แค่เป็นหวัด หรือไซนัสอักเสบ…?

แค่เป็นหวัด หรือไซนัสอักเสบ…?
คุณภาพชีวิต
คัดแน่นจมูก-น้ำมูกไหล-ปวดใบหน้า รีบพบแพทย์ก่อนเรื้อรัง!!

ในบรรดาโรคทางเดินหายใจ นอกจากโรคหวัดแล้ว “ไซนัสอักเสบ” ก็เป็นปัญหาที่พบบ่อยเช่นกัน และมีอาการหลายอย่างเหมือนโรคหวัด เช่น คัดจมูก มีน้ำมูก ไอ จาม ปวดบริเวณใบหน้า ทำให้ไม่แน่ใจว่าเป็นโรคไซนัสอักเสบหรือไม่? ซึ่งหากวินิจฉัยผิดแต่แรกเริ่มก็อาจทำให้พลาดการรักษาที่ถูกต้อง จนอาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายตามมาได้

พญ.วรรนธนี อภิวัฒนเสวี โสต ศอ นาสิกแพทย์ สาขาโรคไซนัสอักเสบและภูมิแพ้ โรงพยาบาลเวชธานี กล่าวว่า โรคไซนัสอักเสบเป็นการอักเสบของโพรงอากาศด้านข้างจมูก หรือเรียกว่าโพรงไซนัส ซึ่งปกติจะมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 4 ตำแหน่ง เป็นคู่ๆ ได้แก่ โพรงอากาศบริเวณหน้าผาก โพรงอากาศบริเวณหัวตา โพรงอากาศบริเวณแก้ม และโพรงอากาศบริเวณฐานกะโหลก

ซึ่งภาวะไซนัสอักเสบ สามารถแบ่งตามระยะของโรคได้ 2 ชนิด คือ 1. ไซนัสอักเสบเฉียบพลัน คือไซนัสอักเสบที่มีอาการน้อยกว่า 12 สัปดาห์ และอาการต่างๆ จะหายสนิทได้ และ 2.ไซนัสอักเสบเรื้อรัง คือไซนัสอักเสบที่เป็นนานกว่า 12 สัปดาห์ และในช่วงที่เป็นนั้น อาการต่างๆ ไม่มีช่วงที่หายสนิท

สำหรับผู้ที่มีโอกาสมีปัญหาเกี่ยวกับไซนัสนั้น พญ.วรรนธนี บอกว่า ไม่ว่าใครก็สามารถเป็นไซนัสอักเสบได้แม้แต่เด็กแรกเกิด แต่บุคคลที่มีโอกาสเป็นไซนัสอักเสบได้ง่ายกว่าคนทั่วไป ได้แก่ กลุ่มผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ทางจมูก มีความผิดปกติของช่องจมูก การติดเชื้อจากการรักษา ผู้ที่มีภูมิต้านทานต่ำ การสูบบุหรี่ และผู้ที่อยู่ในเขตมลภาวะเป็นพิษ

ทั้งนี้ปัจจัยเสริมให้เกิดไซนัสอักเสบทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ พบว่ามักเกิดหลังการติดเชื้อไวรัสของทางเดินหายใจส่วนบน ประมาณร้อยละ 0.5 ถึง 2 จะเกิดการอักเสบของโพรงอากาศข้างจมูกจากเชื้อแบคทีเรียชนิดเฉียบพลันตามมา ดังนั้นในช่วงต้นของอาการประมาณ 3 ถึง 4 วันแรก จึงแยกภาวะนี้ออกจากไข้หวัดได้ยากเนื่องจากมีอาการคล้ายคลึงกัน

รู้ได้อย่างไรว่า “ไข้หวัด” หรือ “ไซนัสอักเสบ”?

พญ.วรรนธนี กล่าวอีกว่า ธรรมชาติของไข้หวัดนั้น ผู้ป่วยมักมีอาการใดอาการหนึ่งหรือหลายอาการดังต่อไปนี้คือ จาม น้ำมูกไหล คัดแน่นจมูก ความสามารถในการรับกลิ่นลดลง ปวดหน่วงบริเวณใบหน้า เสมหะไหลลงคอ เจ็บคอ ไอ หูอื้อ มีไข้ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ โดยที่อาการไข้ ปวดเมื่อยและเจ็บคอมักจะดีขึ้นหรือหายไปภายในไม่เกิน 7 – 10 วัน ส่วนอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล แลไอ อาจเป็นนานถึงสัปดาห์ที่ 2 และ 3 แต่ก็จะลดความรุนแรงลงเรื่อยๆ แต่หากอาการต่างๆ ของไข้หวัดไม่ดีขึ้นเลยภายใน 10 วันหรือดีขึ้นระยะหนึ่งแล้วกลับเป็นซ้ำ ให้พึงระวังไว้ก่อนว่าอาจเกิดภาวะไซนัสอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียชนิดเฉียบพลันได้ (Acute bacterial rhinosinusitis)

สำหรับการวินิจฉัยโรคไซนัสอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียชนิดเฉียบพลัน ผู้ป่วยต้องมีอาการอย่างน้อยสองอาการหรือมากกว่าโดยที่หนึ่งในนั้นต้องมีอาการ คัดแน่นจมูก หรือ น้ำมูกไหล ทางรูจมูกหรือไหลลงคอ ซึ่งในบางรายอาจพบอาการอื่นร่วมด้วย เช่น ปวดตื้อบริเวณด้านข้างจมูก ใบหน้า และ/หรือ มีการรับกลิ่นผิดปกติไป

การรักษาไซนัสอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียชนิดเฉียบพลัน

1.รักษาด้วยยา

1.1 ยาปฏิชีวนะเพื่อกำจัดเชื้อแบคทีเรีย ผู้ป่วยควรได้รับอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาอย่างน้อย 10-14 วัน

1.2 ยาพ่นจมูกชนิดสเตียรอยด์ ยาชนิดนี้มีผลลดการอักเสบบวมของเยื่อบุจมูกและโพรงไซนัส ช่วยให้ผู้ป่วยอาการดีขึ้นเร็วหากใช้ควบคู่ไปกับยาปฏิชีวนะ

1.3 ยาลดการบวม มีทั้งชนิดรับประทานและชนิดพ่นหรือหยอดจมูก ช่วยบรรเทาอาการคัดแน่นจมูกได้ดี แต่มีข้อจำกัดว่ายาชนิดพ่นหรือหยอดจมูกนี้ไม่ควรใช้ติดต่อกันนานเกิน 3-5 วันเนื่องจากมีผลข้างเคียงทำให้เยื่อบุจมูกกลับบวมมากขึ้น

1.4 ยาต้านฮิสตามีนหรือยาแก้แพ้ มีอยู่ด้วยกันหลายชนิด ทั้งที่มีฤทธิ์ทำให้เกิดอาการง่วงและไม่ง่วง

1.5 การล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ เป็นการรักษาอีกวิธีหนึ่งที่ทำได้ง่าย และช่วยให้อาการทางไซนัสดีขึ้น ลดความหนืดของน้ำมูกและช่วยเพิ่มการทำงานของเซลล์ชนิดมีขนอ่อนไว้พัดโบกในโพรงจมูกและไซนัส

1.6 การสูดดมไอน้ำร้อน

2. รักษาด้วยการผ่าตัด

เป็นการผ่าตัดผ่านกล้อง endoscope ผ่านทางรูจมูกเพื่อระบายมูกหนองและช่วยปรับอากาศของโพรงไซนัส ซึ่งเป็นการผ่าตัดที่เป็นมาตรฐานและมีความปลอดภัยสูง ผู้ป่วยฟื้นตัวเร็วและเสียเลือดไม่มาก โดยแพทย์จะพิจารณาให้การผ่าตัดในกลุ่มผู้ป่วยไซนัสอักเสบที่รักษาด้วยยาไม่ได้ผล หรือมีการอักเสบเป็นซ้ำหลายๆครั้ง รวมถึงรายที่มีภาวะแทรกซ้อนจากการอักเสบเฉียบพลันทั้งต่อทางตา,สมองและกระดูกที่อยู่บริเวณใกล้เคียง

แม้ในปัจจุบันจะมีการใช้ยาปฏิชีวนะในการรักษาโรคไซนัสอักเสบอย่างแพร่หลาย แต่หากได้รับการดูแลรักษาที่ไม่เหมาะสมหรือไม่ต่อเนื่อง ก็มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนอย่างรุนแรง เช่น ลูกตาอักเสบ ฝีหนองในเบ้าตา เยื่อหุ้มสมองอักเสบ และเป็นฝีหนองในเนื้อสมองได้

ที่มา: หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *