แพทย์ชี้ ระบบปัญญาไทยกำลังมีปัญหา

แพทย์ชี้ ระบบปัญญาไทยกำลังมีปัญหา
• คุณภาพชีวิต
วิจัยระบุ หญิงไทยบ้าผิวขาว

ปัจจุบันความนิยมผิวขาวใสของผู้หญิงไทยเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนล่าสุดมีผลวิจัยจากบริษัทในต่างประเทศระบุว่า ผู้หญิงไทยอายุระหว่าง 18-64 ปี มีการใช้ผลิตภัณฑ์ไวเทนนิงเพิ่มขึ้นถึง 58% คิดเป็นค่าใช้จ่ายต่อคนเฉียด 2,000 บาทต่อเดือน

หนักไปกว่านั้นคือ เมื่อเร็วๆ นี้ เครือข่ายเยาวชนสร้างสรรค์สังคม ระบุว่า เด็กหญิงวัย 6 ขวบ นำน้ำยาซักผ้าขาวไฮเตอร์มาทาผิว เพราะต้องการให้ผิวขาวหลังได้ชมโฆษณาครีมบำรุงผิว

“ค่านิยมผิวขาวและการศัลยกรรมความงามของคนไทยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากภาคธุรกิจโหมใช้โฆษณาเป็นเครื่องมือในการปรับค่านิยมของสังคมให้เห็นว่า คนสวยต้องเป็นผู้ที่ผิวขาว มีหน้าตาสะสวย โดยแข่งขันกันนำดารานักแสดงที่มีชื่อเสียงมาเป็นพรีเซนเตอร์ ซึ่งมีอิทธิพลต่อทัศนคติและค่านิยมของคนในสังคมเป็นอย่างมาก” นพ.บัณฑิต ศรไพศาล ผอ.สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ กล่าวถึงค่านิยมผิวขาวของผู้หญิงไทย

เขายกตัวอย่างว่า เดิมในผู้หญิง 10 คน มีคนใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้แค่เพียง 1-2 คน แต่ปัจจุบันมีผู้ใช้เพิ่มเป็น 3-4 คน และมีแนวโน้มการเติบโตแบบก้าวกระโดด โดยอนาคตอาจมีผู้ใช้ถึง 8 ใน 10 คน ส่งผลให้ผู้ที่ผิวไม่ขาวแปลกแยกจากสังคม

นพ.บัณฑิต วิเคราะห์ว่า ระบบปัญญาของสังคมไทยกำลังมีปัญหา เพราะปล่อยให้ธุรกิจเป็นผู้นำปัญญาของคน ดังนั้นค่านิยมต่างๆ ที่สร้างขึ้น จะนำไปสู่การเอื้อประโยชน์ทางธุรกิจโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อสังคม และทำให้คนไม่มีทางเลือกที่จะรับค่านิยมอื่นๆ เช่น ทำไมไม่มีการสนับสนุนค่านิยม ใจขาวมากกว่าผิวขาว

พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี แห่งวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม หรือ ว.วชิรเมธี ให้ความเห็นว่า เหตุที่คนไทยหันมาใช้ผลิตภัณฑ์ไวเทนนิงมากขึ้น เป็นเพราะมีทัศนคติในการประเมินคุณค่าคนที่ผิด คือคิดว่าคนที่มีเสน่ห์ สวยงาม ต้องผิวขาว ทั้งที่จริงๆ แล้วค่าของคนไม่ได้อยู่ที่สีผิวว่าจะขาวหรือดำ แต่อยู่ที่ว่าเป็นคนอย่างไร ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า อย่าถามถึงผู้อื่นว่านามสกุลอะไร แต่จงถามว่าเขาเป็นคนอย่างไร

“การโหมสร้างค่านิยมผิวขาวให้แก่สังคมเป็นเรื่องที่อันตรายต่อเยาวชนเป็นอย่างมาก เพราะเยาวชนไทยส่วนใหญ่ไม่มีผิวขาว ดังนั้นเมื่อทัศนคติสังคมประเมินคุณค่าคนจากสีผิว ทำให้เยาวชนกลุ่มนี้รู้สึกว่าตัวเองมีปมด้อย ไม่กล้าพูดไม่กล้าทำในเรื่องต่างๆ ส่งผลให้ศักยภาพที่มีในตัวถูกบดบัง ดังนั้นทุกฝ่ายต้องหันมาช่วยกันสร้างทัศนคติในการประเมินคุณค่าคนของสังคมใหม่ โดยประเมินว่าเขาคนนั้นเป็นคนอย่างไร” พระมหาวุฒิชัย กล่าว

ลัดดา ตั้งสุภาชัย ผอ.กลุ่มเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) กล่าวว่า ค่านิยมผิวขาวเป็นเครื่องสะท้อนให้เห็นว่าสังคมไทยถูกวัฒนธรรมต่างชาติรุกล้ำเข้ามาอย่างรวดเร็ว และทำให้ความเป็นไทยสูญเสียไป โดยเยาวชนจำนวนไม่น้อยไม่พอใจกับผิวสีแทนซึ่งเป็นสีผิวของคนไทย และต้องการทำให้มีผิวขาวใสแบบดาราเกาหลี ญี่ปุ่น

ผอ.กลุ่มเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม ให้ความเห็นอีกว่า โฆษณาตามสื่อต่างๆ เป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างค่านิยมเรื่องผิวขาวให้แก่สังคม โดยเฉพาะเยาวชนที่เห็นดาราที่ตัวเองชื่นชอบมาเป็นพรีเซนเตอร์ก็ทำให้อยากมีผิวขาวเหมือนกับดารา

ขณะที่มุมมองของหน่วยงานรัฐผู้กำกับดูแลเรื่องเครื่องสำอางอย่าง ภญ.วีรวรรณ แตงแก้ว รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ยืนยันว่า สีผิวธรรมชาติถือเป็นสีผิวที่ดีที่สุดแล้ว โดยผลิตภัณฑ์ไวเทนนิงส่วนใหญ่เป็นการผสมสาร 3 ชนิด คือ สารสกัดจากพืชที่อ้างว่ามีสารแอนติออกซิแดนต์ ที่ช่วยป้องกันผิวไม่ให้ได้รับอันตรายจากแสงแดด และสารกันแดดที่ป้องกันผิวจากแสงอัลตราไวโอเลต ขณะที่สารที่ อย.ห้ามเติมในเครื่องสำอางคือ สารที่เข้าไปทำลายเม็ดสีในผิวให้เปลี่ยนแปลงจากดำเป็นขาว อาทิ ไฮโดรควิโนน ปรอท แอมโมเนียม เพราะทำให้เกิดอาการผิวขาวด่างเป็นอันตรายได้

“สาร 2 ประเภทแรกที่ใส่ลงในเครื่องสำอางไม่มีการศึกษายอมรับว่าทำให้ผิวขาวขึ้น แต่เป็นเพียงหลักการที่ระบุว่า เมื่อไม่โดนแสงแดดผิวก็จะไม่ดำไปกว่าเดิม แต่ไม่ได้ทำให้ขาวขึ้นจากสีผิวตามธรรมชาติแต่อย่างใด” ภญ.วีรวรรณ กล่าว

ความที่เครื่องสำอางที่มีไวเทนนิงมีอยู่มากมายนับร้อยๆ ชนิด แล้วเราจะเลือกอย่างไรดีถึงจะได้ผลและไม่เป็นเหยื่อของการโฆษณา พญ.ณัฐินี สุทธินรเศรษฐ์ แพทย์ผิวหนังประจำคลินิกเอเพ็กซ์บิวตี้ แนะว่า ก่อนซื้อควรอ่านฉลากข้างผลิตภัณฑ์ให้ดีว่ามีส่วนผสมมาจากอะไร ในปริมาณเท่าใด

“หากไม่อ่านให้แน่ใจ เกิดโชคไม่ดีเครื่องสำอางที่คุณใช้อยู่อาจมีสารพิษที่เป็นอันตรายต่อผิวสวย เช่น สารปรอทและสารไฮโดรควิโนน (เป็นสารที่ควบคุมต้องสั่งโดยแพทย์เท่านั้นปริมาณการใช้ 2-5% เครื่องสำอางที่ขายทั่วไปมักไม่ใช้ส่วนผสมชนิดนี้ ยกเว้นคลินิกแพทย์ผิวหนังเพื่อให้เหมาะสมกับคนไข้แต่ละคน)

สารทั้ง 2 ตัวนี้เป็นที่นิยม เพราะออกฤทธิ์ขัดขวางขบวนการสร้างเม็ดสีที่อยู่ใต้ผิว แถมยังทำให้ผิวจางลง ผิวจึงขาวขึ้นได้อย่างรวดเร็ว แต่มีข้อเสียคืออาจทำให้เกิดอาการแพ้ นอกจากนี้หากใช้เครื่องสำอางที่มีส่วนผสม 2 ชนิดนี้ไปนานๆ จะเกิดการสะสม ผิวหน้าที่เคยขาวเมื่อแรกใช้ ก็อาจกลับคล้ำลงกว่าก่อนใช้เสียอีก โดยส่วนผสมที่มาจากไฮโดรควิโนน จะทำให้ใบหน้าของผู้ใช้มีอาการแสบ ผิวหน้าแดง ยิ่งใช้ไปนานๆ หน้าก็จะดำขึ้น อาจมีตุ่มดำหรือจุดด่างขาวขึ้นตามใบหน้า

นอกจากสารทั้ง 2 ชนิด ดังกล่าวแล้ว ยังมีสารประเภทอื่นๆ เช่น กรดวิตามินเอ กรดวิตามินซี กรดผลไม้ (AHA, BHA ) กรดอาเซลิอิก สารเหล่านี้ช่วยให้หน้าขาวขึ้นบ้าง แต่ออกฤทธิ์ช้า บางคนอาจแพ้ ทำให้แสบหน้าได้ แต่โอกาสเกิดขึ้นน้อยมากๆ สารเหล่านี้สามารถใช้ในการรักษาฝ้า กระ ได้ ภายใต้การควบคุมของแพทย์”

พญ.ณัฐินี ให้ข้อมูลอีกว่า สารประเภทไวเทนนิงแบ่งออกเป็น 3 ชนิด คือ ประเภทแรกเป็นยา เช่น ยารักษาฝ้า ซึ่งอาจจะพบสารปรอทหรือไฮโดรควิโนน ที่มีผลข้างเคียงกับผิวหน้าในภายหลัง โดยปกติแล้วการรักษาฝ้าหรือการที่จะทำหน้าขาวนั้น การใช้ยาประเภทนี้จะต้องอยู่ภายใต้การสั่งยาของแพทย์ และเป็นยาที่ไม่มีการผลิตขาย ใช้เฉพาะในการรักษา

ประเภทที่สอง เวชสำอาง ส่วนมากมีส่วนผสมของกรดผลไม้ ซึ่งเป็นสารสกัดจากผลไม้ต่างๆ “เช่น จากอ้อย (ไกโครลิก) ส้ม (ซิทริกแอสิด) หรือพรรณพืชต่างๆ นอกจากนี้ยังมีเคมีที่ไม่ได้อยู่ในตระกูล AHA ตัวอื่นๆ อาทิ เรตินอล (อนุพันธ์ของวิตามินเอ) กรดวิตามินซี ซึ่งเป็นสารกันบูดในตัว โคจิกแอสิด สารฮาบูติน สารสกัดจากชะเอม) หรือชาเขียว-ชาขาว ซึ่งสารสกัดนี้ก็มีการคิดค้นขึ้นมาใหม่ทุกๆ ปี ส่วนการผสมนั้นจะผสมอะไรกับอะไร ปริมาณเท่าไหร่ ก็ขึ้นอยู่กับสูตรลับของแต่ละบริษัท เจ้ากรดเอเอชเอนี้มีฤทธิ์ในการลอกผิวหน้าและลดการสร้างเม็ดสีในระดับหนึ่ง”

ประเภทที่สาม คือประเภทที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มยาและเวชสำอาง ซึ่งมีสารฟีนอล ปรอท ที่เป็นสารอันตราย เพราะจะทำลายเซลล์สร้างเม็ดสี ทำให้หน้าลอกและมีผลต่อระบบทางเดินหายใจ ถือเป็นเครื่องสำอางประเภทผิดกฎหมาย

สำหรับการเลือกใช้ให้เหมาะ พญ.ณัฐินี แนะนำว่า ถ้ามีผิวแห้งก็ไม่ควรใช้ไวเทนนิงที่มีส่วนผสมจากกรดผลไม้ เพราะจะทำให้หน้าแห้งยิ่งขึ้น และอาจเกิดอาการแพ้ สวนคนผิวมันก็ไม่ควรใช้ไวเทนนิงที่มีส่วนผสมของน้ำมัน

ทางที่ดีควรใช้ควบคู่กับครีมกันแดด (ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นมากกว่าไวเทนนิงเสียอีก) โดยครีมกันแดดที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน นอกจากช่วยป้องกันรังสียูวีเอและยูวีบี ซึ่งอาจก่อมะเร็งผิวหนังแล้ว ยังช่วยไม่ให้ผิวคล้ำลง

ข้อควรระวังในแต่ละครั้งของการบำรุงผิว คือไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์มากเกิน 5 ชนิด เนื่องจากเมื่อเกิดแพ้แล้ว ยากจะทราบแน่ชัดว่าแพ้เครื่องสำอางตัวใด

คุณหมอผิวหนังทิ้งท้ายว่า โดยธรรมชาติคนไทย พื้นฐานของผิวหน้าและผิวพรรณนั้นเป็นสีดำแดง ผิวสองสี และบ้านเราแดดแรง แตกต่างจากเมืองจีนหรือเกาหลี การใช้เครื่องสำอางต่างๆ ต้องระมัดระวังให้ดี เพราะสารเคมีย่อมมีผลข้างเคียง ไม่ว่าไวเทนนิงนั้นจะอยู่ในระดับมาตรฐานใด

“แม้ผิวไม่ขาว หากดูสะอาดสะอ้านกลิ่นกายหอม นิสัยดี ก็ดูดีแล้วละค่ะ”

ที่มา: หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *