แนวทางในการถ่ายทอดความรู้

แนวทางในการถ่ายทอดความรู้
มองมุมใหม่ : รศ.ดร.พสุ เดชะรินทร์ pasu@acc.chula.ac.th กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2548
ในเรื่องของ การถ่ายทอดความรู้ ในสัปดาห์นี้จะเจาะในประเด็นถึงแนวทางในการถ่ายทอดความรู้ ด้วยรูปแบบต่างๆ กัน ผู้อ่านลองโยงเข้ากับสิ่งที่ท่านเจอในชีวิตประจำวันดู และลองดูว่าเห็นด้วยกับแนวทางเหล่านี้หรือไม่ ใน หนังสือ Deep Smart ที่เขียนโดย Dorothy Leonard และ Walter Swap ได้แบ่งขั้นตอนหรือกระบวนการในการถ่ายทอดความรู้จากบุคคลหนึ่งไปยังอีกบุคคลหนึ่ง ทั้งหมดห้าขั้นตอน โดยเรียงจากบทบาทของผู้รับการถ่ายทอดความรู้ จากการรับความรู้ในเชิงรับ แล้วค่อยๆ เข้าสู่การรับความรู้ในเชิงรุก
เรามาดูทั้งห้าขั้นตอนเริ่มจากขั้นที่หนึ่งก่อน
ขั้นที่หนึ่งคือการรับการถ่ายทอดโดยการบรรยายหรือชี้นำ (Directives / Presentations / Lectures) การถ่ายทอดด้วยวิธีการนี้จะเป็นสิ่งที่เราคุ้นเคยกันดีนะครับ เหมือนๆ กับที่เราเจอบ่อยในห้องเรียนสมัยเรียนหนังสือ ที่อาจารย์จะมาบรรยายหน้าห้องให้เราฟัง หรือเมื่อเราเริ่มเข้าไปทำงานเจ้านายหรือลูกพี่ จะบอกเราว่าให้ทำอะไรบ้าง โดยผู้เรียนไม่ต้องคิดอะไรมาก เพียงแค่ปฏิบัติตามที่ถูกบอกให้ทำ หรือเหมือนสมัยเรียนหนังสือก็ท่องหนังสือตามที่อาจารย์สอนเป็นนกแก้วนกขุนทอง
การถ่ายทอดความรู้ด้วยวิธีการนี้ก็พบเจอทั่วไปในองค์กร แต่ผู้อ่านคงจะเห็นพ้องกันว่า จะต้องอย่าไปหวังอะไรมากจากการถ่ายทอดความรู้ในลักษณะนี้ โดยเฉพาะความรู้ที่เกิดขึ้นจากการสั่งสมประสบการณ์มานานนับสิบปี
ขั้นที่สองคือ การถ่ายทอดผ่านสูตรสำเร็จ (Rules of Thumb) ภายใต้แนวทางนี้ตัวผู้สอนหรือโค้ชจะรวบรวมประสบการณ์ที่ตนเองได้เรียนรู้มา แล้วถ่ายทอดออกมาเป็นแนวทาง ประโยค หรือข้อคิดสั้นๆ ที่ถ่ายทอดต่อไปยังคนอีกรุ่นหนึ่ง
ผู้อ่านลองนึกย้อนกลับดูก็ได้ แล้วจะพบว่า บรรดาบุคคลสำคัญของโลกมักจะมีคำพูดหรือประโยคเด็ดที่เกิดขึ้นจากประสบการณ์ ความรู้ที่สะสมมานานนับสิบๆ ปี ถ่ายทอดออกมา แต่การถ่ายทอดความรู้ผ่านแนวทางนี้ก็ก่อให้ความสับสนได้เหมือนกันนะครับ เนื่องจากผู้รับจะต้องไปขยายความต่อและบางทีประโยคเด็ดนั้นก็อาจจะยังไม่ชัดเจนเพียงพอ
ขั้นที่สามคือ การถ่ายทอดผ่านทางเรื่องราวหรือนิทาน (Stories with a Moral) ซึ่งถือเป็นวิธีการที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในการถ่ายทอด หรือบอกเล่าประสบการณ์จากรุ่นหนึ่งไปยังอีกรุ่นหนึ่ง และทำให้เรื่องราวเหล่านั้นได้ถูกจดจำได้ง่ายขึ้น
นักวิทยาศาสตร์เองก็ยอมรับว่า มีสาเหตุทางการแพทย์ที่เป็นที่เชื่อถือได้ ว่าสมองคนเราจะรับรู้และจดจำต่อเรื่องราวและนิทานได้ดีกว่าการบอกเล่าธรรมดา ไม่ต้องมองอื่นไกล นึกถึงเด็กๆ ก็ได้ เราเองก็จะจำนิทานหลายๆ เรื่องที่ได้ยินสมัยเด็กๆ ได้ดีกว่าเหตุการณ์บางเหตุการณ์เสียอีก
นอกจากนี้นะครับ ยังพบอีกด้วยว่า เมื่อเราได้พบหรือเจอประสบการณ์ที่สอดคล้องกับนิทานที่เราได้ยิน เราก็จะสามารถย้อนกลับไปรำลึกถึงเหตุการณ์ในนิทานนั้นได้อย่างชัดเจน
ขั้นที่สี่คือ การถ่ายทอดผ่านทางการตั้งคำถาม (Socratic Questioning) ซึ่งเป็นแนวทางในการถ่ายทอดความรู้ที่มีมานานตั้งแต่สมัยปราชญ์โบราณอย่าง Socratis และก็เป็นวิธีที่อาจารย์ทางด้านบริหารธุรกิจหลายท่านใช้ในการสอนกรณีศึกษา นั่นคือให้ผู้สอนจะใช้วิธีตั้งคำถาม เพื่อให้ผู้เรียนได้คิด และจากการที่ได้คิดนั้น จะทำให้สามารถได้คำตอบนั้นมาด้วยตนเอง โดยไม่ต้องอาศัยการบอกเล่าจากผู้สอน
การตั้งคำถามนั้นจะทำให้ผู้ฟังได้มีการทบทวนในประโยคคำถามเหล่านั้นได้ชัดเจนขึ้น อีกทั้งทำให้ผู้ฟังได้ย้อนกลับมาคิดและท้าทายถึงความเชื่อแต่เดิมของตนเอง
ขั้นสุดท้ายคือการถ่ายทอดความรู้โดยผู้เรียนได้มีโอกาสเรียนรู้ด้วยตนเอง และมีผู้มีประสบการณ์คอยให้คำแนะนำ (Learning by Doing / Guided Experience) ผู้อ่านที่ผ่านการสัมมนาบ่อยๆ คงจะนึกออกถึงความแตกต่างระหว่างการสัมมนาที่มีแต่อาจารย์มาบรรยายให้ฟังอย่างเดียว (ท่องตำรามาอ่านให้ฟัง) หรืออาจารย์ที่มีประสบการณ์ที่นำกรณีศึกษาจากประสบการณ์ที่เจอมา เล่าให้ฟัง (การบอกเล่าเรื่องราว) และการสัมมนาที่เป็นลักษณะของเชิงปฏิบัติการ ที่ผู้เรียนได้มีโอกาสปฏิบัติตามเนื้อหาที่เรียนมา โดยมีอาจารย์หรือวิทยากรเป็นผู้ให้คำแนะนำอยู่ข้างๆ
ผู้อ่านจะพบว่า วิธีการสุดท้ายจะเป็นวิธีการถ่ายทอดความรู้ที่ก่อให้เกิดประโยชน์ที่สุด (ตามด้วยวิธีการที่สองและวิธีการแรกตามลำดับ)
การถ่ายทอดความรู้ด้วยวิธี Guilded Experience ยังสามารถแบ่งออกไปได้อีกหลายแบบไม่ว่าจะ Guilded Observation ที่ผู้รับการถ่ายทอดจะคอยสังเกตในพฤติกรรมและการกระทำของผู้ที่ถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ ซึ่งวิธีการนี้ก็สอดคล้องกับที่เด็กๆ เขาจะเกิดการเรียนรู้โดยสังเกตจากพฤติกรรมของพ่อแม่ หรือ Guilded Problem Solving ที่ทั้งผู้ถ่ายทอดและผู้รับการถ่ายทอดจะมาร่วมกันแก้ไขปัญหา โดยผู้รับการถ่ายทอดได้มีโอกาสเรียนรู้อย่างใกล้ชิดถึงแนวทางในการแก้ไขปัญหาจากผู้ที่มีประสบการณ์มากกว่า
และสุดท้ายคือ Guilded Experimentation ที่เมื่อท่านได้เจอกับสถานการณ์หรือปัญหาแล้ว จะมีผู้ที่มีประสบการณ์คอยให้คำแนะนำหรือช่วยเหลืออยู่ใกล้ๆ
เป็นไงบ้างกับเรื่องของการถ่ายทอดความรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเทศกาลปัจจุบันที่บุคลากรผู้มีประสบการณ์เริ่มลาจากองค์กรไป ซึ่งสิ่งที่นำเสนอนั้นอาจจะไม่ทันสำหรับปีนี้ก็ได้ แต่น่าจะเป็นแนวทางให้ท่านผู้อ่านได้นำไปปรับใช้สำหรับองค์กรของท่านในระยะยาวครับ

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *