แค่ไหนเรียกว่ามี CSR

แค่ไหนเรียกว่ามี CSR

ดร.วรภัทร กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2549

เมื่อผมไปเรียน M.B.A. ที่ Kellogg นั้น ผมยังไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่า M.B.A.คืออะไร ผมรู้แต่เพียงว่า คะแนนระดับปริญญาตรีของผม อยู่ในระดับที่จะสมัครเป็นอาจารย์ธรรมศาสตร์ได้ และก็จะได้เงินเดือนข้าราชการเดือนละ 1,150 บาท หลังจากนั้นเงินเดือนน่าจะขึ้นปีละประมาณหนึ่งร้อยบาท แต่ถ้าผมตัดสินใจรับทุนธนาคารไปเรียนต่อ M.B.A. ที่อเมริกา เป็นเวลา 2 ปี กลับมาก็จะมีงานทำแน่นอนด้วยเงินเดือนเริ่มต้น 5,200 บาท……เมื่อเปรียบเทียบตัวเลขแบบนี้แล้ว เด็กหนุ่มอายุ 21 อย่างผม เห็นจะเลือกเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้เสียแล้ว….. รับทุนดีกว่า แต่เมื่อไปถึง Kellogg อาทิตย์แรก ผมก็รู้สึกผิดหวังทันที เพราะเขาสอนให้ทำ “กำไร” ในขณะที่ จิตวิญญาณธรรมศาสตร์ และวิชาเศรษฐศาสตร์มหภาคที่ผมเรียนมาหมาดๆ จากคณะที่ท่านอาจารย์ป๋วยเป็นคณบดีนั้น สอนให้ผมคิดว่า ทำอย่างไรคนยากจน จึงจะมีชีวิตที่ดีขึ้น ตอนนั้น ถ้าขึ้นเครื่องบินกลับบ้านได้ก็คงกลับแล้ว เพราะรู้สึกว่าไปเรียนผิดวิชา แต่นี่ไปไกลถึงชิคาโก ก็เลยต้องฝืนใจ อดทนเรียนต่อ แล้วพยายามถามตัวเองว่า การเรียนวิชา “ธุรกิจ” นั้น จะมีคุณประโยชน์ต่อบ้านเมืองบ้างไหมหนอ

เมื่อสถานการณ์บังคับให้ต้องคิด ผมก็คิดจนได้คำตอบที่ชัดเจนและทำให้เรียนที่ Kellogg ต่อไปได้จนจบ ประการแรก ผมเชื่อว่า ธุรกิจทำให้คุณภาพชีวิตของคนในสังคมดีขึ้น เพราะธุรกิจจะเสนอสินค้า และบริการใหม่ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าเสมอ เราอยู่กันอย่างสะดวกสบายทุกวันนี้ มีรถยนต์ มีเครื่องบิน มีโทรทัศน์ มีโทรศัพท์ มีกล้องถ่ายภาพ ฯลฯ ล้วนแล้วแต่เป็นนวัตกรรมจากธุรกิจทั้งสิ้น

ประการต่อมา ธุรกิจต้องแข่งขัน การแข่งขันทำให้เกิดประสิทธิภาพ คนที่มีต้นทุนต่ำและคุณภาพดีเท่านั้น จึงจะอยู่ได้ ก็แปลว่าในที่สุดแล้วผู้ได้ประโยชน์คือ ผู้บริโภค เพราะได้ใช้สินค้าดี ในราคาต่ำ ตัวอย่างที่เห็นได้วันนี้ก็คือ สายการบินต้นทุนต่ำ ซึ่งทำให้คนจำนวนมากมีโอกาสเดินทางโดยเครื่องบินได้ นอกจากนั้น ข้อดีแน่ๆ ของธุรกิจอีกอย่างหนึ่งก็คือ ทำให้เกิดการจ้างงาน เมื่อคนมีงานทำ ก็มีรายได้และอยู่ในวิสัยที่จะสร้างครอบครัวที่มีคุณภาพ เป็นการช่วยลดปัญหาสังคมอีกทางหนึ่งด้วย

แค่นี้ก็คงเพียงพอที่จะตอบโจทย์ว่า ธุรกิจนั้น มีความหมายต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมมาก และถ้าผู้ประกอบการ เขายอมเสี่ยงนำเงินมาลงทุน และบริหารจัดการด้วยความเหนื่อยยาก เมื่อผลแห่งการลงทุนของเขาประสบความสำเร็จ เขาก็ควรได้รับ กำไร เป็นรางวัลตอบแทน ดังนั้นการ มีกำไร จึงเป็นเรื่องปกติ แต่ประเด็นที่สำคัญและอาจจะถูกละเลย ก็คือ วิธีการในการทำกำไรของธุรกิจนั้นว่า อยู่ในกรอบอันถูกต้องตามกฎหมาย และเหมาะสม ชอบธรรมหรือไม่

ในมาตรฐานเบื้องต้นที่สุด ต้องถามว่าธุรกิจนั้น ปฏิบัติตนภายในกรอบของกฎหมาย อย่างเคร่งครัดหรือไม่ เช่น มีการจ้างแรงงานเด็ก หรือมีการร่วมกับคู่แข่งขันกำหนดราคาสินค้า (Price Fixing) หรือมีการผลิตสินค้า โดยใช้ส่วนผสมคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐานที่ควรเป็น หรือไม่เป็นต้น ประเด็นเหล่านี้ เป็นเรื่องปกติที่ธุรกิจ ต้องปฏิบัติให้ถูกต้องอยู่แล้ว แต่เราก็ต้องยอมรับว่า แม้เพียงมาตรฐานต่ำสุดที่ต้องปฏิบัติเหล่านี้ ก็ยังมีธุรกิจจำนวนไม่น้อยที่ปฏิบัติได้ไม่ครบถ้วน

สูงไปกว่ามาตรฐานของกฎหมาย ก็คือ มาตรฐานจริยธรรม ซึ่งประเด็นนี้ เป็นเรื่องของ จิตสำนึก และอาจเป็นเรื่องที่จับต้องได้ยาก อย่างไรก็ตามมีตัวอย่างให้เห็นว่าเมื่อวันที่คลื่นยักษ์ถล่มภาคใต้ของไทยเรานั้น จิตสำนึกได้ปรากฏขึ้นเองทุกแห่งหน โดยไม่มีใครสั่งหรือบังคับ นักธุรกิจและคนไทยทุกวิชาชีพ ต่างยื่นความช่วยเหลือให้ผู้ที่ตกทุกข์ได้ยากในขณะนั้น โดยมิได้หวังสิ่งตอบแทนใดๆ เพราะทุกอย่างเกิดจากจิตสำนึก ประเด็นที่ต้องถามก็คือ “นักธุรกิจทุกวันนี้ มีจิตสำนึกเรื่องมาตรฐานจริยธรรมในการดำเนินธุรกิจของตน มากน้อยเพียงใด” ซึ่งคำตอบของนักธุรกิจแต่ละคน ย่อมแตกต่างกันไป เพราะเรื่องเดียวกัน คนหนึ่งอาจทำได้โดยไม่รู้สึกผิดหรืออึดอัดใจ แต่อีกคนหนึ่งอาจละอายใจเกินกว่าที่จะทำสิ่งนั้นได้

วันนี้ นักธุรกิจไทยมืออาชีพ และผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ต่างมีความรอบรู้และได้รับการศึกษามาอย่างดี ความหวังที่จะได้เห็นมาตรฐานจริยธรรมทางธุรกิจ ที่สูงขึ้นในสังคมเรา จึงน่าจะเป็นไปได้ แต่ผมก็ขอให้ข้อมูลว่า กรณีของ ENRON ซึ่งเลื่องลือไปทั่วโลกนั้น CEO ของเขาจบ M.B.A. มาจาก Harvard ส่วน CFO ก็จบ M.B.A.จาก Kellogg ซึ่งเป็นโรงเรียนธุรกิจระดับสุดยอดของโลกทั้งคู่ แสดงว่าการศึกษา เป็นคนละเรื่องกับ จริยธรรมของแต่ละคน

สังคมปัจจุบันได้ยอมรับแล้วว่าในระบบทุนนิยม นั้น กำไร คือ ผลตอบแทนโดยชอบธรรมที่ผู้ลงทุนพึงได้รับ เพื่อเป็นการตอบแทนความเสี่ยง ที่เขาได้ลงทุนลงแรงไป แต่วิธีการเพื่อให้ได้มาซึ่งกำไร นั้น จะต้องถูกต้องชอบธรรมด้วย รวมทั้ง เมื่อได้กำไรมาแล้ว ธุรกิจได้นำกำไรไปก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม ตามสมควรหรือไม่ ซึ่งทั้งสองประเด็นนี้ ได้รับความสนใจจากสังคมและกำลังเป็นกระแสไปทั่วโลก ภายใต้แนวคิดเรื่องความรับผิดชอบของธุรกิจต่อสังคม หรือ Corporate Social Responsibility (CSR)

เวลาพูดถึง CSR เรามักนึกถึง การให้ทุนการศึกษา การปลูกต้นไม้ การทอดกฐิน การประกวดวาดภาพ หรือเรียงความ ฯลฯ ซึ่งทุกเรื่อง ก็เป็นเรื่องที่มีประโยชน์ต่อสังคมทั้งสิ้น และถ้าองค์กรต่างๆ พยายามเจียดกำไรของตนมาช่วยดูแล ทะนุถนอมสังคมด้วยวิธีต่างๆ เหล่านี้ สังคมก็จะอยู่ได้อย่างมีคุณภาพ

เวลามีการสัมมนาเรื่อง CSR นั้น บ่อยครั้งที่มีผู้บริหารกล่าวว่า เขาเป็นเพียงบริษัทขนาดเล็กนิดเดียว

ไม่มีทรัพยากรมากพอที่จะจัดกิจกรรมใดๆ เพื่อสังคมได้มากนัก ทำอย่างไรเขาจึงจะพูดได้เต็มปากเต็มคำว่า เขาก็เป็นองค์กรที่มี CSR เหมือนกัน เรื่องนี้ตอบได้ไม่ยาก เพราะแม้จะไม่เคยจัดกิจกรรมใดๆ หรือไม่ได้บริจาคเงินจำนวนมากมาย แต่ถ้าผู้บริหารดูแลพนักงานให้ทำงานอย่างมีความสุข สร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดีต่อสุขภาพของพนักงาน ผลิตสินค้าโดยคำนึงถึงคุณภาพและความปลอดภัยของผู้บริโภคอย่างเคร่งครัด ระมัดระวังไม่ทำให้สภาพแวดล้อมรอบๆ องค์กรของตนเองเสื่อมสภาพ และไม่โกหกหลอกลวงผู้บริโภค หรือธนาคารรวมทั้งหน่วยเก็บภาษีอากร เพียงแค่นี้ ก็ถือได้ว่าเป็นองค์กรที่มี CSR ในระดับแรกที่น่าชื่นชมอย่างมากแล้ว

แต่แค่นี้ก็ทำได้ยากแล้วสำหรับหลายๆ องค์กรนะครับ สำหรับองค์กรที่มีทรัพยากรเพียงพอที่จะทำกิจกรรมเพื่อสังคม และเสริมภาพลักษณ์องค์กรได้มาก และหลากหลายกิจกรรม ก็นับว่าเป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าหากขาดความรับผิดชอบพื้นฐานที่กล่าวมานี้เสียแล้ว ก็ตอบไม่ได้เหมือนกันว่ามี CSR เพราะกิจกรรมที่ท่านทำนั้นเป็นเพียง เครื่องประทินผิว ที่เพิ่มเสน่ห์และเสริมผิวพรรณให้ถูกตาต้องใจยิ่งขึ้นเท่านั้น ที่สำคัญกว่าก็คือ เมื่อปราศจากซึ่งเครื่องประทินผิวเหล่านี้เสียแล้ว ผิวพรรณที่แท้จริงนั้นผุดผ่องนวลงามอย่างเป็นธรรมชาติ หรือไม่

พื้นฐานจริงๆ ของ CSR ก็ต้องเริ่มต้นจากตรงนี้แหละครับ

Tags:

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *