แฟรนไชส์ ‘โฮ่ง โฮ่ง โฮ่ง’ แนะอยู่รอดท่ามกลางกระแสคลั่งไคล้สุนัข

แฟรนไชส์ ‘โฮ่ง โฮ่ง โฮ่ง’ แนะอยู่รอดท่ามกลางกระแสคลั่งไคล้สุนัข
กรุงเทพฯ–23 ต.ค.–ผู้จัดการออนไลน์ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสัตว์เลี้ยง สัตว์รักของมนุษย์ โดยเฉพาะสุนัข ในเมืองไทย ยังไปได้สวย แม่ภาวะเศรษฐกิจผันผวน คนก็ยังรักและทะนุถนอม สัตว์เลี้ยงไม่เสื่อมคลาย

“ปัจจัยจากภาวะเศรษฐกิจที่ขึ้นๆ ลงๆ ทำให้ผู้บริโภคไม่ออกไปเที่ยว หันมาเลี้ยงสัตว์เพื่อความผ่อนคลายและยังได้รับแรงกระตุ้นจากสื่อทำให้วิธีการเลี้ยงสัตว์ของไทยเปลี่ยนไปโดยมีการให้ความสำคัญกับสัตว์เลี้ยงมากขึ้นเหมือนกับเป็นสมาชิกในครอบครัวซึ่งคนที่ฐานระดับกลางก็หันมาให้ความสำคัญมากขึ้นต่างจากในอดีตที่จะมีแต่ครอบครัวระดับบนเท่านั้นที่ทำได้”
เหตุผลจาก ‘เมย์ ลอเรนซ์’ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โฮ่ง โฮ่ง โฮ่ง เพ็ทชอป จำกัด ผู้ให้บริการแฟรนไชส์ โฮ่ง โฮ่ง โฮ่ง สะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตของตลาดสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะตลาดรวมธุรกิจสุนัข ตลอดระยะ 2 ปีที่ผ่านมาขยายตัวกว่า 80% เฉพาะในเขตกรุงเทพฯ ที่ร้านเกี่ยวกับสุนัขกว่า 100 ร้านค้า ซึ่งเป็นธุรกิจที่สวนกระแสเศรษฐกิจ
จากการสำรวจโดยทีมงานกองบรรณาธิการ พบว่า อัตราการเติบโตของธุรกิจเกี่ยวกับสุนัข มีอัตราการเติบโตที่ก้าวกระโดด แต่รูปแบบเปลี่ยนไปจากที่ผ่านมาที่จะเป็นร้านเพ็ทชอปที่ครบวงจร โดยการเปิดบริการเฉพาะและพบว่าบริการตัดขนสุนัข ( Grooming )ได้รับความนิยมสูงสุด และการขยายจำนวนร้านที่เพิ่มขึ้นมีทั้งการลงทุนเองและซื้อแฟรนไชส์
ฉบับนี้จึงได้นำเสนอข้อมูลที่เป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่กำลังก้าวสู่การทำธุรกิจเกี่ยวกับสุนัขและข้อมูลการของตลาดเพื่อนำเสนอบริการที่ได้รับความนิยมจากผู้รู้ในแวดวงธุรกิจสุนัขมานาน เพื่อเสนอบริการตรงตามความต้องการของตลาด
-โฮ่ง โฮ่ง โฮ่ง ชี้แนวโน้มยังรุ่ง
เมย์ เปิดเผยว่า ทำธุรกิจเกี่ยวกับสุนัขในฐานะผู้เพาะเลี้ยงและส่งประกวดมานานกว่า 10 ปี และเมื่อ 6 ปีก่อนตนก็หันมาเปิดธุรกิจเพ็ทชอปซึ่งขณะนั้นระบบยังไม่ครบวงจรเท่ากับปัจจุบัน หลังจากนั้นก็หันมาเปิดแฟรนไชส์โฮ่ง โฮ่ง โฮ่ง เนื่องจากมีผู้ที่สนใจจะซื้อธุรกิจแฟรนไชส์ถึงปัจจุบันแฟรนไชส์โฮ่ง โฮ่ง โฮ่ง เปิดดำเนินธุรกิจมาเป็นเวลา 3 ปีกว่า
สำหรับตลาดรวมของธุรกิจร้านเพ็ทชอป และกรูมมิ่งนั้น หากมองย้อนกลับไปในอดีตที่ผ่านมาจะเห็นว่ากระแสในธุรกิจดังกล่าวไม่ค่อยดีเท่าที่ควร เนื่องจากผู้บริโภคมองว่าธุรกิจดังกล่าวยังไม่มีความจำเป็นและออกจะเป็นเรื่องของความฟุ่มเฟือย แต่ระยะหลังคนเริ่มหันมาให้ความสนใจเกี่ยวกับธุรกิจสัตว์เลี้ยงมากขึ้น โดยปัจจัยที่ทำให้ผู้บริโภคนิยมพาสุนัขมาใช้บริการที่ร้านกรูมมิงมากขึ้น เนื่องจากไม่มีเวลาที่จะทำเอง และการมาที่ร้านก็จะได้รับการทำแบบที่ถูกวิธีกว่า นอกจากนี้ยังเป็นโอกาสที่จะได้มาพบกับคนที่เลี้ยงสุนัขด้วยกันเพื่อมาพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
ส่วนการเติบโตของตลาดธุรกิจสุนัขในช่วงปีที่ผ่านมามีการเติบโต 30% ส่วนปีนี้ตนคิดว่าน่าจะลดลงไปเหลือประมาณ 10% เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจ แต่สำหรับของบริษัทเชื่อว่าได้รับผลกระทบน้อยเนื่องจากกลุ่มคนที่มาใช้บริการของบริษัทส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มระดับบีบวกขึ้นไป
อย่างไรก็ดีตนมองว่าแนวโน้มของธุรกิจตรงนี้น่าจะยังดีอยู่แม้ว่าภาวะเศรษฐกิจจะชะลอตัวลงก็ตามเนื่องจากธุรกิจตัวนี้ไม่ได้ลงทุนสูงมากนัก และลูกค้าก็ยังมีความต้องการที่จะซื้อสุนัขอยู่แต่อาจจะเป็นสุนัขที่ระดับราคาไม่สูงมากเท่ากับที่ผ่านมาซึ่งก็จะมีการซื้ออาหารและการมาใช้บริการกรูมมิงอีก
-4 รูปแบบลงทุนเจาะทุกงานบริการ
โดยธุรกิจแฟรนไชส์ของบริษัทถือว่าเป็นธุรกิจแฟรนไชส์เพ็ทช้อปอย่างครบวงจร คือ 1.การจำหน่ายลูกสุนัข 2.การจำหน่ายผลิตภัณฑ์สัตว์เลี้ยงทุกชนิด 3.การให้บริการทำกรูมมิ่งสัตว์เลี้ยงสุนัข แมว หนู แต่ที่มาใช้บริการมากสุดคือสุนัข 4.บริการรับฝากสัตว์เลี้ยง และ 5.รับจ้างผสมพันธุ์สุนัข
นอกจากนี้เมื่อปีที่ผ่านมาบริษัทก็มีการจ้างสัตว์แพทย์เข้ามาดูแลตามสาขาเพื่อให้ข้อมูลและคำแนะนำเกี่ยวกับสุขภาพของสัตว์เพื่อสร้างความพอใจให้กับลูกค้าที่มาใช้บริการ
สำหรับรูปแบบธุรกิจแฟรนไชส์ของบริษัทแบ่งได้เป็น 4 ระบบ คือ 1.โฮ่ง โฮ่ง โฮ่ง เพ็ทช็อป & กรูมมิงเซ็นเตอร์ ต้องเสียค่าแฟรนไชส์ 120,000 บาท สามารถเลือกหมวดการให้บริการได้ขั้นต่ำ 3 รูปแบบโดยงบลงทุนขนาดย่อม 400,000 บาทขึ้นไป และกลาง 600,000 บาทขึ้นไป 2.โฮ่ง โฮ่ง โฮ่ง เพ็ทช็อป เอ็กซ์เพรส ค่าแฟรนไชส์ 90,000 บาท สามารถเลือกหมวดการให้บริการได้ขั้นต่ำ 2 หมวดบริการโดยงบลงทุนขนาดย่อม 300,000 บาทขึ้นไป และขนาดกลาง 450,000 บาทขึ้นไป
3.โฮ่ง โฮ่ง โฮ่ง เพ็ทช็อป แอนด์กรูมมิง สไตล์มินิ เหมาะสำหรับลูกค้าที่ต้องการทำร้านเพ็ทชอปขนาดเล็กแต่ครบด้วยบริการโดยใช้เงินลงทุนขั้นต่ำ 70,000 บาทขึ้นไป และ 4.โฮ่ง โฮ่ง โฮ่ง กรูมมิง เหมาะสำหรับลูกค้าที่ต้องการทำร้านกรูมมิงในปริมณฑลและต่างจังหวัดใช้เงินลงทุนขึ้นต่ำ 90,000 บาท ซึ่งปีนี้บริษัทจะเน้นการขยายแฟรนไชส์ในระบบที่ 3 และ 4 มากที่สุด เนื่องจากเป็นชอปที่ใช้พื้นที่ไม่มาก ใช้เงินลงทุนที่ไม่สูง และสามารถให้บริการได้อย่างครบวงจร
ปัจจุบับบริษัทมีสาขาแฟรนไชส์ 23 แห่ง และที่เซ็นสัญญาและจะเปิดต่อไปอีก 29 แห่ง ส่วนเป้าหมายของบริษัทในปีนี้คงไม่มีการขยายงานบริการเพิ่มเติม แต่จะเน้นการเพิ่มสาขาให้มากขึ้นเพื่อให้เพียงพอกับความต้องการโดยเฉพาะอย่างยิ่งสาขาต่างจังหวัดเนื่องจากยังมีสาขาอยู่น้อยแต่ความต้องการเริ่มมีมากขึ้น พร้อมทั้งเน้นการพัฒนางานคุณภาพ ระบบงานบริการที่เท่าเทียมกันทุกชอป และคุณภาพผลิตภัณฑ์ให้มากที่สุด
โดยการเปิดสาขาต่างจังหวัดจะเป็นการเปิดร้านที่ไม่ใช้งบในการลงทุนที่ไม่สูงมาก ไม่เกินแสนกว่าบาทก็สามารถเปิดได้เลยแต่ต้องมีพื้นที่แล้วและขึ้นอยู่กับการตกแต่งด้วย ตั้งเป้าเปิดจังหวัดละ 1 แห่ง คาดว่าถึงสิ้นปีน่าจะขยายสาขาต่างจังหวัดได้อีก 10-15 ชอป ส่วนเรื่องค่าบริการควรกำหนดให้ต่ำกว่ากรุงเทพฯ 15% และซัพพอร์ทระบบของต่างจังหวัดมากที่สุดเพื่อเป็นการลดความเสี่ยง คือทำให้ถึงจุดคุ้มทุนมากที่
นอกจากนี้ ปีนี้บริษัทยังได้ลงทุนเปิดศูนย์ค้าส่งในกรุงเทพฯ เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาเพื่อให้บริการซัพพอร์ทลูกค้าแฟรนไชส์และลูกค้าทั่วไปโดยเฉพาะลูกค้าต่างจังหวัด เนื่องจากหากการขยายสาขาไปต่างจังหวัดไม่ทันตามเป้าหมายก็จะให้ศูนย์ดังกล่าวเข้ามาซัพพอร์ทลูกค้าต่างจังหวัดก่อนโดยลูกค้าสามารถสั่งสินค้าที่ต้องการมาที่ศูนย์และศูนย์จะจัดส่งสินค้าให้ ส่วนการไปขยายศูนย์ไปในต่างจังหวัดนั้นคงไม่มีการทำเนื่องจากต้องใช้เงินลงทุนเยอะและต้องการเน้นสาขาแฟรนไชส์มากกว่า
-ชี้ความต่างซื้อแฟรนไชส์-ลงทุนเอง
เมย์ กล่าวถึง ความแตกต่างของธุรกิจสุนัขในรูปแบบแฟรนไชส์กับการเปิดธุรกิจด้วยตนเองว่า ในมุมมองของเจ้าของแบรนด์ถือว่ามีความจำเป็นที่ต้องมีแบรนด์ เนื่องจากความน่าเชื่อมีผลส่วนหนึ่งในการทำให้สินค้าและบริการสามารถขายได้ นอกจากนี้การมีแบรนด์จะต้องมีการทำตลาดรวมด้วย อย่างของบริษัทจะมีทั้งการโฆษณาและประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง และผ่านนิตยสาร โฮ่ง โฮ่ง โฮ่ง เพ็ทวาไรตี้ ซึ่งช่วยให้ธุรกิจมีการเติบโตที่เร็วขึ้น มีการออกสื่อทีวีต่างๆ เพื่อสร้างความรู้จักด้วย และยังมีการทำกิจกรรมต่างๆ ให้กับกลุ่มผู้บริโภครายย่อย อย่างบริการตัดขนสุนัขฟรี ฉีดยาให้กับสุนัขฟรี การให้คำแนะนำเกี่ยวกับสุนัข
ในขณะที่เป็นธุรกิจที่เปิดด้วยตัวเองกว่าที่จะมีคนรู้จักร้านก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 ปี อย่างไรก็ดี ตนมองว่าการขยายธุรกิจแบบนี้ควรจะมีแบรนด์ในรูปแบบแฟรนไชส์ดีกว่า เนื่องจากมีผู้นำทางธุรกิจให้คือแฟรนไชซอร์จะช่วยแฟรนไชซีตั้งแต่เริ่มดูทำเล การประเมินราคา สำรวจกลุ่มผู้บริโภค และคู่แข่งให้ ซึ่งตรงนี้แต่ละธุรกิจจะมีวางรูปแบบที่ไม่เหมือนกัน โดยของบริษัทจะมีการอบรมให้กับแฟรนไชซีด้วย และหากแฟรนไชซีมีปัญหาเรื่องสัตว์เลี้ยงบริษัทจะมีการส่งแพทย์เข้าไปดูแล
เมย์ กล่าวถึง การพัฒนาการให้บริการว่า ได้เสริมบริการสปา การทำไฮไลน์สีผม และแฟชั่นต่างๆ คาดว่าต่อไปอาจจะมีการทำเล็บสำหรับสุนัขด้วย และอาจจะมีการแตกไลน์จากธุรกิจโรงแรมสุนัขมาเป็นธุรกิจภัตตาคารสำหรับสัตว์เลี้ยง ซึ่งปัจจุบันร้านสาขาของบริษัทบางแห่งก็มีการเพิ่มธุรกิจกาแฟ ธุรกิจของตกแต่งบ้าน ธุรกิจกิฟท์ชอป และธุรกิจศูนย์ออกกำลังกายสำหรับสัตว์เลี้ยงเข้าไปด้วย
ลึกไม่แต่ลับกับกูรู ‘Grooming’
“ส่วนการที่ว่าจะทำธุรกิจตรงนี้ในรูปแบบแฟรนไชส์หรือว่าเปิดด้วยตนเองนั้น ผมว่าอยู่ที่เราเหมาะกับอะไรถ้าเรามีเงินทุนไม่มาก และไม่มีความรู้เรื่องสุนัขเลย ผมว่าซื้อแฟรนไชส์ดีกว่า แต่ต้องดูเงื่อนไขดีๆ ตอนนี้ธุรกิจแฟรนไชส์แบ่งได้เป็น 3 อย่างคือแฟรนไชส์ขายลูกสุนัข แฟรนไชส์ขายอาหาร หรือแอคเซสเซอรี่ และแฟรนไชส์กรูมมิ่ง ซึ่งถ้าถามว่าจะเลือกอะไรและปลอดภัยกับเงินผมว่าควรเลือกกรูมมิ่ง เพราะถ้าเราไปเรียนมาแล้วเราเอามาเปิด เราทำตามขั้นตอนของเขาตรงนี้เราก็จะมีลูกค้าเลย เราก็จะได้เงินเลยเราไม่ต้องพึ่งใคร แต่ถ้าเป็นแฟรนไชส์ลูกสุนัขเราต้องรอลูกสุนัขจากเขามาขาย”
อนุพันธ์ บุญชื่น ผู้อำนวยการสอน Kaset Pet Grooming School ให้ข้อมูล และมองถึงการขยายตัวของธุรกิจสุนัขว่า ร้านกรูมมิงก็จะมีขยายไปยังสัตว์อื่นๆ มากขึ้น อย่างแมว หนู หรืออย่างธุรกิจสปาสำหรับสุนัขก็มีผู้ประกอบการที่เปิดให้บริการทั้งสปาสุนัขและคนในที่เดียวกัน นอกจากนี้ต่อไปอาจจะเกิดธุรกิจเกี่ยวกับแฟชั่นของสุนัขเกิดขึ้นได้
อนุพันธ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมาธุรกิจเกี่ยวกับสุนัขมีแค่เพียงธุรกิจร้านเพ็ทชอปซึ่งเป็นร้านขายอาหารสุนัขทั่วไป แต่ ณ วันนี้มีการปรับตัวไปตามการเติบโตของตลาดสุนัข ซึ่งธุรกิจเกี่ยวกับสุนัขก็เริ่มมีการเติบโตอย่างจริงจังเมื่อ 5 ปีก่อนหน้านี้เอง
เริ่มจากการขายอาหารสัตว์มาสู่ธุรกิจกรูมมิงหรือตัดขนสุนัขซึ่งในไทยได้นำต้นแบบธุรกิจมาจากประเทศอเมริกา โดยมีกลุ่มผู้ที่เคยไปเรียนกรูมมิงและขยายเป็นโรงเรียนสอนตัดแต่งขนสุนัขเพื่อผลิตช่าง
สำหรับธุรกิจกรูมมิงถือเป็นธุรกิจที่กำลังเติบโตสูง เห็นได้จากจำนวนนักเรียนที่มาเรียนส่วนใหญ่ออกไปเปิดร้านกรูมมิงของตัวเองหรือไม่ก็เป็นพนักงานของร้านกรูมมิง ซึ่งตนคาดว่าต่อไปธุรกิจกรูมมิ่งจะมีมากขึ้น เพราะมีความต้องการที่จะพาสัตว์ไปนอกบ้านมากขึ้น
อนุพันธ์ กล่าวต่อว่า ด้านการแข่งขันของตลาดกรูมมิงรุนแรงตั้งแต่เมื่อปลายปี 2547 มีลูกเล่นทางการตลาด การทำโฆษณาและประชาสัมพันธ์ที่มากขึ้น โดยการแข่งขันยังคงเป็นเรื่องของราคามากกว่าบริการเห็นได้จากการที่มีการลดราคาค่าบริการและบางร้านมีการลดราคากันมากๆ ก็จะลดคุณภาพของแชมพู และการให้บริการที่ลงไปด้วย
และปัจจุบันทั้งธุรกิจเพ็ทชอปและกรูมมิ่งได้กระจายตัวไปถึงกลุ่มคลินิค และโรงพยาบาลสัตว์ต่างๆ ด้วย

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *