แชร์ข้อมูลเพื่อโลจิสติกส์ที่มีดีไซน์

แชร์ข้อมูลเพื่อโลจิสติกส์ที่มีดีไซน์

ปัจจุบันนี้มีสักกี่องค์กรที่ทราบความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภคสุดท้ายบ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยงานที่อยู่ในส่วนต้นน้ำของโซ่อุปทาน

อัตราการเพิ่มขึ้นของบริษัทที่หันไปใช้การจัดจ้าง (outsource) ผู้ให้บริการที่มีความชำนาญในกิจกรรมโลจิสติกส์ แทนที่การดำเนินการด้วยตนเอง เป็นตัวสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน จากการเป็นพันธมิตรกับหน่วยงานภายนอก

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากโลจิสติกส์ไม่ใช่กิจกรรมหลักของธุรกิจหรือบริษัทไม่มีความชำนาญเพียงพอ การใช้ผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์ (Logistics Service Providers หรือ LSPs) จะสามารถสร้างประสิทธิภาพและประหยัดต้นทุนได้ดีกว่า จากความพร้อมทางด้านกระบวนการทำงาน (P) และเทคโนโลยี (T) ซึ่งเป็นสองในสามขององค์ประกอบในการเป็น “องค์กรแห่งดีไซน์”

ซึ่งจะเห็นได้จากองค์กรใหญ่ๆ ในประเทศไทยหลายแห่ง ก็อาศัยการจัดจ้างและเป็นพันธมิตรกับผู้ให้บริการโลจิสติกส์ เพื่อแบ่งเบาภาระในการขนส่งและกระจายสินค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาวะเศรษฐกิจที่มีแรงกดดัน ทั้งทางด้านต้นทุนและประสิทธิภาพในการดำเนินงานเช่นนี้

การเป็นพันธมิตรด้านโลจิสติกส์ ไม่ได้หมายความเพียงแค่การว่าจ้างกันตามสัญญาที่ตกลงกันไว้ หรือการร่วมลงทุนกันในการดำเนินกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่ง โดยร่วมใช้และแลกเปลี่ยนทรัพยากรกันเท่านั้น แต่รวมถึงความไว้ใจและการสร้างความสัมพันธ์กันในระยะยาว เพื่อร่วมกันพัฒนาซึ่งกันและกัน

ทั้งนี้ การเป็นพันธมิตรโลจิสติกส์ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงกับผู้ให้บริการ แต่ยังครอบคลุมถึงหน่วยงานอื่นๆ ที่อยู่ภายในโซ่อุปทานเดียวกัน ซึ่งนอกจากประโยชน์ที่กล่าวมาแล้ว พันธมิตรโลจิสติกส์ที่ประสบความสำเร็จ ยังส่งผลถึงการเพิ่มระดับความพึงพอใจให้แก่ผู้บริโภคสุดท้าย (End customers) ซึ่งเป็นผู้ที่จ่ายเงินเพื่อซื้อสินค้าและบริการของเรา

ปัจจัยพื้นฐานในการสร้างความสัมพันธ์กันแบบพันธมิตรโลจิสติกส์คือ การแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกัน การบริหารโซ่อุปทานในปัจจุบันต้องอาศัยข้อมูลที่ทันสมัยและมีความถูกต้องแม่นยำสูง ทั้งข้อมูลด้านปริมาณความต้องการวัตถุดิบ รูปแบบและกำลังการผลิต ระยะเวลาในการจัดส่ง ไปจนถึงข้อมูล ที่สำคัญที่สุดและส่งผลต่อประสิทธิภาพของทั้งโซ่อุปทานก็คือ ความต้องการที่แท้จริง (Actual demand) ซึ่งประกอบด้วยลักษณะและปริมาณสินค้าที่ผู้บริโภคสุดท้ายต้องการ

หากสังเกตให้ดีจะพบว่า ปัจจุบันนี้มีสักกี่องค์กรที่ทราบความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภคสุดท้ายบ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยงานที่อยู่ในส่วนต้นน้ำของโซ่อุปทาน เช่น ผู้จัดหาวัตถุดิบ ซึ่งส่วนใหญ่จะทราบเพียงแค่ข้อมูลปริมาณการสั่งซื้อวัตถุดิบของโรงงานผลิตสินค้าเท่านั้น

ในขณะที่ข้อมูลการบริโภคที่แท้จริง มักจะอยู่ที่ส่วนปลายน้ำของโซ่อุปทาน เช่น ผู้ค้าปลีก ซึ่งเป็นส่วนที่ใกล้ชิดผู้บริโภคสุดท้ายมากที่สุด ดังนั้น ผู้จัดหาวัตถุดิบจึงทำได้เพียงแค่พยากรณ์ความต้องการวัตถุดิบของโรงงาน ทั้งนี้ หากไม่มีการแชร์ข้อมูลความต้องการของผู้บริโภคสุดท้ายไปให้กับหน่วยงานอื่นๆ ภายในโซ่อุปทาน กว่าแต่ละหน่วยงานจะทราบความต้องการของปลายน้ำ ที่เปลี่ยนแปลงไปแล้ว ก็แทบจะสายเกินไป ที่จะปรับเปลี่ยนแผนการผลิตและการกระจายสินค้าให้สอดคล้องได้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อระดับสินค้าคงคลังของทุกฝ่ายในโซ่อุปทาน ที่อาจจะมีมากหรือน้อยเกินไป (ถ้ามากเกินไปก็ก่อให้เกิดต้นทุนการถือครองสินค้าคงคลังสูง ถ้าน้อยเกินไปก็จะส่งผลเสียต่อระดับความพึงพอใจของลูกค้า)

การทำ Just in time (JIT) และ Vendor Managed Inventory (VMI) ซึ่งเป็นเทคนิคที่นิยมใช้ในการจัดการโลจิสติกส์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารสินค้าคงคลัง ก็ต้องอาศัยความร่วมมือกันของหลายภาคส่วน ที่เกี่ยวข้องภายในโซ่อุปทาน ตลอดจนต้องมีระบบเทคโนโลยีสารสนเทศระหว่างองค์กรที่รวดเร็วและแม่นยำ

ทั้งนี้ การผลิตแบบทันด่วน หรือ Just in time ที่ผู้ผลิตจะดำเนินการสั่งวัตถุดิบจากซัพพลายเออร์ก็ต่อเมื่อ ได้ทราบลักษณะและปริมาณความต้องการสินค้าที่แน่ชัดจากลูกค้าแล้วเท่านั้น จะไม่สามารถทำได้เลย หากขาดความร่วมมือที่ดีจากทั้งลูกค้า ผู้ผลิต ผู้จัดหาวัตถุดิบ และผู้จัดส่งสินค้า

ลองคิดดูนะครับว่าหน่วยงานของท่านได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลอะไรบ้างกับหน่วยงานที่ท่านเป็นพันธมิตรด้วย และน่าจะมีข้อมูลอะไรบ้างที่หากได้แลกเปลี่ยนแล้วน่าจะช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานให้ดีขึ้น

คราวหน้ามาคุยกันต่อว่าหลังจากมีการแชร์ข้อมูลแล้ว พันธมิตรโลจิสติกส์ควรจะทำอะไรเป็นลำดับต่อไป

ที่มา ดร. สถาพร โอภาสานนท์ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  กรุงเทพธุรกิจ  วันพฤหัสบดีที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *