แอนดรูว์ คาร์เนกี้ ราชาเหล็กกล้าใจบุญ


แอนดรูว์ คาร์เนกี้ ราชาเหล็กกล้าใจบุญ

โดย บิสิเนสไทย [8-5-2003]

มหาเศรษฐีอเมริกันที่อพยพหนีความยากจนจากยุโรปปมาสร้างตัวในโลกใหม่ที่อเมริกา กลายเป็นเจ้าของอาณาจักรผูกขาดผลิตเหล้กกล้ารายเดียวที่ยิ่งใหญ่ แต่คนกลับไม่ได้รู้จักเขาจากอำนาจผูกขาดทางธุรกิจ หากเป็นต้นกำเนิดของเศรษฐี”ใจบุญ”เจ้าของจุดเริ่มต้น”จริยธรรมทางธุรกิจ”อย่างไม่น่าเชื่อ ทำไม?

แอนดรูว์ คาร์เนกี้ เกิดเมื่อ ค.ศ. 1835 ในครอบครัวยากจนที่สก๊อตแลนด์ เพราะอาชีพหัตถกรรมทอผ้าของบิดาเขาล่มสลายเนื่องจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมทอผ้าในแมนเชสเตอร์ มีหนี้สินรุงรัง
ด้วยวัยเพียง 10 ขวบ เด็กชายเชื้อสายสก๊อตผู้นี้ก็ต้องรอนแรมหนีความยากไร้พร้อมกับครอบครัว ข้ามมหาสมุทรด้วยห้องเรือโดยสารชั้นต่ำสุดมาหางานทำในฐานะกรรมกรที่ชานเมืองพิตสเบิร์ก รัฐแมสซาชูเสตต์ ไม่มีใครคาดหวังว่า พวกเขาจะประสบความสำเร็จใน
ในกลางคริสต์ศตวรรษที่19 เศรษฐกิจของอเมริกากำลังได้รับแรงกระตุ้นจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมในยุโรป ก้าวกระโดดจากการเป็นประเทศเกษตรกรรม มาสู่การผลิตแบบอุตสาหกรรม
โรงงานปั่นด้ายและทอผ้าในรัฐทางตอนเหนือของอเมริกา ได้ถือกำเนิดขึ้นมาโดยอาศัยฝ้ายจากรัฐทางภาคใต้ป้อนโรงงาน โดยมีพิตสเบิร์กเป็นศูนย์กลางในระยะแรก เพื่อเอาตัวรอดในช่วงเดินทางมาถึงใหม่ๆ แอนดรูว์และครอบครัวเข้าสมัครทำงานเป็นกรรมกรในโรงงานปั่นด้าย โดยตัวเด็กหนุ่มได้งานทำเป็นกรรมกรขนกระสวยปั่นด้ายในโรงงานทอผ้าแห่งหนึ่ง แต่ความปประทับใจในวิถีชีวิตแบบอเมริกัน ทำให้แอนดรูว์หันมากระตือรือร้นที่จะเรียนหนังสือด้วยตัวเองในยามว่างจากการทำงานในโรงเรียนสอนหนังสือกลางคืน
การทำงานในโรงงานทอผ้าในยุคนั้นของอเมริกา ไม่มีความแตกต่างจากสภาพเลวร้ายของโรงงานในช่วงปฏิวัติอุตสาหกรรมในแมนเชสเตอร์ หรือ เมืองในยุโรปอื่นๆก่อนหน้านี้ กล่าวคือ ค่าแรงน้อย งานหนัก มีความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บและเสียชีวิตสูง สภาพภายในโรงงานสกปรก ฯ
ความเลวร้ายของชีวิตกรรมกร ทำให้เด็กหนุ่มจากสก๊อต ซึ่งได้มีประสบการณ์เรียนรู้เกี่ยวกับการปรับสภาพการทำงานของโรงงานอุตสาหกรรมในยุโรปมาแล้วบางส่วน ได้ดิ้นรนหาทางสร้างตัวเองขึ้นมาเพื่อพ้นจากความเลวร้ายของชีวิต
เด็กหนุ่มผละจากงานในโรงงานทอผ้า ไปหางานใหม่ทำเป็นพนักงานส่งโทรเลขในสำนักงานไปรษณีย์ และต่อมาเปลี่ยนงานอีกไปทำงานเป็นพนักงานรถไฟ
ในช่วงทำงานให้กับไปรษณีย์นั้น ความขยันขันแข็งและฉลาดของแอนดรูว์ประทับใจผู้ตรวจการของบริษัทรถไฟเพนซิลวาเนีย โทมัส สก๊อต อย่างมาก เขาจึงจูงใจเด็กหนุ่มให้ไปทำงานที่รถไฟในฐานะเลขานุการส่วนตัวและผู้ช่วยงานสื่อสาร
การเปลี่ยนงานแต่ละครั้ง ทำให้เด็กหนุ่มได้เรียนรู้กระบวนการทำงานที่ทันสมัยมากขึ้น ดังจะเห็นได้จากงานที่เขาเลือกทำในช่วงนั้น เป็นธุรกิจใหม่ที่มีอนาคตยาวไกล และได้สัมผัสกับข้อมูลข่าวสารทางการตลาดที่ต่อเนื่อง ไม่จำเจอยู่กับสภาพการผลิตซ้ำซาก
การเรียนรู้มากมายหลายปีจากธุรกิจสื่อสาร และ ธุรกิจขนส่ง ได้กลายเป็นทุนทางธุรกิจที่สำคัญในอนาคต เมื่อเขาเริ่มก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการในธุรกิจเหล็กกล้าในเวลาต่อมา
เมื่อโทมัส สก๊อต ลาออกจากงานผู้ตรวจของเขา แอนดรูว์ก็ได้รับตำแหน่งนั้นมาทำอย่างไม่ยากเย็น แต่เขามีความไฝ่ฝันไกลกว่านั้น เนื่องจากแอนดรูว์สนใจจะเป็นนักลงทุนในกิจการ
ด้วยเงินออมที่สะสม และหยิบยืมจากญาติพี่น้องบางส่วน เขาเริ่มซื้อหุ้นลงทุนในกิจการรถไฟตู้นอน Woodruff Sleeping Car Company ซึ่งเปป็นรถไฟสายแรกที่เปิดบริการนี้ในอเมริกา พร้อมกับนำผลกำไรจากการลงทุนในหุ้นดังกล่าว กระจายไปลงทุนในกิจการอื่นๆ รวมทั้งกิจการผลิตเหล็กที่กำลังเริ่มต้นยุคขึ้นในอเมริกา
การค้นพบเหมืองสินแร่เหล็กที่เมืองพิตสเบิร์กกลางคริสต์ศตวรรษที่19 ไม่เพียงแต่เปลี่ยนชะตากรรมทางเศรษฐกิจของอเมริกาเท่านั้น หากยังมีผลทำให้เด็กหนุ่มอย่างแอนดรูว์พลิกผันจากกรรมกร กลายเป็นผู้ประกอบการได้อย่างไม่คาด
แอนดรูว์ได้เปลี่ยนแปลงตัวเองจากพนักงานบริษัท กลายเป็นนักเล่นหุ้นตัวฉกาจไปเสียแล้ว การลงทุนในหุ้นบริษัทผลิตเหล็กอย่าง Superior Rail Mill and Blast Furnaces, the Union Iron Mills, and the Pittsburgh Locomotive Works ทำกำไรให้เขาอย่างมหาศาล
ความร่ำรวยจากการเก็งกำไร ทำให้แอนดรูว์เข้าไปพัวพันกับธุรกิจค้าหลักทรัพย์อย่างรวดเร็ว และทำให้เขามีส่วนร่วมในการพยายามชี้ชวนให้นักลงทุนในยุโรปซื้อหุ้นบริษัทผลิตเหล็กและอุตสาหกรรมอื่นของอเมริกาอย่างเช่นวาณิชธนากรในปัจจุบันกระทำ
ในวัย 30 แอนดรูว์เป็นเศรษฐีย่อยไปเสียแล้ว โดยเขามีรายได้ต่อปีเฉลี่ย 50,000 ดอลลาร์
ครั้งหนึ่งของการเดินทางไปยังลอนดอน แอนดรูว์ได้บังเอิยรับรู้เรื่องอุปสงค์ที่จะพุ่งขึ้นในอนาคตของเหล็กกล้าที่รุนแรง ทำให้เขาตัดสินใจไม่เพียงแค่การซื้อขายหุ้นบริษัทเหล็กอย่างเดียว แต่ต้องการเข้าไปบริหารกิจการด้วยตนเองด้วย และมุ่งมั่นให้ความสนใจเฉพาะธุรกิจเหล็กเพียงอย่างเดียว ตัดธุรกิจอื่นออกจากหัวใจจนหมด
ใน ค.ศ. 1872 แอนดรูว์ ก่อตั้งบริษัทส่วนตัว J. Edgar Thomson Steel Works ขึ้นที่พิตสเบิร์ก ซึ่งเป็นบริษัทเหล็กรายแรกในอเมริกาที่ใช้กระบวนการผลิตแบบ Bessemer ซึ่งอังกฤษคิดค้นขึ้นมาก่อนใคร
ประสบการณ์จากธุรกิจสื่อสารและขนส่งทำให้แอนดรูว์มีความช่ำชองในการจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิตเหล็กของอเมริกาเหนือคู่แข่งขันคนอื่นๆ โดยเฉพาะความชำนาญในเรื่องการควบคุมต้นทุน และ การบริหารสภาพ โรงงานของแอนดรูว์เปป็นโรงงานที่ไม่เคยตามหลังโรงงานเหล็กใดในอเมริกาในเรื่องนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ และเขาพร้อมจะลงทุนเพื่อความเป็นหนึ่งเสมอ
ไม่เพียงเท่านั้น เขายังพยายามลงทุนในธุรกิจนี้อย่างครบวงจรทางตั้ง ด้วยการเข้าซื้อกิจการเหมืองเหล็ก ถ่านหิน รวมถึงกิจการขนส่งทั้งทางน้ำและทางบก เพื่อให้ต้นทุนถูก และกระบวนการผลิตมีความต่อเนื่อง กลายเป็นต้นฉบับของการบริหารธุรกิจแบบ vertical integration ของโลกมาถึงปัจจุบัน
ไม่เพียงเท่านั้น ทางด้านการจัดการ เขาว่าจ้างมืออาชีพที่ชำนาญในแต่ละสาขาที่เป็นคนนอกอุตสาหกรรมเหล็กมาบริหารโรงงานและบริษัทของเขา
ด้วยความสามารถในการจัดการที่ล้ำยุคกว่าใคร ทำให้แอนดรูว์มีชัยเหนือคู่แข่งขัจ และบริษัทส่วนตัวของเขาที่เปลี่ยนชื่อมาเป็น Carnegie Steel Company กลายเป็นผู้ผูกขาดกิจการเหล็กเกือบทั้งหมดในอเมริกา ทั้งที่บริษัทดังกล่าว เป็นเพียงห้างหุ้นส่วนที่มีทุนจดทะเบียนน้อยนิด
แม้กระทั่งในยามเศรษฐกิจอเมริกาวิกฤตรุนแรงซึ่งนำมาสู่ปัญหากรรมกรนัดหยุดงานครั้งใหญ่ใน ค.ศ. 1892 ธุรกิจของแอนดรูว์ก็ยังแข็งแกร่งอย่างโดดเด่น ด้วยผลประกอบการมีกำไรเฉลี่ยปีละ 40 ล้านดอลลาร์
น่าประหลาดอย่างยิ่งที่ความสำเร็จเหล่านี้ ไม่ได้ทำให้แอนดรูว์กกลายเป็นเศรษฐีโลภมาก และตั้งหน้าผูกขาดกิจการอย่างสุดฤทธิ์ เขากลับกระทำสิ่งที่ไม่คาดฝันในโลกทุนนิยมสมัยใหม่ ด้วยการขายกิจการที่สร้างมากับมือทิ้งอย่างไม่ใยดี
ค.ศ. 1901 แอนดรูว์ ขายกิจการทั้งหมดให้กับกลุ่มทุนการเงิน เจ. พี. มอร์แกน ด้วยมูลค่า 250 ล้านดอลลาร์ และประกาศรีไทร์ตัวเองจากงานประจำ หันมาใช้เงินเพื่อการกุศลในวัยชรา สร้างสาธารณะประโยชน์ให้กับชุมชน และกลายเป็นตำนานของเศรษฐีใจบุญของอเมริกา อันเป็นข้อยกเว้นแห่งยุคสมัย
ประเมินกันว่า เงินที่แอนดรูว์จ่ายเพื่อการกุศลจนถึงสิ้นชีวิตนั้น มากกว่า 350 ล้านดอลลาร์(ยุคนั้น) และบางส่วนที่เหลือหลังจากเขาเสียชีวิตในรูปมูลนิธิ ยังคงดำเนินการต่อมาถึงปัจจุบัน
ไม่มีใครรู้ว่าอะไรทำให้เขาเปลี่ยนใจมาประพฤติตัวเหมือนตัวละคร มิสเตอร์สครูจ ในนวนิยายเรื่อง A Christmas Carol ของชาร์ลส ดิ๊กเก้นส์


Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *