โรคกระดูกพรุน…ภัยเงียบที่ป้องกันได้

โรคกระดูกพรุน…ภัยเงียบที่ป้องกันได้
• คุณภาพชีวิต
สไตล์สบายเรื่องหมอๆ

โรคกระดูกพรุนเป็นภาวะที่มวลกระดูกหรือความหนาแน่นของเนื้อกระดูกลดลง ร่วมกับมีความเสื่อมของโครงสร้างภายในของกระดูกทำให้ความแข็งแรงของกระดูกลดลง และทำให้กระดูกหักได้ง่าย โครงสร้างภายในของกระดูกจะประกอบด้วยแท่งและแผ่นกระดูกชิ้นเล็กๆ เชื่อมต่อกัน ทำให้มีลักษณะเหมือนรวงผึ้ง มีบทบาทสำคัญต่อความแข็งแรงของกระดูก เหมือนกับการก่อสร้างในปัจจุบัน ที่ใช้วิธีเสริมความแข็งแรงของคอนกรีต โดยการผูกเหล็กเป็นโครงอยู่ภายใน ทำให้สามารถรับน้ำหนักได้มาก

กระดูกเป็นเนื้อเยื่อที่มีชีวิต ทำให้มีการสลายกระดูกเก่าและสร้างกระดูกใหม่ตลอดชีวิต เรียกขบวนการนี้ว่า “การปรับแต่งกระดูก” กระดูกประกอบด้วยเซลที่สำคัญ 2 ชนิด คือ เซลสร้างกระดูกและเซลสลายกระดูก ในสภาวะปกติ เซลสร้างกระดูก = เซลสลายกระดูก ส่วนในภาวะกระดูกพรุน เซลสลายกระดูกจะมีมากกว่าเซลสร้างกระดูก ทำให้เกิดภาวะโรคกระดูกพรุน

หากเป็นโรคกระดูกพรุนที่กระดูกสันหลังนั้น ก็จะทำให้กระดูกสันหลังหักได้ ในบางคนหากกระดูกสันหลังหักหลายแห่ง จะส่งผลให้ส่วนสูงลดลง ในบางคนหลังค่อม ช่องทรวงอกยุบตัวลงทำให้มีอาการเหนื่อยง่าย เนื่องจากปอดขยายตัวได้ไม่เต็มที่เหมือนปกติ ทำให้ความดันในช่องท้องสูงขึ้น หน้าท้องขยายตัวขึ้น ผู้ป่วยมักมีอาการแน่นท้อง อิ่มง่ายและมีอาการท้องผูก ทำให้เสียบุคลิกภาพ ขาดความมั่นใจ บางคนถึงกับแยกตัวออกจากสังคม ซึ่งนั่นเกิดจากการมีผลกระทบทางจิตใจนั่นเอง

หากเป็นโรคกระดูกพรุนแล้วไม่ยอมผ่าตัดรักษา จะมีโรคแทรกซ้อนที่สำคัญภายหลังการมีกระดูกสะโพกหัก คือ อาการปวด พิการ อายุขัยสั้นลงเนื่องจากโรคแทรกซ้อนต่างๆ ที่เกิดจากการนอนอยู่กับเตียงเป็นเวลานาน เช่น โรคติดเชื้อที่ระบบทางเดินหายใจ โรคติดเชื้อที่ระบบทางเดินปัสสาวะ แผลกดทับ เป็นต้น

การตรวจวินิจฉัยโรคกระดูกพรุนนั้น แพทย์จะตรวจโดยภาพถ่ายรังสีธรรมดา (x-ray) ซึ่งก็ไม่สามารถวินิจฉัยโรคกระดูกพรุนในระยะที่ยังไม่มีกระดูกหักได้ เห็นเมื่อความหนาแน่นกระดูกลดลงมากกว่า 50% มีประโยชน์ในการวินิจฉัยกระดูกหักโดยเฉพาะ บริเวณกระดูกสันหลัง หรือจะตรวจโดยวิธีคลื่นเสียงความถี่สูง (Ultrasound) เป็นวิธีที่สะดวก ราคาถูก มีความแม่นยำน้อย ใช้ตรวจเบื้องต้น ตรวจที่ส้นเท้าและข้อมือ และตรวจด้วยเครื่อง x-ray ความหนาแน่นของกระดูก

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคกระดูกพรุนได้แก่

1. กรรมพันธุ์ โดยในครอบครัวอาจจะมีประวัติเป็นโรคกระดูก สะโพกหักจากอุบัติเหตุเพียงเล็กน้อย มีรูปร่างเล็กผอมบาง มีผิวขาวมากกว่าผิวดำ และส่วนมากเป็นหญิงมากกว่าชาย

2. อายุมากขึ้น ทั้งชายและหญิงการดูดซึมของแคลเซี่ยมลดลง ฮอร์โมนพาราไทรอยด์สูงขึ้น

3. อาหารที่ได้รับไม่มีแคลเซียมหรือมีน้อย รับประทานอาหารประเภทเนื้อสัตว์มากเกินไป รับประทานอาหารที่มีรสเค็มมาก ดื่มกาแฟมากกว่าวันละ 2 ถ้วยเป็นประจำ

4. การดำเนินชีวิต ไม่ชอบออกกำลังกาย เข้าเฝือกหรือนอนเจ็บป่วยนานๆ อยู่ในสภาพที่ขาดวิตามิน สูบบุหรี่จัดเป็นประจำ ดื่มสุราเป็นประจำ

5. การขาดฮอร์โมนเพศ ผู้หญิงที่หมดประจำเดือน ผู้หญิงที่ตัดรังไข่ออก และผู้ชายสูงอายุ

6. โรคต่างๆ อาทิ ต่อมพาราไทรอยด์ทำงานมากเกินไป โรคเบาหวาน โรคตับ โรคไต

7. การใช้ยาบางชนิดเป็นเวลานาน เช่น ยาสเตียรอยด์ ยากันชัก ยาฮอร์โมนธัยรอยด์ ยาเฮพพาริน ยาขับปัสสาวะบางตัว ยาเคมีรักษาโรคมะเร็ง เป็นต้น

การป้องกันและรักษาโรคกระดูกพรุน ทำได้โดย รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ รับประทานอาหารที่มีธาตุ แคลเซี่ยมสูง ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคกระดูกพรุน ถ้ามีปัจจัยเสี่ยงมากควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อป้องกันไม่ให้กระดูกหักเสียก่อน รับประทานยายับยั้งการสลายกระดูกในกรณีที่แพทย์เห็นสมควร
แหล่งแคลเซี่ยมจากอาหาร ที่พบได้บ่อย ง่าย ใกล้ตัว ได้แก่ เนื้อสัตว์ประเภทปลาเล็กปลาน้อย กุ้งแห้ง ปลาซาดีน ในพืช เช่น ผักคะน้า เต้าหู้แข็ง ถั่วแดง ถั่วเหลือง ฯลฯ ในนมและผลิตภัณฑ์จากนม หรือแม้แต่ในเครื่องปรุงประเภทกะปิ พริกแห้ง เป็นต้น

วิธีการทำให้มีเนื้อกระดูกหนาแน่นที่สุด จะแบ่งออกเป็นช่วงอายุ ดังนี้
วันเด็ก – ช่วงวัยรุ่น ให้ดื่มนมเป็นประจำทุกวัน รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ออกกำลังกายเป็นประจำ
วัยผู้ใหญ่ (ช่วงอายุ 20 – 40 ปี) รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เลือกรับประทานอาหารที่มีแคลเซี่ยมสูงโดยเฉพาะผู้หญิงที่อยู่ในระหว่างตั้งครรภ์และให้นมลูก ออกกำลังกายเป็นประจำ

วัยทอง (อายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป) รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ไม่ควรรับประทานเนื้อสัตว์หรืออาหารรสเค็มจัดมากเกินไป ไม่ควรดื่มกาแฟมากกว่าวันละ 2 ถ้วย ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

จะว่าไปแล้ว ไม่ว่าจะวัยใด สิ่งที่หมออยากจะเตือนก็คือ ให้หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และดื่มสุรา เพราะนอกจากจะป้องกันไม่ให้เกิดโรคกระดูกพรุนแล้ว ก็ยังช่วยให้ห่างไกลจากโรคร้ายอื่นๆ อีกด้วย

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *