สุขภาพ : โรคคอมพิวเตอร์ กันไว้ดีกว่าแก้

สุขภาพ : โรคคอมพิวเตอร์ กันไว้ดีกว่าแก้

ถ้าถามว่านอกเหนือจากปัจจัย 4 มนุษย์ยังต้องการอะไรเพิ่มเติมอีก ขอตอบเลยว่า คอมพิวเตอร์ วันนี้ขอฉีกแนวไปพูดถึงอันตรายของเจ้าสมองกลที่มีบทบาทในสังคมมนุษย์มากขึ้นเรื่อยๆ เด็กสามสี่ขวบก็จับเม้าส์เขย่าคีย์บอร์ดกันเป็นพัลวัน ยิ่งในการเรียนการสอน วิชาคอมพิวเตอร์ก็ถูกนำเข้ามาบรรจุในตารางสอนแทบทุกโรงเรียน

ส่วนในเรื่องธุรกิจ เอกสาร ชีวิตรัก การติดต่อสื่อสาร ฯลฯ ก็ต้องพึ่งพาเจ้าคอมพิวเตอร์กันไปทั้งโลก ถือว่าคอมพิวเตอร์เป็นปัจจัย 5 ที่ช่วยให้ชีวิตของเราๆ สบายขึ้น แต่รู้กันหรือไม่ว่าถ้าเราไปคลุกคลีอยู่กับมันมากๆ สุขภาพและร่างกายของเราอาจจะทรุดโทรมลงได้ หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า “โรคคอมพิวเตอร์” นั่นเอง

สำหรับผู้ที่ใช้ชีวิตอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์วันละนานๆ มีสภาวะเสี่ยงกับโรคอะไรบ้าง ลองมาดูกันดีกว่า

1. ความผิดปกติจากอุบัติภัยสะสม (Cumulative Trauma Disorders) เป็นโรคที่ไม่ได้เกิดขึ้นแล้วรุนแรง แต่จะค่อยเป็นค่อยไป มีทั้งปวดคอ ปวดไหล่ ข้อมือและหลัง เนื่องจากนั่งอยู่หน้าจอเป็นเวลานาน นอกจากนั้นอาจจะมีอาการร่วมขึ้นมา เช่น อาการชาที่มือ ความผิดปกติเกิดได้ 3 ขั้น คือ เป็นแล้วหายเมื่อพักสักระยะหนึ่ง ระยะที่สอง เป็นยาวไปจนถึงตอนกลางคืน แต่พอได้พักก็หาย ส่วนระยะที่สาม เป็นตลอดเวลาถึงได้พักก็ไม่หาย

รักษาอย่างไร? ก่อนอื่นต้องพยายามปรับพฤติกรรมในการทำงานตัวเอง อาจจะหยุดพักบ้าง เดินออกไปจากหน้าจอคอมพิวเตอร์สัก 5 – 10 นาที แต่ถ้าอาการเริ่มหนักขึ้น ควรไปปรึกษาแพทย์และเล่าประวัติให้ฟังอย่างละเอียด เพื่อที่แพทย์จะรักษาในจุดที่มีปัญหาได้ถูกต้อง

2. โรคที่เกิดจากการทำงานซ้ำซาก ส่วนใหญ่จะพบในผู้ที่ทำงานกับคอมพิวเตอร์ตลอดทั้งวัน มักจะมีอาการชาข้อมือ หรือที่เรียกว่า กลุ่มอาการอุโมงค์ข้อมือ (Carpal Tunnel Syndrome) เกิดจากการใช้งานซ้ำๆ ที่บริเวณข้อมือทำให้เอ็นรอบๆข้อมือหนาตัวขึ้นแล้วไปกดเส้นประสาทที่วิ่งผ่าน ทำให้เกิดอาการชาและเจ็บได้

รักษาอย่างไร? ทำกายภาพบำบัดโดยการใช้ความร้อนทำให้บริเวณที่จับหนาตัวขึ้นนิ่มลงและยืดมันออก ซึ่งจะส่งผลให้อุโมงค์เส้นประสาทลอดผ่านขยายตัวได้ แต่ถ้าเป็นมากๆ ถึงขั้นชาจนกล้ามเนื้ออ่อนแรง ควรรักษาด้วยการผ่าตัดอาการอุโมงค์ข้อมือ

3. โรคทนรอไม่ได้ อาการนี้ส่วนใหญ่จะเกิดจากผู้ที่เล่นอินเตอร์เน็ตในหลายๆ ครั้งที่เว็บไซต์ที่เปิดโหลดช้า หรือการดาวน์โหลดต้องใช้เวลานาน อาจจะทำให้ผู้ใช้หงุดหงิด ใจร้อน กระวนกระวาย ถ้าเป็นบ่อยๆ หรืออาการหนักๆ อาจจะเป็นโรคประสาทได้

รักษาอย่างไร? ต้องพยายามควบคุมอารมณ์ของตัวเอง อาจจะหากิจกรรมอย่างอื่นทำไประหว่างดาวน์โหลด เช่น อ่านบทความเพื่อสุขภาพหรือเล่นเกมฝึกสมองไปด้วย เพราะถ้าอารมณ์เสียง่ายอาจจะทำให้งานไม่เดิน แถมเพื่อนร่วมงานอาจจะเบือนหน้าหนีด้วยก็ได้

4. โรคภูมิแพ้สารทริเพนิล ฟอสเฟต (Triphenyl Phosphate) หรือสารเคมีที่ออกมาจากจอคอมพิวเตอร์ เมื่อจอคอมพิวเตอร์ร้อนขึ้น มักใช้กันอย่างแพร่หลายทั้งในจอวิดีโอและคอมพิวเตอร์ สามารถก่อให้เกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้ เช่น คันจมูก คัดจมูก และปวดหัว ถ้าที่ทำงานของคุณผู้อ่านค่อนข้างจะแคบ โอกาสที่จะเกิดโรคภูมิแพ้ยิ่งมีมากขึ้น

รักษาอย่างไร? โรคนี้คงเลี่ยงยากหน่อยสำหรับผู้ที่อยู่ในบ้านหรือออฟฟิศที่มีพื้นที่จำกัด อาจจะเปิดพัดลมเป่าจอคอมพิวเตอร์ไปด้วยในระหว่างที่ใช้ จัดห้องให้อากาศถ่ายเทสะดวกที่สุดก็น่าพอหลีกเลี่ยงได้บ้าง หรือหาต้นกระบองเพชรต้นเล็กมาวางไว้ใกล้ๆ เพราะต้นกระบองเพชรจะช่วยดูดรังสีได้

5. อาการท้องร่วงเพราะคีย์บอร์ด (Qwerty Tummy) ชื่อภาษาอังกฤษ Qwerty ของอาการนี้ เอามาจากตัวอักษรชุดแรกบนแป้นคีย์บอร์ดนั่นเอง สาเหตุที่คีย์บอร์ดทำให้เกิดอาการจู๊ดๆ คือ แป้นคีย์บอร์ดมักจะมีแบคทีเรียสะสมอยู่ แล้วหลายๆ คนมักจะรับประทานอาหารหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่มีคีย์บอร์ดตั้งอยู่ แบคทีเรียเหล่านั้นอาจจะปะปนในอาหารได้

รักษาอย่างไร? ทำความสะอาดคีย์บอร์ดด้วยผ้าเนื้อนุ่มชุบน้ำหมาดๆ มาเช็ด ทำความสะอาดบ่อยเท่าไรก็เสี่ยงต่ออาการท้องร่วงน้อยลงไปเท่านั้น แต่ก่อนจะเช็ดคีย์บอร์ด อย่าลืมถอดปลั๊กคอมพิวเตอร์ก่อนล่ะ เพราะอาจจะเปลี่ยนจากอาการจู๊ดๆ เป็นโดนไฟดูดได้

6. ปัญหาเกี่ยวกับสายตา การใช้คอมพิวเตอร์นานเกิน 6 ชั่วโมงต่อวัน จะทำให้ตาขาดน้ำหล่อเลี้ยงเกิดอาการระคายเคืองได้ และอาการที่ตามมาคือ ตาพร่าและมองไม่เห็นชั่วคราว นอกจากนี้ยังอาจมีอาการไมเกรนพ่วงมาด้วย เพราะเมื่อตาเกิดความเครียด กล้ามเนื้อตาจะบีบรัดเลนส์ตาจนเมื่อยล้า

รักษาอย่างไร? ถ้าต้องใช้สายตาอยู่กับหน้าจอนานๆ ควรพักสายตาทุกๆ 10 นาที ด้วยการเปลี่ยนไปมองวัตถุที่อยู่ไกลออกไปสัก 20 ฟุต มองสัก 2 – 3 นาที แล้วค่อยทำงานต่อ

รวมทั้งยังมีคำแนะนำในการจัดสัดส่วนงานคอมพิวเตอร์ที่ถูกต้องมาฝากกันด้วย คือ ปรับระดับจอคอมพิวเตอร์ให้ต่ำกว่าระดับสายตาในแนวระนาบประมาณ 20 องศา ระยะในการมอง ควรอยู่ระหว่าง 50 – 70 ซม. เก้าอี้ปรับระดับได้ และ/หรือโต๊ะปรับระดับความสูงได้ นั่งหลังตรง หลังพิงพนักพิง และสำหรับผู้ที่อยากจะคลายความเหนื่อยล้าให้ตัวเอง ลองทำตามนี้

“นั่งลงในท่าสบายๆ หายใจเข้าออกช้า ถูฝ่ามือทั้งสองให้พออุ่น นำฝ่ามือประคบบนดวงตา โดยหลับตาลง อย่าให้ฝ่ามือแนบชิดกับดวงตามากเกินไป นั่งนิ่งๆ ในท่าดังกล่าว ประมาณ 1 นาที ค่อยๆ เอามือออกช้าๆ จะช่วยให้รู้สึกสบายตาขึ้น”

ขอแถมอีกหน่อย ขอบอกว่าการกินผักผลไม้ช่วยรักษาอาการจากโรคคอมพ์ได้เช่นกัน ถ้าปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนล้า เกร็ง ตึง : ควรรับประทานบร็อคโคลีหรือปลาที่กินทั้งกระดูก เนื่องจากมีแคลเซียมที่มีความจำเป็นในการเชื่อมต่อระหว่างเซลล์ทำให้อาการเกร็งผ่อนคลายลง หรืออาจจะเลือกทานผักโขม, ถั่วเปลือกแข็ง, เมล็ดทานตะวัน, จมูกข้าวสาลีก็สามารถผ่อนคลายกล้ามเนื้อได้เช่นกัน

ถ้าตาอ่อนล้า ตาพล่ามัว ควรทานผักคะน้า, ผักปวยเล้ง, พริก, มันเทศ, ผักหวานบ้าน, ตำลึง เพราะมีลูเทอินและซีแซนทิน ช่วยลดความเสี่ยงต่ออาการจอตาเสื่อม นอกจากนี้แครอทและฟักทองก็ช่วยได้ เพราะมีเบต้าแคโลทีนที่ช่วยป้องกันตาเสื่อม

สุดท้ายแล้ว สิ่งที่จะช่วยให้ห่างไกลจากโรคคอมพ์ได้ดีที่สุดคือ การทำงานหรือสนุกกับคอมพิวเตอร์ในระยะเวลาที่พอเหมาะ ดื่มน้ำสะอาดเยอะๆ และหาเวลาออกกำลังกายกันบ้างก็จะดี

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *