โครเมียม พิโคลิเนต ยาควบคุมน้ำหนัก

โครเมียม พิโคลิเนต ยาควบคุมน้ำหนัก
• อาหาร
แพทย์ชี้ ! อันตรายถึงชีวิตหากใช้เกินขนาด

นับเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารตัวหนึ่งที่ได้รับความนิยมกันมากสำหรับโปรแกรมควบคุมน้ำหนัก (Weight control Program)หรือการเพิ่มกำลังงานสำหรับการออกกำลังกาย (Enhance Sport Performance) เราพบว่าสารสำคัญที่ออกฤทธิ์สำหรับการควบคุมน้ำหนักของโครเมียมพิโคลิเนค ก็คือเกลือแร่โครเมียม (Chromium) ที่ได้ภายหลังจากที่โครเมียมพิโคลิเนตเข้าสู่ร่างกายของเราแล้วนั่นเอง เกลือแร่โครเมียมนั้นในสมัยก่อนถูกเชื่อว่าเป็นสารเคมีที่อาจเป็นพิษต่อร่าง กายของเรา แต่จากความรู้ทางวิทยาศาสตร์การแพทย์เพิ่งมาทำการพิสูจน์ได้ในภายหลังเมื่อ ประมาณ ปี ค.ศ. 1957 นี้เองว่าเกลือแร่โครเมียม ถือเป็นเกลือแร่ที่มีความจำเป็นสำหรับกระบวนการทางชีวเคมีในร่างกายของเราชนิดหนึ่ง และร่างกายจะขาดเสียไม่ได้ ถ้าหากเมื่อใดที่ร่ายการขาดก็จะทำให้ เกิดภาวะผิดปกติต่อระบบการเผาผลาญอาหารในร่างกายของเราตามมาได้

จากการศึกษาทางวิทยาศาสตร์การ แพทย์เราพบว่าเกลือแร่โครเมียม มีบทบาทสำคัญในกระบวนการการนำน้ำตาลกลูโคส เข้าสู่เซลล์เพื่อนำไปเผาผลาญเป็นพลังงาน โดยการช่วยส่งเสริมการทำงานของฮอร์โมนชนิดหนึ่งที่ชื่อ อินซูลินที่ถูกสร้างจากตับอ่อนให้สารมารถนำกลูโคสเข้าสู่เซลล์เพื่อ ให้เซล์นำไปเผาผลาญเป็นพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยพบว่าเกลือแร่โครเมียมนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของสารที่มีชื่อว่า กลูโคสทอลเลอรานซ์แฟคเตอร์ (Clucose Tolerance Factor) หรือที่เรียกกันย่อ ๆ GTF ซึ่ง เป็นสารที่อยู่บริเวณเยื่อหุ้มเซลล์ โดย GTF นี้ก็จะประกอบด้วยเกลือแร่โครเมียม (Chromium) ที่อยู่เป็นประจุ +3 จำนวน 1 โมเลกุลวิตามิน บี 3 หรือ ที่เรียกว่า ไนอาซิน (Niacin) จำนวน 2 โมเลกุล และกรดอะมิโน (Amino Acids) ที่เป็นโมเลกุลพื้นฐานของโปรตีน โดยมีกรดอะมิโนอยู่ 3 ชนิดคือ กรดอะมิโนไกลซีน (Glycine) กรดอะมิโน ซีสเตอีน (Cysteine) และกรดอะมิโน กลูตามิคแอซิด (Glutamic Acid)
จากการศึกษาพบว่า GTF ดังกล่าวจะทำหน้าที่ในการเป็นตัวรับหรือที่เรียกว่า รีเซปเตอร์ (Receptor) ที่อยู่บริเวณเยื่อหุ้มเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกาย ซึ่งจะทำหน้าที่เปิดรับให้น้ำตาลกลูโคสที่มีอยู่ในกระแสเลือดเดินทางเข้ามา ภายในเซลล์ได้ และจากนั้นเซลล์ก็จะสามารถนำกลูโคสไปเผาผลาญเป็นพลังงาน โดยพบว่าการทำงานของ GTF นี้จะมีความสัมพันธ์กับการทำงานของฮอร์โมนอินซูลินที่สร้างจากตับอ่อนที่เรา กล่าวถึงข้างต้น โดยจะทำงานร่วมกันในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดที่อยู่ในระดับที่ปกติหรือ 100 มิลลิกรัมต่อเลือด 100 มิลลิลิตร ซึ่งด้วยกลไกการทำงานนี้เองที่ทำให้เราเชื่อว่าเกลือแร่โครเมียมจะสามารถ ยับยั้งการเปลี่ยนน้ำตาลกลูโคสที่มีอยู่มากเกินความจำเป็นในกระแสเลือดให้ เป็นกรดไขมันหรือไขมันสะสมที่ทำให้เกิดปัญหาเรื่องของน้ำหนักตัวได้ นอกจากนั้นเรายังพบว่าเกลือแร่โครเมียมยังมีผลในการเพิ่มระดับไขมันคอเลสเต อรอลชนิดดีที่เรียกว่า เอชดีแอล (HDL ; High Density Lipoprotein) ในกระแสเลือด ซึ่งไขมันคอเลสเตอรอล HDL นี้จะมีหน้าที่ในการช่วยร่างกายของเรากำจัดไขมันคอเลสเตอรอลชนิดเลวที่ชื่อ แอลดีแอล (LDL ; LowDensity Lipoprotein) และวีแอลดีแอล (VLDL ; Very LowDensity Lipoprotein) ที่มักก่อให้เกิดปัญหาการอุดตันของหลอดเลือดหรือการแข็งตัวของผนังหลอดเลือด (Artherosclerosis) ที่จะนำไปสู่ปัญหาเรื่องของความบกพร่องของระบบหัวใจและหลอดเลือดได้

ผลการวิจัย ผลการวิจัยทางการแพทย์เกี่ยวกับโครเมียม

1. จากการศึกษาของศาสตราจารย์ริชาร์ด แอนเดอร์สัน (Richard Anderson) และคณะแห่งสถาบันวิจัย USDA ของสหรัฐ ๆ พบว่าในนักกีฬาที่ออกกำลังกายหรือแข่งขันที่ร่างกายต้องใช้กำลังงานอย่างสูง นั้น พบว่าร่างกายจะมีการหลั่งฮอร์โมนอินซูลินในปริมาณสูง ซึ่งในขณะเดียวกับร่างกายก็จะมีการใช้เกลือแร่โครเมียมในปริมาณสูงอย่างมี ความสัมพันธ์กับปริมาณฮอร์โมอินซูลินที่ใช้ด้วย ทั้งนี้นักวิทยาศาสตร์การแพทย์สังเกตจากการที่นักกีฬากลุ่มดังกล่าวจะมีการ ขับถ่ายเกลือแร่โครเมียมที่ผ่านกระบวนการเมตาบอลิซึมในร่างกายของเราออกมา กับปัสสาวะในปริมาณที่สูงขึ้นกว่าในภาวะปกติและพบว่าปริมาณของเกลือแร่ โครเมียมที่ขับออกมากับปัสสาวะนี้จะมีปริมาณมากขึ้นถ้ายิ่งมีการออกกำลังกาย หรือมีการแข่งขันที่ใช้ระยะเวลานานขึ้น

2. จากการค้นคว้าของดอกเตอร์แกรี่ อีแวนส์ (Gary Evans, Ph.D) จากสถาบัน USDA ร่วม กับศาสตราจารย์จากคณะเคมีแห่งมหาวิทยาลัย Bemidji มลรัฐมินเนสโซต้า ประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่า เกลือแร่โครเมียม ที่อยู่ในรูปของเกลือโครเมียมพิโคลิเนต (Chromium Picolinate) จะเป็นรูปของโครเมียมที่สามารถถูกดูดซึมผ่านทางเดินอาหารเข้าสู่ร่างกายของ เราได้ดีกว่ารูปของเกลือแร่อนินทรีย์ (Inorganic Chromium) ชนิดอื่น ๆ เช่น โครเมียมนิโคติเนต (Chromium Nicotinate) หรือ โครเมียมคลอไรด์ (Chromium Chloride) ถึง 2-5 เท่าเลยทีเดียว

3. จากการทดลองในโรงพยาบาล Mercy ในเมืองซานเดียโก้ ประเทศสหรัฐอเมริกา ในปี ค.ศ.1989 โดยดอกเตอร์เรย์มอนด์ เพรฟ (Raymond Prevs, Ph.D) พบว่าโครเมียมพิโคลิเนตสามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 (Type II Diabetes)ได้อย่างมีนัยสำคัญ

4. จากบทความทางวิชาการในวารสารทางชีวเคมีอนินทรีย์ชื่อ Journal of Inorganic Biochemistry ได้ กล่าวถึงโครเมียมพิโคลิเนตว่าเป็นเกลือแร่ที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพของ เซลล์ในการนำเอากรดอะมิโนที่เรียกว่ากรดอะมิโนชนิดที่มีกิ่งก้านสาขาหรือ บล้านเชนอะมิดนแอซิด (Branced Chanin Amino Acids) ซึ่งได้แก่ กรดอะมิโนลูซีน (Leucine) กรดอะมิโนไอโซลูซีน (Isoleucine) และกรดอะมิโนวาลีน (Valine) เข้ามาในเซลล์ได้มากขึ้นโดยกรดอะมิโนเหล่านี้จะมีผลทำให้กล้ามเนื้อของเรา เจริญเติบโต และแข็งแรงขึ้นและพร้อมที่จะรองรับการออกกำลังกายอย่างหนักได้เป็นอย่างดี

ประโยชน์ที่ได้รับ
ซึ่งจากทั้งผลการวิจัยและการศึกษากระบวนการทำงานทางชีวเคมีใน ร่างกายของเกลือแร่โครเมียมดังกล่าวข้างต้นนั้นก็ทำให้วงการแพทย์และ โภชนาการได้นำเอาเกลือแร่โครเมียมดังกล่าวมาใช้ประโยชน์กันอย่างกว้างขวาง และที่พอจะสามารถสรุปได้ดังนี้คือ
1.ใช้ในผู้ป่วยเบาหวาน (Diabetes) ชนิดที่ไม่ได้เกิดจากความบกพร่องของการทำงานของ ฮอร์โมนอินซูลินที่ในทางการแพทย์เรียกผู้ป่วยเบาหวานเหล่านี้ว่าผู้ป่วยเบา หวานชนิดที่ 2 หรือ Type II Diabetes Mellitus คือ ร่างกายมีการสร้างฮอร์โมนอินซูลินที่มีหน้าที่ในการควบคุมระดับน้ำตาลใน เลือดได้อย่างปกติ แต่ฮอร์โมนอินซูลินไม่สามารถนำกลูโคสเข้าสู่เซลล์ได้เนื่อง จากที่เยื่อหุ้มเซลล์ขาดตัวรับที่จะรับกลูโคสเข้าเซลล์ซึ่งพบว่าการรับ ประทานเกลือแร่โครเมียมพิโคลิเนตจะสามารถช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวได้ แต่อย่างไรก็ตามผู้ที่ต้องการรับประทานเกลือแร่โครเมียมสำหรับภาวะเบาหวาน ดังกล่าวมีความจำเป็นที่จะต้องให้แพทย์ทำการตรวจหาสาเหตุอย่างถูกต้องเสีย ก่อน
2.ใช้ประโยชน์ในนักกีฬาที่กำลังมีการแข่งขัน ทั้งนี้เนื่องจากในขณะที่นักกีฬามีการแข่งขันนั้นร่างกายมีความจำเป็นอย่าง ยิ่งที่จะต้องมีพลังงานสำรองในปริมาณสูงและการสร้างพลังงานสำรองนั้นมีความ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้เกลือแร่โครเมียมในกระบวนการ ดังนั้นหากร่างกายไม่มีเกลือแร่โครเมียมอย่างเพียงพอก็จะส่งผลให้กระบวนการ สร้างพลังงานดังกล่าวเป็นไปไม่ได้หรือไม่ดีเพียงพอ ซึ่งจะส่งผลทำให้นักกีฬาหมดกำลังในขณะทำการแข่งขันได้
3. ในผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก หรือในโปรแกรมการควบคุมน้ำหนัก (Weight Control Program) จากกลไกการทำงานของเกลือแร่โครเมียมนั้นเราพบว่าโครเมียมจะไปช่วยให้ร่างกาย ของเรานำน้ำตาลกลูโคสที่มีอยู่ในกระแสเลือดเข้าสู่เซลล์เพื่อนำไปเผาผลาญ เป็นพลังงาน ดังนั้นจึงเชื่อว่าจะไม่มีระดับน้ำตาลที่มากเกินปกติจนทำให้เกิดการเปลี่ยน น้ำตาลกลูโคส ให้เป็นกรดไขมันหรือไขมันสะสมเมื่อรับประทานเกลือแร่โครเมียม ซึ่งในความเป็นจริงแล้วเราพบว่าการทำงานของเกลือแร่โครเมียมนั้นยังจะต้องมี ความสัมพันธ์กับระดับความต้องการพลังงานของร่างกายด้วย นั่นคือเกลือแร่โครเมียมจะทำงานในการนำน้ำตาลกลูโคสเข้าสู่เซลล์เพื่อนำไป เผาผลาญเป็นพลังงานได้ดีขึ้นเมื่อร่างกายของเราต้องการพลังงานไปใช้ใน กิจกรรมต่าง ๆ ที่มากขึ้นด้วย ดังนั้นผู้ที่ต้องการรับประทานเกลือแร่โครเมียมเพื่อป้องกันการสร้างไขมัน ใหม่ก็ควรที่จะต้องมีการออกกำลังกายร่วมด้วยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ของเกลือแร่โครเมียมดังกล่าว และนอกจากนี้การออกกำลังกายยังเป็นการกระตุ้นให้ร่างกายนำเอาไขมันเก่าที่ สะสมอยู่ก่อนแล้วออกมาใช้เป็นพลังงาน ซึ่งก็จะมีผลในการลดไขมันสะสมในร่างกายของเราในอีกทางหนึ่งด้วย

ที่มา: ทีม content www.thaihealth.or.th

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *