข้างแห้งหรือ แห้งมาก และมีอาการคันเป็นอย่างมากคันเรื้อรัง ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของโรคนี้ โดยอาการคันก่อให้เกิดความรำคาญอย่างมาก บางรายอาจรบกวนการนอนหลับ

ถ้าผิวหนังอักเสบในลักษณะแบบเฉียบพลันจะมีรอยโรคเห่อแดงคัน อาจมีตุ่มน้ำใสๆเล็กๆมีน้ำเหลืองเยิ้มซึมและอาจจะมีการติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนังร่วมด้วยได้, ผู้ป่วยบางรายอาจจะมีผื่นในระยะรองเฉียบพลัน ซึ่งมีขุยแห้งหรือสะเก็ด หรือ เกิดมีผื่นแบบเรื้อรังซึ่งเป็นปื้นนูนหนา คันและมีขุย ร่วมด้วยการหนาตัวของผิวหนังเกิดจากการถูไถ หรือเกา

ตำแหน่งของโรคจะแตกต่างตามวัย โดยส่วนมากแล้วหากผู้ป่วยเด็กที่เป็นโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง มักมีอาการก่อนอายุ 5 ปี แต่ช่วงอายุที่พบรอยโรคอาจจะแตกต่างกันตามอายุ กล่าวคือ

วัยทารก จะพบผื่นแดงบริเวณแก้ม ด้านนอกของแขนขา ข้อมือและข้อเท้า

วัยเด็กโต และผู้ใหญ่ ผื่นจะพบบริเวณข้อพับต่างๆ เช่น ข้อพับแขนและขาทั้งสองข้าง ที่คอ บางครั้งเกาจนเป็นปื้นมีขุยดำ หรือแห้งหนา บางครั้งถ้าเป็นมากผื่นอาจลามขึ้นได้ทั่วร่างกาย

การดำเนินโรคจะเป็นๆหาย โดยอาจมีช่วงที่ผื่นเห่อกำเริบมาก, ผื่นแดงคันยิบๆ หรือ มีแค่ผิวหนังแห้งตึง

สาเหตุของการเกิดโรค

โรคนี้สาเหตุยังไม่ชัดเจน แต่พบว่ามีปัจจัยทางพันธุกรรม ดังที่จะสังเกตว่า บิดา หรือ มารดา หรือทั้งคู่อาจมีประวัติโรคภูมิแพ้ ทั้งที่มีอาการออกทาผิวหนัง หรือระบบอื่นๆเช่นจมูกคือแพ้อากาศ หรือ ตาคือเยื่อบุตาอักเสบ หรือ หอบหืดร่วมด้วย ถ้าทั้งบิดาและมารดาทั้งคู่มีประวัติเป็นโรคภูมิแพ้ โอกาสที่ลูกจะเกิดผื่นผิวหนังภูมิแพ้ จะมากกว่าที่บิดาหรือมารดาคนใดคนหนึ่งที่เป็นโรค

ปัจจัยที่ทำให้โรคกำเริบ

ในผู้ป่วยทุกราย สาเหตุที่ทำให้โรคกำเริบขึ้นอาจจะไม่เหมือนกันทั้งหมด แต่สิ่งสำคัญมากในผู้ป่วยเกือบทุกราย ที่ทำให้ผื่นเห่อขึ้นได้มากๆ จนบางครั้งลามออกไปทั่วๆตัวก็คือ “การเกา” ดังที่ได้กล่าวแล้วว่าโรคนี้เป็นโรคซึ่งมีอาการคันเด่น การเกาจึงจะทำให้โรคลามและเห่อมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
นอกจากนั้นสิ่ง “กระตุ้น” ที่ทำให้โรคเห่อขึ้นได้คือ

โรคติดเชื้อ เช่นเชื้อแบคทีเรีย โดยเฉพาะถ้ามีการติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนัง พบบ่อยๆจากเล็บซึ่งแกะเกาและนำเชื้อโรคไปที่ผิวหนัง

สารระคายเคือง สารทำความสะอาด หรือ ชะล้าง เช่นสบู่, ผงซักฟอก, น้ำยาปรับผ้านุ่ม ฯลฯ ผู้ป่วยบางรายใช้ อัลกอฮอล์, น้ำยาฆ่าเชื้อโรค น้ำยาล้างแผล ยาหม่อง ทิงเจอร์ ฯลฯ ไปทาหรือถู เพราะคิดว่าเป็นความสรกปรกหรือเชื้อโรค แต่สุดท้ายเนื่องจากสารเหล่านี้ระคายเคือง กลับทำให้ผื่นเห่อ และลามมากขึ้น

อากาศที่ร้อน น้ำร้อน การอาบน้ำร้อน หรือ หนาวเกินไป สังเกตว่าในหน้าหนาวซึ่งมีอากาศเย็นแต่มีความแห้งของอากาศ โรคก็เห่อได้ ในบางรายอากาศร้อนอบอ้าวในหน้าร้อน หรือ การอาบน้ำร้อนจัดๆก็ทำให้ผื่นเห่อ เช่นกัน

บางรายพบว่ารับประทานอาหารบางชนิดเช่น นม ไข่ ถั่ว อาหารทะเล อาหารทอด ทำให้ผื่นเห่อได้ แต่ทั้งนี้ไม่ได้เป็นทุกราย และเป็นการเกิดขึ้นเฉพาะตน ในเด็กทารก ควรส่งเสริมให้ดื่มนมมารดามากว่านมวัว

การแพ้สารต่างๆในอากาศ เช่น ไรฝุ่น ซึ่งเป็นสารก่อภูมิแพ้ที่พบบ่อยมากๆ

การเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ เช่น วิตกกังวล ความเครียด

การป้องกัน

การ “หลีกเลี่ยง” ปัจจัยซึ่ง “กระตุ้น” ทำให้ผื่นเห่อขึ้น ดังได้กล่าวแล้ว เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ในส่วนของอาหาร หากทราบว่าอาหารชนิดใด (ซึ่งไม่จำเป็นต้องเหมือนกันในแต่ละคน) เป็นเหตุทำให้โรคกำเริบก็ควรหลีกเลี่ยง

1. ควรเลือกใช้ผ้าเนื้อโปร่งเช่นผ้าฝ้าย ไม่ควรใช้ผ้าขนสัตว์ หรือ หนานุ่ม เนื้อหยาบ การซักล้างผ้าและควรซักล้างผงซักฟอก หรือ น้ำยาปรับผ้านุ่มออกก่อน

2.พยายามหลีกเลี่ยงอากาศ ร้อนจัด หนาวจัดเกินไป โดยเฉพาะนอนในห้องปรับอากาศซึ่งอุณภูมิเย็นจัด ความชื้นสัมพัทธ์ต่ำ หรือ อาบน้ำร้อนน้ำอุ่นที่อุณหภูมิสูง เพราะผิวที่แห้งอยู่แล้วจะยิ่งแห้งมากขึ้นอีก หรือการอยู่ในที่ร้อนอบอ้าว, การออกกำลังกายที่มีเหงื่อออกมากๆ

3.การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิว ควรเลือกผลิตภัณฑ์ซึ่งไม่ระคาย ปราศจากน้ำหอม และอย่าฟอกสบู่บ่อยๆ ทำความสะอาดบ่อยๆ หรืออาบน้ำบ่อยๆ จนเกินไป สบู่ที่เคลือบผิวบางประเภทเมื่อล้างออกจะลื่นๆผิว ไม่ควรพยายามขัดหรือล้างให้ออกจนหมด

4. หลีกเลี่ยงการใช้ แอลกอฮอล์, ยาฆ่าเชื้อโรค, ยาแดง, ทิงเจอร์, ยาหม่อง, ด่างทับทิม ฯลฯ ใส่บริเวณผื่นหรือแผล โดยคิดว่าผื่นนั้นเป็นสิ่งสรกปรกหรือเชื้อโรค เพราะแทนที่จะดีขึ้นกลับทำให้มีการระคายเคืองมาก ทำให้ผื่นกำเริบหรือเห่อขึ้นได้
5. การป้องกันความแห้งของผิว ใช้สารเคลือบผิว อาจเป็นโลชั่นชนิดที่ไม่ก่อให้เกิดผิวแพ้และปราศจากน้ำหอม, น้ำมันเคลือบผิว (ใช้ในเฉพาะกรณีผิวแห้งมาก) ควรทาโลชั่น ครีมบำรุงผิวชนิดไม่ก่อผิวแพ้ หรือ สารเคลือบผิวต่างๆ ภายในระยะเวลา 3- 5 นาทีหลังซับผิวหรือเช็ดตัวให้แห้ง โดยห้ามเช็ด ขัดหรือถูตัวแรงๆ

เรียบเรียง : วีรญาน์ จันทร์นวล Team Content www.thaihealth.or.th
ที่มา : โรงพยาบาลวิภาวดี

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *