แบบไหนถึงเรียกว่า 'รีแบรนด์'

แบบไหนถึงเรียกว่า ‘รีแบรนด์’
หลายปีมานี้ มีข่าวบริษัทเปลี่ยนชื่อให้เห็นเป็นระยะๆ จนกลายเป็นกิจกรรมปกติไปแล้วในทุกวันนี้ โดยปกติเป้าหมายการเปลี่ยนชื่อกิจการต่างๆ ไม่แตกต่างจากคนเท่าใดนัก คือเชื่อว่าทำแล้ว ชีวิตจะดีขึ้น
ในกรณีคนบางคนมีความเชื่อว่าชื่อที่ดูบ้านๆ ที่พ่อแม่ตั้งให้ จะทำให้ชีวิตถูกถ่วงปิดกั้นโอกาสที่จะไปสู่ความก้าวหน้า จึงเปลี่ยนชื่อแบบให้ดูอ่านยากๆเพราะเชื่อว่าทำแล้วชีวิตจะดีขึ้น หรือเลี่ยงอักษร และ สระที่เชื่อว่าไม่เป็นมงคล จนชื่อคนบางคนต้องเดาทั้งวิธีอ่านและความหมาย
สำหรับคนนั้น เวลาเปลี่ยนชื่อ หากไม่พึ่งพระ ก็ต้องอาศัยหมอดู แต่ถ้าเป็นบริษัทการเปลี่ยนชื่อต้องอาศัยที่ปรึกษาด้านการตลาด ซึ่งเชี่ยวชาญกระบวนการเปลี่ยนและสื่อสารกับตลาดเพื่อบอกกล่าวถึงสิ่งที่เปลี่ยนแปลงให้เข้าใจ และจดจำ ภาพลักษณ์ใหม่ ตลอดจนชื่อใหม่ตามกรอบเวลาที่กำหนด
เดิมนั้นชื่อบริษัท กับ ตราสินค้า หรือ แบรนด์ มักแยกส่วนกัน ส่วนชื่อ แบรนด์แต่ละแบรนด์ ระยะหลังเจ้าของกิจการนิยมเอาชื่อบริษัทมาเป็น
แบรนด์ในตัว นัยว่าเพื่อความคล่องตัวในการสื่อสารกับ ตลาด กับ ผู้บริโภค และเรียกกระบวนการนี้แบบเหมารวมๆกันว่าการ”รีแบรนด์”
ผู้อ่านลองหลับตาแล้วนึกดูว่ามีบริษัทกี่แห่งที่ใช้ชื่อบริษัทเป็นแบรนด์ รับรองทุกคน สามารถเค้น บริษัทที่ใช้ชื่อกิจการเป็นแบรนด์ จากความทรงจำได้มากกว่า 5 ราย !!! ต่อให้จำกัดเฉพาะกิจการในไทย ผู้อ่านทุกท่านก็ยังนึกออกอยู่ดี เพราะ “รีแบรนด์”กลายเป็นแฟชั่นของธุรกิจยุคนี้ไปแล้ว
เหตุผลนอกจาก วิ่งตามกระแสแล้ว แบรนด์เก่ายังเป็น”แพะ”ให้ผู้บริหารบางคนโยนบาปว่าเป็นต้นตอให้ ตนทำงานไม่บรรลุเป้า ทั้งที่ความจริงแล้ว กำไรหรือขาดทุนในการประกอบการขึ้นอยู่กับว่า ผู้บริหารคนนั้นมีเนื้อหา ขนาดไหนมากกว่าชื่อบริษัทเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยน
เมื่อเร็วๆนี้ รัฐมนตรีนายหนึ่ง ออกมาประกาศขึงขังว่าจะ รีแบรนด์ ช่อง 11 ซึ่งเป็น สถานีโทรทัศน์ในสังกัดกรมประชาสัมพันธ์ ให้เป็นสุดยอดสถานีโทรทัศน์ ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา มีคำว่า NBT มาขึ้นหน้าจอแทนเครื่องหมาย ช่อง 11
ในฐานะผู้ชมคนหนึ่งที่เฝ้าติดตามอย่างในจดใจจ่อมาตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงเริ่มนับหนึ่ง มีคำถามว่า “เขาเปลี่ยนทำไม” เพราะเนื้อหา และรูปแบบการนำเสนอ ไม่ได้เหนือกว่าของเดิมแต่ประการใด เดิมนั้น คาดหวังว่าจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างสิ้นเชิงในสถานีโทรทัศน์แห่งนี้ แต่เอาเข้าจริงกลับมีคำถามมาแทน
เวลานี้ได้แต่หวังว่าการปรับเปลี่ยนในช่วงต่อจากนี้ไป คงจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญให้สมกับที่รัฐบาลออกมาการันตีให้ ไม่ใช่แค่เปลี่ยนแต่ชื่อเหมือนหลายบริษัทที่ทำแล้ว ผู้บริหารทึกทักเอาเองว่า “การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นแล้ว ” ทั้งที่ทุกอย่างยังเหมือนเดิมมีแค่ป้ายหน้าบริษัท กับ ที่พิมพ์ในนามบัตรผู้บริหารและพนักงานเท่านั้นที่เปลี่ยนไป
ว่าไปแล้ว ความหมายของคำว่ารีแบรนด์ น่าจะกินความลึกลงไปถึงการปฏิรูปเนื้อหาธุรกิจ แนวคิดในการจัดการ และวิสัยทัศน์ใหม่ของผู้บริหารที่องค์กรเปลี่ยนผ่านไปสู่สถานการณ์ใหม่ ไม่ใช่แค่เปลี่ยนชื่อเท่านั้น และตัวที่ชี้วัดผลสำเร็จของการ รีแบรนด์ ไม่ใช่ดูแค่ว่า ตลาดรับทราบถึงการเปลี่ยนชื่อหรือภาพลักษณ์ใหม่เท่านั้น หากยังต้องรวมไปถึง บรรทัดสุดท้ายของงบการเงินด้วยว่าเป็นอย่างไร เพราะตัวเลขชุดนี้จะเป็นประจักษ์พยานที่ดีที่สุด ว่ารีแบรนด์แล้วโอเคมั้ย!!!
อย่าลืมว่า บริษัทที่สามารถเปลี่ยนชื่อ และสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้กับองค์กรว่า ทันสมัย วิถีธุรกิจสอดคล้องคนรุ่นใหม่ คงไม่ถือว่าประสบความสำเร็จ หากยังไม่สามารถสะสางหนี้ก้อนโตได้ หรือใครว่าไม่จริง!!!!

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *