แนวโน้มERP สำหรับองค์กรยุคใหม่

แนวโน้มERP สำหรับองค์กรยุคใหม่
Source: โกศล ดีศีลธรรม

ระบบวางแผนทรัพยากรองค์กรหรือ ERP เป็นเทคโนโลยีบริหารกระบวนการธุรกิจโดยเฉพาะการเชื่อมโยง SCM ซึ่งพัฒนาการช่วงแรกของระบบ ERP ได้เน้นการบูรณาการกระบวนการหลักของธุรกิจเพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกรรมประจำวัน หรืออาจกล่าวได้ว่า ERP มีความสามารถเป็นเลิศในการบริหารจัดการงานธุรการและสร้างรายงานทางการเงิน แต่รายงานดังกล่าวไม่สามารถสนับสนุนให้นักวิเคราะห์สามารถวางแผนได้อย่างมีประสิทธิผล
ดังนั้นช่วงปลายทศวรรษที่ 1990 ทางผู้จำหน่ายระบบ ERP จึงผนวกระบบสนับสนุนการตัดสินใจหรือระบบอัจฉริยะทางธุรกิจ (Business intelligence) ซึ่งจัดเป็นพัฒนาการยุคที่สองของระบบ ERP ดังนั้นผลจากพัฒนาการดังกล่าวจึงไม่เพียงแค่สนับสนุนการตัดสินใจให้กับผู้บริหารเท่านั้น แต่ยังสนับสนุนกระบวนการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ (CRM) ด้วยการร่วมใช้สารสนเทศระหว่างพนักงานขายและฝ่ายปฏิบัติงาน ซึ่งสารสนเทศหลักประกอบด้วย ประวัติการขาย การจัดส่ง สถานะคำสั่งซื้อ เป็นต้น สารสนเทศดังกล่าวช่วยให้ระบบ CRM สามารถคาดการณ์ความต้องการลูกค้าและการวางแผนกิจกรรมส่งเสริมการขาย
ในยุคแห่งการขยายตัวเครือข่ายอินเตอร์เน็ตและการเติบโตธุรกรรมการค้าอิเลคทรอนิคส์ (E-commerce) ทำให้ผู้จำหน่ายซอฟท์แวร์ได้พัฒนาโปรแกรมให้สามารถใช้งานบนเว็บไซต์ เพื่อเชื่อมโยงระบบสารสนเทศระหว่างองค์กร (B2B) และองค์กรธุรกิจกับลูกค้า (B2C) รวมทั้งการสื่อสารจากลูกค้าสู่องค์กรธุรกิจ (C2B) เพื่อตอบสนองความเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี E-Business ซึ่งผลจากปัจจัยการลงทุนในตลาดธุรกิจระหว่างองค์กร (B2B) ทำให้ผู้จำหน่ายระบบ ERP แสวงหากลยุทธ์เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของต้นแบบธุรกิจใหม่ ด้วยเหตุนี้ ERP จึงเป็นเครื่องมือสนับสนุนการตัดสินใจและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1990 โดยเฉพาะการบูรณาการกระบวนการ SCM กับระบบ CRM และเกิดการพัฒนารูปแบบการใช้งาน (Extend ERP) เพื่อสนับสนุนธุรกรรมบน E-Business ด้วยการรวมระบบการทำงานหน้าร้าน (Front office) กับระบบหลังร้าน (Back office)
สำหรับรูปแบบการใช้งาน Front office ประกอบด้วยพนักงานขายอัตโนมัติ (Sale force automation) หรือ SFA และระบบ CRM ซึ่งถูกผนวกรวมกับโมดูลการใช้งานทั่วไป (Existing module) นอกจากนี้ยังรวมเครื่องมือสำหรับการวิเคราะห์หรือซอฟท์แวร์สนับสนุนการตัดสินใจดังที่กล่าวข้างต้น
ปัจจุบันผู้ค้าซอฟท์แวร์รายใหญ่ได้พัฒนา ERP ให้สามารถทำงานบนเครือข่ายไคลเอ็นท์เซอร์ฟเวอร์และเกิดความยืดหยุ่นการทำงานบนพีซีแพลตฟอร์ม เวอร์กสเตชันหรือระบบเมนเฟรม ซึ่งต่อเชื่อมกับเครือข่ายท้องถิ่น (LAN) แม้ว่าระบบ ERP ได้มีบทบาทเพิ่มศักยภาพการดำเนินงานก็ตามแต่ก็ยังมีปัจจัยข้อจำกัดหลายประการ เช่น ข้อจำกัดการลงทุนเนื่องจากซอฟท์แวร์มีราคาแพง การติดตั้งระบบต้องมีการปรับเปลี่ยนกระบวนการภายในองค์กรและต้องใช้บุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะ

รูปที่ 1 การบูรณาการเครื่องมือสนับสนุนระบบ ERP

ด้วยเหตุนี้ในช่วงราว 4-5 ปีก่อน จึงมีผู้เสนอทางเลือกให้กับธุรกิจที่มีความต้องการใช้งานระบบ ERP โดยให้ผู้ประกอบการเช่าใช้ระบบ (Lease application) เพื่อลดภาระการลงทุนและความยุ่งยากซับซ้อนทางเทคนิคซึ่งทางเลือกดังกล่าวเรียกว่า Application service provider (ASP) โดยผู้ค้าซอฟท์แวร์ระบบ ERP เป็นผู้เสนอเงื่อนไขการให้บริการและดำเนินการติดตั้งระบบให้กับผู้ใช้งาน ซึ่งเป็นกลยุทธ์หนึ่งสำหรับบริหารความเสี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีต้นทุนสูงและใช้ระยะเวลาสำหรับติดตั้งระบบนาน รวมทั้งปัญหาการจัดสรรบุคลากรเพื่อดูแลระบบ ด้วยเหตุนี้ทางเลือกดังกล่าวจึงเหมาะสำหรับธุรกิจขนาดกลางและย่อม (SME) แต่ปัญหาข้อจำกัดที่เกิดขึ้นสำหรับการให้บริการ นั่นคือ ผู้ให้บริการ (ASP) อาจเสนอให้องค์กรผู้ใช้งานทำสัญญาเช่าใช้ระบบเป็นระยะเวลาหลายปี ซึ่งทำให้ผู้ใช้งานหลายรายไม่อยากยึดติดกับระบบระยะยาว ส่วนอีกประเด็นก็คือความไม่ยืดหยุ่นในการใช้งานหรือความสามารถของระบบอาจไม่เหมาะกับองค์กรผู้ใช้งาน

ปัจจุบันระบบวางแผนทรัพยากรองค์กรได้เป็นปัจจัยสนับสนุนความได้เปรียบการแข่งขันให้กับองค์กรธุรกิจยุคใหม่โดยเฉพาะองค์กรขนาดใหญ่ที่ลงทุนติดตั้งระบบเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานแต่การปรับเปลี่ยนระบบหรือกระบวนการธุรกิจแบบเดิมเข้าสู่ระบบ ERP เป็นโครงการที่ใช้เงินทุนและทรัพยากรสูงมากดังนั้นจึงควรศึกษากระบวนการธุรกิจระดับองค์กรและข้อมูลรายละเอียดจากผู้จำหน่ายซอฟท์แวร์แต่ละรายก่อนตัดสินใจเพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสียหากระบบที่จัดซื้อไม่สอดคล้องกับกระบวนการทำงานขององค์กร

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *