แนะทำงานหลังเกษียณช่วยให้ตายช้า อยู่เปล่าๆเสี่ยงโรคหัวใจ-มะเร็ง-อัมพาต

แนะทำงานหลังเกษียณช่วยให้ตายช้า อยู่เปล่าๆเสี่ยงโรคหัวใจ-มะเร็ง-อัมพาต
• คุณภาพชีวิต
ผู้สูงวัย ไม่ควรละเลยการออกกำลังกาย

คนที่เพิ่งปลดเกษียณจำนวนมากใฝ่ฝันว่า หลังจากปลดภาระการงานอันหนักอึ้งออกไปจากชีวิตประจำวันแล้ว ตัวเองจะนั่งกิน นอนกิน ท่องเที่ยว ปลูกต้นหมากรากไม้ แต่นักวิจัยบอกว่า ทำแบบนี้อันตราย
ผลวิจัยพบว่า คนที่เลิกทำงานทำการทุกสิ่งทุกอย่างในทันทีที่ปลดเกษียณนั้น มีความเสี่ยงสูงขึ้นที่จะเป็นโรคหัวใจ มะเร็ง และโรคร้ายแรงอื่นๆ แต่คนที่หางานบางเวลาทำจะมีความเสี่ยงเหล่านี้น้อยกว่า
นอกจากช่วยให้มีรายได้แล้ว คนที่ยังคงทำงานพาร์ตไทม์ที่เกี่ยวข้องกับการงานอาชีพที่ตัวเองเคยทำ ยังมีสุขภาพจิตดีกว่าคนที่ปลดระวางตัวเองโดยสิ้นเชิงด้วย
งานชิ้นนี้ยืนยันสมมติฐานที่มีมานานที่ว่า คนที่หยุดทำงานอย่างปุบปับเมื่อเกษียณอาจเสียชีวิตหลังจากนั้นไม่นาน
ดร.โม หวัง แห่งมหาวิทยาลัยแมรีแลนด์ เรียกร้องให้บรรดานายจ้างช่วยพนักงานของตนในช่วงเปลี่ยนผ่านจากการทำงานสู่การปลดเกษียณ ด้วยการเสนองานที่เป็น “บันไดลง” ให้ทำ
นักวิจัยได้วิเคราะห์ข้อมูลจากผู้เข้าร่วมกว่า 12,000 คน อาสาสมัครเหล่านี้มีอายุระหว่าง 51-61 ปีในตอนที่เริ่มโครงการวิจัยนี้เมื่อปี 2535 โดยมีการสัมภาษณ์ผู้เข้าร่วมในทุกๆ 2 ปีในช่วงเวลา 6 ปี ครอบคลุมประเด็นเรื่องภาวะสุขภาพ สถานะการเงิน ประวัติการมีงานทำ คนเหล่านี้เกษียณเมื่อมีอายุเฉลี่ย 58 ปี
ดร.หวังซึ่งทำงานวิจัยนี้ ให้กับสถาบันวิจัยภาวะชราภาพแห่งชาติของสหรัฐ ยังได้ศึกษาอาการเจ็บป่วยต่างๆ ด้วย เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน มะเร็ง โรคปอด โรคหัวใจ เส้นเลือดสมองแตก และปัญหาทางสภาพจิตใจ
งานวิจัยพบว่า คนที่ยังคงทำงานต่อไปมีโรคร้ายแรงน้อยกว่า และมีปัญหาด้านจิตใจน้อยกว่าคนที่ปลดเกษียณไปโดยสิ้นเชิง และคนที่ยังคงทำงานที่มีความเกี่ยวข้องกับการงานในอดีตนั้นมีสุขภาพจิตดีกว่าคนที่ไปทำงานอย่างอื่นที่ไม่เชี่ยวชาญมาก่อน
รายงานซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Occupational Healh Psychology ยังพบอีกว่า คนที่หันไปทำงานที่ไม่เกี่ยวกับงานในอดีตของตน อาจต้องดิ้นรนมากเพื่อการปรับตัวในงานใหม่ ทำให้มีความเครียดมากกว่า
ปัจจัยที่นำมาร่วมพิจารณาด้วยคือ ภาวะสุขภาพ สถานะทางการเงิน อายุ เพศและระดับการศึกษาของอาสาสมัคร
นักวิจัยยังไม่รู้ว่าทำไมงานพาร์ตไทม์หลังปลดเกษียณจึงส่งผลดีต่อสุขภาพ แต่เข้าใจว่าเป็นเพราะการทำงานทำให้คนเหล่านี้ต้องมีความกระฉับกระเฉงทั้งทางร่างกายและจิตใจ จึงเป็นการลดความเสี่ยงต่อโรคซึมเศร้าและความเครียด

ที่มา : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *