โซ่อุปทานโลจิสติกส์ในอุตสาหกรรมผลิตอาหาร

โซ่อุปทานโลจิสติกส์ในอุตสาหกรรมผลิตอาหาร
Source: ธนิต โสรัตน์

กรณีศึกษาระบบโลจิสติกส์ในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับอาหารของประเทศไทย จะทำให้เห็นภาพกว้างของภาคการผลิต ทั้งภายในกิจการและองค์กรภายนอก ซึ่งจะมีการปฏิสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้องกับการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารเพื่อให้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้ายสินค้าและวัตถุดิบในโซ่อุปทานให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศที่มีอุตสาหกรรมแปรรูปการเกษตรเป็นอุตสาหกรรมหลักของประเทศ ไม่ว่าจะเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมแปรรูปผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับการประมง อุตสาหกรรมพืชผักผลไม้ ทั้งในรูปแบบบรรจุภาชนะและหรือการแช่เย็น รวมถึงการแปรรูปอื่นๆ อุตสาหกรรมเหล่านี้ล้วนนำรายได้จากการส่งออกเข้าสู่ประเทศเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมหลายประเภทที่ประเทศไทยมีการส่งออกเป็นอันดับหนึ่งหรืออันดับต้นๆ ของโลก เช่น ข้าว ผลไม้สด ปลาบรรจุกระป๋อง สับปะรดบรรจุกระป๋อง ฯลฯ จนถือได้ว่าอุตสาหกรรมอาหารของไทยมีปริมาณส่งออกมากจนจัดเป็น “ครัวของโลก”

อย่างไรก็ตาม ภาคเกษตรของไทยก็ยังมีความอ่อนแอ เกษตรกรส่วนใหญ่ยังอยู่สภาวะที่ยากจน เหตุผลสำคัญก็ต้องมาดูที่ต้นทุนโลจิสติกส์ของภาคการเกษตร ซึ่งสูงถึงร้อยละ 21-25 ของ GDP ขณะที่ต้นทุนโลจิสติกส์โดยเฉลี่ยของประเทศไทยอยู่ที่ร้อยละ 16-19 ของ GDP หากเปรียบเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้ว ต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศไทยก็ยังสูงกว่ามาก ทั้งนี้ ภาคเกษตรของไทยที่ถือเป็นประชากรกว่าร้อยละ 61 ยังอยู่ในสภาวะที่ยากจน โดยตัวเลขนี้จะมีความสัมพันธ์ไปในทางเดียวกันกับต้นทุนโลจิสติกส์และสัมพันธ์ในทางตรงข้ามกับระดับการพัฒนาโลจิสติกส์ของประเทศไทย จากการจัดอันดับของธนาคารโลก การพัฒนาโลจิสติกส์ของไทยยังอยู่ระดับโลกที่สาม (Third World Logistics Level) สัมพันธ์ไปกับการจัดลำดับขีดความสามารถใน การแข่งขัน ซึ่งไทยก็ยังอยู่ในลำดับที่ 32 ของโลก

การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ในอุตสาหกรรมอาหาร จะต้องเริ่มต้นด้วยการพัฒนาเป็นแบบบูรณาการตลอดทั้งโซ่อุปทาน โดยเริ่มต้นที่ต้นน้ำ ก็คือตัวเกษตรกร เริ่มตั้งแต่ให้มีการไหลลื่นและกระจายปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลข่าวสาร (Communication Flow) โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการวางแผนการเพาะปลูกให้สัมพันธ์กับฤดูกาลของความต้องการของผู้บริโภค (Demand Driven) เนื่องจากสินค้าอุตสาหกรรมแปรรูปของไทยตลาดส่วนใหญ่จะอยู่ที่ต่างประเทศ จึงจะต้องเข้าใจถึงช่วงเวลาที่สินค้าควรจะส่งมอบ การที่ผลผลิตการเกษตรออกมาพร้อมกันหรือออกในตลาดในช่วงที่ตลาดต้องการน้อย ย่อมส่งผลต่อราคา ประเด็นสำคัญก็เกิดจากภาคเกษตรกรไม่ได้ใช้ประโยชน์ของข้อมูลข่าวสาร ว่าควรจะผลิตเมื่อใดและจะส่งมอบเมื่อใด ซึ่งจะส่งผลทั้งต่อราคาขายและต่อต้นทุนในการต้องเก็บสินค้า (Warehouse Cost) และต้นทุนที่เกิดจากน้ำหนักที่สูญเสียไป หรือความเสียหายต่างๆ ที่เกิดจากการเก็บในคลังสินค้าหรือไซโล ซึ่งทั้งหมดก็ถือเป็นต้นทุนทางด้านวัตถุดิบคงคลัง ที่เรียกว่า Inventory Cot ซึ่งจัดเป็นต้นทุนประมาณร้อยละ 47 ของต้นทุนรวมโลจิสติกส์

นอกจากนี้ การนำระบบโลจิสติกส์ไปใช้ในการลดต้นทุนภาคการผลิตและกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการผลิตอาหาร (Food Processing) จะต้องให้ความสำคัญต่อกระบวนการในการส่งมอบ ไม่ว่ากระบวนการผลิตจะมีระบบเกี่ยวกับคุณภาพที่ดีประการใดก็จะไร้ประสิทธิผล หากไม่สามารถควบคุมคุณภาพของสินค้าเกษตรหรือวัตถุดิบต้นน้ำ ยิ่งการขนส่งระยะทางห่างไกลเท่าไรก็จะมีผลต่อคุณภาพของวัตถุดิบ เช่น วัตถุดิบทางการประมง หรือผักผลไม้ ซึ่งจะต้องมีระบบโลจิสติกส์ตั้งแต่การบรรจุ (Packaging) ซึ่งจะต้องมีการออกแบบให้สอดคล้องเหมาะสมกับลักษณะของสินค้าบางประเภทที่ต้องการควบคุมอุณหภูมิ (Temperature Control) โดยกล่อง ภาชนะ หรือตู้คอนเทนเนอร์ประเภท (Refrigerator) ต้องออกแบบมาเพื่อการถนอมคุณภาพของวัตถุดิบหรือออกแบบมา เพื่อไม่ให้สินค้าเสียหายในระหว่างการส่งมอบ ซึ่งตรงนี้ถือเป็นจุดบอดหรือเป็น Bottle Neck ของการจัดการโลจิสติกส์ในอุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งการพัฒนาโลจิสติกส์ในอุตสาหกรรมอาหารของไทย ปัจุบันส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับกายภาพ (Physical Movement) การพัฒนาอยู่ในระดับการขนส่ง โดยระบบโลจิสติกส์ยังเป็นการพัฒนาแบบแยกส่วน โดยภาคการขนส่งสินค้าเกษตรยังใช้ระบบการขนส่งทางถนน ซึ่งมีต้นทุนสูงกว่าการขนส่งทางรางประมาณ 3.4 เท่า ส่งผลให้ต้นทุนการขนส่งสินค้าเกษตรประเภทอาหารมีต้นทุนที่สูงมาก อีกทั้งระบบการขนส่งไม่มีการบูรณาการและไร้ประสิทธิภาพ ทำให้สินค้าส่วนหนึ่งเสียหายไปกับการขนส่งทั้งในด้านคุณภาพและปริมาณ เมื่อสินค้าไปถึงปลายทางก็ได้รับการกดราคา เนื่องจากผู้รับหรือลูกค้ากลางน้ำ ก็ต้องเผื่อความเสียหาย ที่เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกษตรกรของไทยไม่สามารถขายสินค้าได้ราคา ส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังผู้ผลิตกลางน้ำ หรือปลายน้ำ (Down Stream Processing) จะมีปัญหาด้านการควบคุมคุณภาพและน้ำหนัก (Yield) ให้คงที่ โดยผักผลไม้ของไทยที่ส่งออกไปในต่างประเทศ มักอยู่ในตลาดระดับกลางหรือล่าง ไม่สามารถเข้าไปในตลาดบนเหมือนกับประเทศที่พัฒนาแล้วเห็นชัดเจนได้ว่าผลไม้ไม่ว่าจะเป็นแอปเปิ้ล เชอรี่ องุ่น ฯลฯ ที่นำเข้ามาจากประเทศสหรัฐฯ ญี่ปุ่น หรือ ออสเตรเลีย จะมีคุณภาพทั้งในด้านความสดและความสวยงาม เนื่องจากระบบโลจิสติกส์มีคุณภาพทั้งด้านบรรจุภัณฑ์ (Packaging) และระบบการขนส่ง

ทั้งนี้ สินค้าอาหารสำเร็จรูป ทั้งที่เป็นแบบบรรจุภาชนะและแช่เย็นของไทยที่ส่งออกไปประเทศตะวันตก มักมีปัญหาที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพและสารตกค้าง สินค้าหลายรายการของผู้ส่งออกบางราย เช่น กุ้งแช่แข็งไม่สามารถส่งออกได้ สำหรับกรณีของไก่สดก็เป็นปัญหาไข้หวัดนก ก็เป็นส่วนหนึ่งของการบริหารจัดการด้านโซ่อุปทานที่ไม่มีประสิทธิภาพจนส่งผลต่อการที่ไม่สามารถส่งออกได้ ดังนั้น การขาดประสิทธิภาพของการบริหารจัดการโลจิสติกส์ในภาคการผลิตในอุตสาหกรรมอาหารของไทยที่จะต้องมีการพัฒนาให้เชื่อมโยงทั้งเครือข่ายโซ่อุปทาน จะส่งผลต่อทั้งต้นทุนโลจิสติกส์ที่เกิดจากสินค้าคงคลัง (Inventory Cost) เกิดจากสินค้าเกษตรส่วนใหญ่เป็นลักษณะของฤดูกาล โดยเฉพาะหากไม่มีระบบข้อมูลข่าวสารที่เป็น Logistics Information Flow ก็จะทำให้ภาคการผลิตจะต้องนำระบบ EOQ: Economic Order Quantity ที่จำเป็นจะต้องมี Buffer Stock จำนวนมาก

นอกจากนี้ อุตสาหกรรมการผลิตอาหารที่ไม่มีระบบการจัดการโลจิสติกส์ยังส่งผลต่อต้นทุนการขนส่ง โดยเฉพาะปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพที่เกิดจากการเคลื่อนย้าย จัดเก็บ และกระจายสินค้า ทั้งหมดล้วนแต่เป็นปัญหาของการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศไทยที่ยังไม่สามารถลงไปสู่ภาคการเกษตรที่เป็นต้นน้ำซึ่งหน่วยงานของรัฐและผู้ที่เกี่ยวข้องควรจะให้ความสนใจและมีมาตรการที่ชัดเจนในการส่งเสริมและพัฒนารวมถึงการมียุทธศาสตร์ที่เป็นวาระแห่งชาติในการที่จะพัฒนาระบบโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพลงไปสู่สู่ภาคการผลิตอาหารตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ ในลักษณะที่เป็นบูรณาการที่เรียกว่า “Integration Supply Chain Management”

ธนิต โสรัตน์

ประธานกรรมการ V-SERVE GROUP

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *