โค้ชด้วยการเล่าเรื่อง

โค้ชด้วยการเล่าเรื่อง
Post Today – สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ มีโครงการพัฒนาผู้บริหารระดับกลางที่เรียกว่า นักบริหารการเปลี่ยนแปลงรุ่นใหม่ (นปร.) ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้จะฝึกฝนและเรียนรู้ด้วยระบบ Mentoring System คือการเรียนรู้โดยการประกบแบบตัวต่อตัว กับผู้บริหารทั้งภาคเอกชนและภาคราชการ
ผมช่วยโค้ช นปร. 2 รุ่น รุ่นละ 5 คน ส่วนใหญ่เป็นการโค้ชทางโทรศัพท์หรืออีเมล 1 ใน 10 คนนี้ มี นปร. คนหนึ่งที่ชื่อว่า ทอม ซึ่งจะต้องไปประกบ Mentor ซึ่งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดแห่งหนึ่งเป็นเวลา 4 เดือน
หลังจากที่ลงไปประจำจังหวัดดังกล่าวได้ 2 เดือน ทอมก็พบว่าท่านผู้ว่าฯ มีภารกิจมากจนกระทั่งไม่มีเวลาที่จะมาประกบและสอนงานเขา ดังนั้น เขาจึงเปลี่ยนแผนการฝึกงาน โดยทำเรื่องขอลงไปฝึกงานจากนายอำเภอในอำเภอแห่งหนึ่ง
หลังจากยื่นเรื่อง 2 สัปดาห์ไปยังท่านผู้ว่าฯ เขาก็ยังไม่ได้รับคำตอบจากผู้ว่าฯ ทอมจึงโทร.มาขอคำปรึกษาจากผม
“อาจารย์ครับ ผมควรจะทำอย่างไรดีครับ” เขาถามหลังจากเล่าสถานการณ์จบ
ผมไม่มีคำตอบเพราะนึกไม่ออก แต่ว่าในใจผมขณะนั้น ผมคิดจะพูดออกไปว่า
“ทอมผมไม่มีคำตอบตอนนี้ ขอเวลาผมคิดซักคืน แล้วคุณค่อยโทร.มาถามผมใหม่แล้วกันพรุ่งนี้เช้า”
โชคดีที่ผมไม่ได้พูดออกไป เพราะว่าผมบังเอิญนึกถึงเรื่องๆ หนึ่งเกี่ยวกับลิงขึ้นมาได้ ดังนั้น แทนที่ผมจะพูดไปอย่างที่ว่า ผมกลับเล่าเรื่องของลิงให้เขาฟัง
อย่างไรก็ตาม ผมถามเขาก่อนว่าผมเคยเล่าเรื่องนี้ให้เขาฟังแล้วหรือยัง “ทอม ผมเคยเล่าเรื่องของลิงให้คุณฟังแล้วหรือยังครับ”
“ยังครับอาจารย์ แต่ว่าประทานโทษเถอะครับ เรื่องของลิงมันเกี่ยวอะไรกับเรื่องที่ผมขอคำปรึกษาอยู่หรือครับ” ทอมถามกลับ ด้วยน้ำเสียงที่ผิดหวังเล็กๆ
ผมพูดต่อ “เพื่อนผมให้ผมยืมหนังสือเล่มหนึ่ง ชื่อ The One Minute Manager – Meets the monkey เขียนโดย Kenneth Blanchard, William Oncken, Jr. and Hal Burrows. เป็นหนังสือเก่าที่พิมพ์ในปี 1989 ผู้เขียนได้อุปมาอุปไมยว่า ปัญหาในงานก็เสมือนกับลิง นี่คือบางตอนจากหนังสือเล่มนี้
สมมติว่าผม (ผู้แต่งหนังสือ) กำลังเดินไปทำธุระบริเวณทางเดินในสำนักงาน ลูกน้องคนหนึ่งเดินเข้ามาทักผมว่า สวัสดีครับนาย พอมีเวลาซักนาทีไหมครับ ผมมีปัญหาเรื่องงานครับ สำหรับผมแล้วให้ความสำคัญกับลูกน้องเสมอ ผมจึงยืนฟังเขาเล่าเรื่องปัญหาตรงทางเดินนั้น ระหว่างที่เขาเล่า เรื่องราวเริ่มลงรายละเอียดมากขึ้นเรื่อยๆ ผมถูกดูดลึกลงไปในเรื่องนั้นตามลำดับ เรื่องแก้ปัญหาเป็นเรื่องที่ผมถนัดอยู่แล้ว เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว พอผมเหลือบไปมองนาฬิกา แทนที่จะเป็น 5 นาที กลับกลายเป็นครึ่งชั่วโมงผ่านไป
การสนทนาทำให้ผมสายสำหรับเรื่องที่ผมมีนัดเอาไว้ก่อน ผมพอรู้เรื่องของปัญหาในระดับที่เพียงพอที่จะดึงผมเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะตัดสินใจ ผมจึงบอกลูกน้องคนนั้นไปว่า นี่เป็นเรื่องสำคัญ แต่ผมไม่มีเวลาแล้ว ขอเวลาผมคิดหน่อย แล้วจะติดต่อกลับไปที่คุณ แล้วเราก็แยกกัน
หากเรามองเรื่องนี้แบบผู้สังเกตการณ์ มันง่ายพอที่จะมองว่าเกิดอะไรขึ้นกับเหตุการณ์นี้ ก่อนที่ลูกน้องคนนี้จะเจอผม ปัญหาหรืออุปมาอุปไมยว่าเป็นลิงนั้นเกาะขาสองขาบนหลังลูกน้องผม แต่ในระหว่างที่เราสองคนพูดคุยเรื่องปัญหากันนั้น ขาข้างหนึ่งของลิงได้โยกมาจากหลังลูกน้องมาที่หลังของผม แต่พอผมพูดว่า ขอเวลาผมคิดหน่อย แล้วจะติดต่อกลับไปที่คุณ ขาของลิงทั้งสองขาได้โยกมาที่หลังผมเรียบร้อยแล้ว ลูกน้องผมเดินตัวเบานํ้าหนักลดลงไปกว่า 15 กิโลกรัม เพราะได้โอนลิงมายังผมเรียบร้อยแล้ว
วันต่อมา ลูกน้องผมถามผมว่า นายครับ ไม่ทราบว่าเรื่องที่ฝากไว้เป็นอย่างไรบ้างครับ ตอนนี้ผมกลับกลายเป็นผู้ปฏิบัติงาน แล้วลูกน้องก็กลายเป็นผู้จัดการผู้คอยติดตามงานกับผมแทน ผมเป็นเหยื่อของตัวเอง เพราะดันแย่งเอาลิงมาจากลูกน้องเอง”
ผมหยุดเพื่อให้ทอมย่อยความคิดจากเรื่องที่เล่าให้เขาฟัง
แล้วผมก็พูดต่อ “เมื่อสักครู่ก่อนเล่าเรื่องนี้ ผมก็เกือบจะเป็นแบบผู้บริหารคนนี้ทำก็คือ บอกกับคุณไปว่า ขอผมคิดดูก่อน
แต่ว่าผมเลือกที่จะไม่ทำด้วยเหตุผล 2 ประการ
1.ผมไม่ต้องการให้ลิงก้าวจากหลังคุณมายังหลังของผม
2.ผมรู้ว่าคุณเป็นคนเก่ง และมีความสามารถมากพอจะหาทางแก้ปัญหานี้ได้
ผมรู้ว่าคุณได้พยายามมาหลายวิธีแล้วก่อนที่จะโทร.มาหาผม อย่างไรก็ตาม ผมมีคำถามที่สำคัญมากคำถามหนึ่งที่อยากถามคุณนะทอม มีวิธีอะไรอื่นๆ อีกไหมที่คุณทำได้ แต่ยังไม่ได้ทำ”
ทอมเงียบไป แล้วเขาก็ตอบออกมาแบบไม่ค่อยเต็มเสียงว่า “เอ่อ…ผมคิดว่าไม่มีนะครับ”
ผมทวนคำถามอีกครั้งหนึ่ง “ทอมคุณแน่ใจนะว่า คุณได้ลองพยายามทำทุกอย่างเท่าที่คุณจะทำได้ไปแล้ว แต่ว่ามันยังไม่เกิดผล”
ทอมสารภาพ “ผมคิดว่าผมอาจจะยังไม่ได้ทำทุกอย่างเท่าที่จะทำได้นะครับ”
ผมจึงบอกไปว่า “ไม่เป็นไรทอม ไม่ใช่เรื่องที่เสียหายอะไร ผมเข้าใจ เมื่อคำนึงถึงอายุและวุฒิภาวะในระดับของคุณ ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย คุณไม่จำเป็นต้องบอกกับผมในตอนนี้ทันทีหรอกว่า วิธีแก้ปัญหานี้ควรจะเป็นอย่างไร
เอาอย่างนี้สิ คุณลองใช้เวลาไปนั่งคิดดูซิว่า ทางแก้ปัญหานี้ควรจะเป็นอย่างไรดี แล้วพรุ่งนี้โทร.มารายงานผมใหม่ โอเคไหมครับ”
“ก็ดีครับอาจารย์”
พอตกบ่าย ทอมก็โทร.มาอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความกระตือรือร้น
“อาจารย์ครับ ผมหาทางออกแล้ว แล้วก็เลยลองพยายามดู ปรากฏว่ามันเวิร์กครับ ผมได้ไฟเขียวจากท่านผู้ว่าฯ แล้ว ท่านอนุมัติครับ เอ้อ อาจารย์โทร.ไปเรียนกับผู้ว่าฯ หรือเปล่าครับ”
“เปล่าเลย ผมไม่มีเวลาหรอก” ผมบอกเขาไปตามความจริง
“ขอบคุณพระเจ้า ผมโชคดีจัง”
“ทอม พระเจ้ามักจะเข้าข้างคนขยัน เห็นไหมละ พอเจ้าลิงมันอยู่กับคุณ แล้วคุณก็เป็นเจ้าภาพเต็มตัวในการแก้ปัญหา คุณก็จะเรียนรู้ในการแก้ปัญหาจนได้
ขอแสดงความยินดีด้วยนะ คุณได้ยกระดับศักยภาพในการแก้ปัญหาขึ้นมาอีกระดับหนึ่งแล้ว”

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *