แยกชิ้นทฤษฎี“หมา 11ตัว” ทัศนะ อ.สมภพ มานะรังสรรค์

แยกชิ้นทฤษฎี“หมา 11ตัว” ทัศนะ อ.สมภพ มานะรังสรรค์
โดย เซี่ยงเส้าหลง ผู้จัดการออนไลน์ วันที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2546
•• การเมืองไทยวันนี้ ปัจจัยภายใน ไม่น่าจะสร้าง แรงกดดัน ให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้เท่ากับ ปัจจัยภายนอก วันนี้ “เซี่ยงเส้าหลง” จึงจะขอลำดับปรากฏการณ์ 11 D ตาม ทฤษฎีหมา 11 ตัว ที่เสนอโดย สมภพ มานะรังสรรค์ ต่อเนื่องสักเล็กน้อย ลำดับพัฒนาการ จาก ก่อน-หลัง เป็นดังนี้ Deflation, Devaluation, Demand Shortage, Disequilibrium, Duo Cooperation, Disease, Demoralization, Dead Bomb, Destabilization, Deglobalization และสุดท้ายคือ Depression รายละเอียดโดยสังเขปจะได้ แจกแจง ในย่อหน้าถัดลงไป

•• Deflation : เงินฝืด เกิดจากพื้นฐาน ความไม่สมดุลระหว่างอุปสงค์กับอุปทาน เพราะ การปฏิวัติทางเทคโนโลยี ทำให้เกิดสภาพ การผลิตล้นเกิน, อุปทานล้นเกิน ในขณะที่ ความต้องการซื้อน้อยกว่า ยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบันที่ น้ำมันลด, ดอกเบี้ยลด ผู้ผลิตในทุกระดับก็ยิ่ง แข่งกันลดราคาสินค้าเพื่อให้ ขายได้ ขณะนี้ สหรัฐอเมริกา กำลังปรับตัวขึ้นมาทำหน้าที่ ส่งออกเงินฝืด โดยใช้กลยุทธ นโยบายดอลลาร์สหรัฐอ่อนตัว ทำให้ สินค้าออกจากสหรัฐราคาลดลง หลังจากก่อนหน้านี้ นำเข้าเงินฝืด มาจน ย่ำแย่ นี่เป็นเรื่องที่น่ากลัวสำหรับ ผู้ผลิต-ผู้ส่งออก ของทุกประเทศ

•• Devaluation : การลดค่าเงิน เรื่องนี้ ทุกประเทศ ที่ถือ เงินดอลลาร์สหรัฐ ล้วนกำลัง เผชิญหน้า และเป็นเสมือน Talk of the town อยู่ทุกมุมโลกขณะนี้

•• Demand shortage : การขาดแคลนกำลังซื้อ สถานการณ์ล่าสุดที่เป็น ปัญหาใหญ่ คือ กำลังซื้อในสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่เคย เข้มแข็งมาก คิดเป็น ร้อยละ 22 ของโลก กำลังถูก บล็อก ไว้ด้วยปัญหา SARS : Severe Acute Respiratory Syndrome ทำให้ อ่อนล้าลง ท่ามกลางปัญหาพื้นฐานในประเทศต่าง ๆ ที่แม้ว่าจะพยายามใช้สารพัดนโยบายเพื่อ กระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะ เศรษฐกิจระดับล่าง แต่ก็ยัง ได้ผลไม่เต็มที่ เมื่อมาเจอกับสถานการณ์ใหม่ ๆ ก็ต้อง ปรับตัวใหม่ อีกครั้ง

•• Disequilibrium : สภาวะไม่สมดุล เกิดขึ้นหลายลักษณะเริ่มจาก ความไม่สมดุลระหว่างอุปสงค์กับอุปทาน จะไปเร่ง ความไม่สมดุลระหว่างภาคการเงินกับภาคการผลิตจริง ทั้งนี้เพราะจะกลับไปสู่ยุค ภาคการเงินเร่งมุ่งหากำไรระยะสั้น อันเป็น ธรรมชาติ ที่ตรงกันข้ามกับ ภาคการผลิตจริง ที่ต้องการ ค่าเงินที่มีเสถียรภาพ เพื่อการลด ความเสี่ยง จาก ความผันผวนของค่าเงิน ทำให้ การบริหารความเสี่ยง นั้น ยากขึ้น และเป็นจุดเริ่มต้นแห่ง ความปั่นป่วนของเศรษฐกิจโลก ในที่สุด

•• Duo Cooperation : กระแสเร่งความสัมพันธ์ในเชิงทวิภาคีที่ขึ้นมาแทนที่พหุภาคี เป็นเครื่องมือสำคัญของ สหรัฐอเมริกา, ยุโรป และ มหาอำนาจอื่น ในการแสวงหา พันธมิตร เพื่อเป้าหมาย เศรษฐกิจ, ความมั่นคง และ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ทำให้ เวทีพหุภาคี แทบจะ ทุกเวที ตั้งแต่ ระดับโลก มาจน ระดับภูมิภาค เริ่ม อ่อนล้าลง และมี ประสิทธิภาพน้อยลง ต่างฝ่ายต่าง ตัดช่องน้อยแต่พอตัว อันจะเป็น ตัวเร่ง สภาวะ Disequilibrium ให้ มากขึ้น, เร็วขึ้น ด้วย

•• Disease : โรคภัยไข้เจ็บ-โรคระบาด ประเด็นนี้ “เซี่ยงเส้าหลง” กล่าวซ้ำแล้วซ้ำอีกมาอย่าง ต่อเนื่อง ภัยใหญ่หลวงไม่ใช่เพียง จำนวนผู้เสียชีวิต หากแต่เป็น การเปลี่ยนวิถีชีวิตของผู้มีชีวิตอยู่ ในลักษณะที่ เก็บตัว เป็นผลโดยตรงต่อ การบริโภคลดลง ไปซ้ำเติมปัจจัยข้างต้นเข้าไปอีก

•• Demoralization : สภาวะไร้ศีลธรรม รูปธรรมเริ่มเห็นได้ชัดเจนในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา จะพบเห็น การเสื่อมทรุดทางจริยธรรม เกิดขึ้นใน ทุกระดับ โดยเฉพาะ บรรษัทข้ามชาติในศูนย์กลางธุรกิจโลก ทั้ง ภาคการเงิน และ ภาคการผลิตจริง แม้แต่หน่วยงานที่เป็น ผู้คุมกฎ อย่างเช่น สำนักงานตรวจสอบบัญชี, สำนักงานกฎหมาย และแม้แต่ บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ เข้าทำนอง น้ำลดตอผุด สุดท้ายแล้วโลกจะได้ข้อสรุปว่า การตบแต่งบัญชีเป็นเครื่องมือของเศรษฐกิจฟองสบู่ ตบแต่งไว้เพื่อให้ หุ้นขึ้น ครั้นฟองสบู่แตกก็จะกลับมาใช้ ตีฟองใหม่ ทำให้คำว่า Good governance แทบจะ หมดความหมาย ไปเลย
•• Dead Bomb (Suicide Bomb) : ระเบิดพลีชีพ นับวันแต่จะ ขยายตัว อันเป็นผลจาก การล่าอาณานิคมยุคใหม่ของสหรัฐอเมริกา ผลสะเทือนโดยตรงก็คือจะทำให้ผู้คน เปลี่ยนวิถีชีวิต ในลักษณะโดยรวมที่ การบริโภคลดลง เหมือนปัจจัย Disease นั่นแหละ

•• Destabilization : ความไร้ดุลยภาพ-ไร้เสถียรภาพ ในขณะที่มี ข่าวดี อย่างเช่น ราคาน้ำมัน(จะ)ลดลง หลาย ๆ ประเทศทำท่าจะ ฟื้นตัว แต่กลับ ไม่ฟื้น เพราะเจอ ข่าวร้ายสวนทางเข้ามา ตัวอย่างเช่น ภูมิภาคเอเชียตะวันออก ที่จริง ๆ แล้วน่าจะเป็น เสาหลัก หรือ สดมภ์หลัก ในภาวการณ์ที่อีก 2 สดมภ์ที่เหลือคือ ยุโรป กับ สหรัฐอเมริกา ยัง ย่ำแย่ แต่ว่าทันทีที่เจอเข้ากับ SARS กลับทำให้ สั่นคลอน สรุปก็คือทั้ง 3 สดมภ์ของระบบเศรษฐกิจโลก คือ สหรัฐอเมริกา, ยุโรป และ เอเชียตะวันออก ล้วน อ่อนยวบยาบ โครงสร้างเบื้องบนจึงย่อม สั่นคลอน ไปโดยอัตโนมัติ

•• Deglobalization : กระแสโลกาภิวัตน์วกกลับ ปัจจัยต่าง ๆ ข้างต้นทำให้ เงินทุน ที่เคย หมุนเร็ว, ถ่ายเทเร็ว เริ่ม ตีบตัน อันจะทำให้ ภาคการผลิตจริง เริ่ม กอบกู้ได้ยาก นำไปสู่ การว่างงาน และ ฯลฯ ประเทศต่าง ๆ จะเริ่มสร้าง ภูมิคุ้มกันให้แก่ชีวิตของตัวเอง ก็คือการเข้ามาของสิ่งที่เรียกว่า Localization คือการให้ความสำคัญแก่ ชุมชน, ท้องถิ่น ทำให้มี ป้อมปราการภายในประเทศ ถึงแม้ว่าจะเป็น สนามเพลาะที่ไม่ใหญ่โตนัก แต่พอ ซุกตัวอยู่ได้ แบบที่เกิดขึ้นในหลาย ๆ ประเทศรวมทั้ง ประเทศไทย ก็ได้เห็นกันแล้ว

•• Depression : เศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก คือบทสรุปแห่ง ข่าวร้าย ทั้ง 10 ลักษณะ ที่ประมวลมา

•• ถึงที่สุดแล้ว 11 D นี้เป็นไปตาม พุทธศาสนภาษิต บทหนึ่งที่ว่า อยสาว มลํ สมุฏฐิตํ ตทุฏฐาย ตเมว ขาทติ แปลความเป็นภาษาไทยว่า สนิมเกิดจากเหล็ก ครั้นตั้งขึ้นจากเหล็กแล้ว ย่อมกัดเหล็กนั้นเอง นี่เป็นสัจธรรมที่กำลังเกิดกับ ระบบทุนนิยมโลก ภายใต้การนำของ ศูนย์กลาง คือ สหรัฐอเมริกา เป็นที่ยอมรับกันในหมู่นักวิเคราะห์มาตั้งแต่ ต้นปี 2544 แล้วว่า จอร์จ ดับเบิ้ลยู บุช และ กลุ่มอนุรักษ์นิยมใหม่ เริ่มปรับแนวทางของประเทศใหม่จากการใช้ ระเบียบโลกใหม่ทางเศรษฐกิจ เป็น อาวุธ ในยุค 8 ปี ของ บิล คลินตันมาใช้ ความแข็งกระด้าง และตึงตัวทางนโยบายต่างประเทศ เป็น อาวุธ ปรับเปลี่ยน กลุ่มพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เสียใหม่จาก เศรษฐกิจฟองสบู่ ที่เริ่ม ชนเพดาน, ไปไม่ได้ มาเป็น เศรษฐกิจจริง เน้นที่ อุตสาหกรรมน้ำมัน, อุตสาหกรรมอาวุธ หรือพูดง่าย ๆ ว่าเริ่มต้นใช้ Military Keynesian มาเป็น ตัวขับเคลื่อน ก่อให้เกิด ผลสะเทือนเป็นลูกโซ่ ตามมา SARS หรือแม้กระทั่ง แผ่นดินไหว อาจจะเป็น ผลโดยตรง ของ สงคราม ก็เป็นได้

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *