แก้ปัญหาคนไข้รอหมอนาน เร่งพัฒนาระบบใหม่

แก้ปัญหาคนไข้รอหมอนาน เร่งพัฒนาระบบใหม่
• คุณภาพชีวิต
ยกระดับมาตรฐานการรักษาผู้ป่วยในเวลาที่รวดเร็ว

รพ.รามา แฉสถิติผู้ป่วยรอพบหมอนานกว่า 2 ชั่วโมง ต่อราย ด้าน ศธ.พร้อมพัฒนาระบบ “ฮอตโอเอ็กซ์-ฮอตเอ็กซ์พี” เชื่อมต่อข้อมูลผู้ป่วยระหว่าง รพ.แก้ปัญหาคนไข้รอนาน ย้าย รพ.ยุ่งยาก ขณะที่ สสส.หนุนใช้ระบบเอสเอ็มเอส แก้ปัญหาผู้ป่วยห่างไกล รพ.

เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายนที่ผ่านมา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีมหาวิทยาลัยมหิดล เครือข่ายคนไร้พุง และชมรมนักข่าวสายเทคโนโลยีสารสนเทศ จัดเสวนาหัวข้อเวชระเบียนออนไลน์ “พบหมอไม่ต้องรอนาน ย้ายโรงพยาบาลไม่ปวดหัว” เพื่อร่วมกันหารูปแบบและวิธีการในการพัฒนาระบบมาตรฐานสารสนเทศทางการแพทย์ และยกระดับมาตรฐานการรักษาดูแลผู้ป่วยของประเทศในเวลาที่รวดเร็ว

นพ.ฆนัท ครุทกูล ผู้จัดการศูนย์หัวใจ หลอดเลือด และเมทาบอลิซึม คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดีและกรรมการเครือข่ายคนไทยไร้พุง กล่าวว่า จากสถิติของโรงพยาบาลต่าง ๆ ผู้ป่วย 1 รายใช้เวลารอพบแพทย์นานเกิน 2 ชั่วโมง ส่วนในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่มีผู้ป่วยจำนวนมากอาจต้องรอพบแพทย์และใช้เวลาในการรอรับยาตลอดทั้งวัน

“แนวทางในการแก้ปัญหาดังกล่าวนั้นทำได้ 2 วิธี คือ 1.การส่งเสริมสุขภาพเพื่อป้องกันการเกิดโรคของผู้ป่วยที่เป็นการลดปัญหาอาการเจ็บป่วย นำไปสู่ปัญหาการพบแพทย์ ที่จะเสียทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย 2.การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศทางการแพทย์เข้ามาช่วยในการทำประวัติและการนัดหมาย ที่จะสะดวกและรวดเร็ว ไม่ต้องเสียเวลา ไม่ต้องหาแฟ้มประวัติผู้ป่วย และสามารถเติมข้อมูลเข้าไปให้ถูกต้อง” นพ.ฆนัท กล่าว

ด้านดร.ปานใจ ธารทัศนวงศ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศ กระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ปัญหาความล่าช้าที่เกิดขึ้นเป็นสาเหตุมาจากโรงพยาบาลไม่ได้ใช้ระบบส่งต่อในการส่งประวัติหรือข้อมูลที่ทันสมัย จึงมีโอกาสที่ข้อมูลจะเกิดความผิดพลาดสูง ศธ.จึงได้ทำการศึกษาการใช้โปรแกรม “ฮอตโอเอ็กซ์” และ “ฮอตเอ็กซ์พี” โดยใช้มาตรฐาน HL7 เวอร์ชั่น 3.0 เนื่องจากเป็นการส่งข้อมูลที่มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลก ซึ่งโปรแกรมนี้จะสามารถช่วยให้แพทย์ไม่ต้องค้นหาแฟ้มประวัติผู้ป่วย รวมถึงสามารถรู้สถิติสารสนเทศได้เร็วขึ้น อาทิ จำนวนผู้ป่วย ประสิทธิภาพของยา การเบิกจ่ายยา ราคายา รวมทั้งสามารถติดตามโรคต่างๆได้ อาทิ โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน และโรคหัวใจ ได้อย่างรวดเร็ว

“ที่ผ่านมาได้ทีการทดลองโปรแกรมดังกล่าว โดยการจำลองโรงพยาบาลต้นแบบขึ้นมา 2 แห่ง ซึ่งมีข้อมูลผู้ป่วย 20 ราย ผลปรากฏว่า ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ สามารถส่งข้อมูลของผู้ป่วยระหว่างโรงพยาบาลหนึ่งไปยังอีกโรงพยาบาลหนึ่งในเวลาที่รวดเร็ว อีกทั้งไม่จำเป็นต้องเข้าไปแก้ไขในระบบซอฟต์แวร์ของทั้ง 2 โรงพยาบาล โดยข้อมูลส่วนนี้ยังสามารถปรับใช้ให้เข้ากับระบบประกันสังคมและระบบหลัก ประกันสุขภาพอีกด้วย อย่างไรก็ดี ระบบนี้คงต้องมีการพัฒนาและต่อยอดให้เข้ากับระบบโรงพยาบาลในอนาคต และอยู่ระหว่างการการศึกษาขั้นตอน เพื่อพัฒนาไปสู่การใช้งานได้จริง คาดว่า โรงพยาบาลรามาธิบดีจะเป็นโรงพยาบาลต้นแบบในการนำร่องใช้ระบบดังกล่าว”

นาวาอากาศเอก (พิเศษ) นพ. อิทธพร คณะเจริญ รองเลขาธิการแพทยสภา กล่าวว่าทางแพทยสภาจะมีการแก้ไขพระราชบัญญัติให้ง่ายต่อการบันทึกข้อมูลของผู้ป่วยที่มีต่อโรงพยาบาล ปัจจุบันแพทย์จำเป็นที่จะต้องดูแลในกลุ่มของผู้สูงอายุเป็นพิเศษ เพราะขณะนี้ผู้สูงอายุมีมากกว่า 6 ล้านคน หรือประมาณ 10 % เฉลี่ยแล้วผู้สูงอายุเข้ารับการรักษามากกว่า 24 ครั้งต่อปี หากจะนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศดังกล่าวมาปรับใช้ต้องศึกษา พ.ร.บ. ข้อมูลส่วนตัวบุคคลเพราะข้อมูลผู้ป่วยไม่สามารถเปิดเผยทางเว็บไซด์ได้ สำหรับการเจ็บป่วยนั้นถ้ายิ่งมีการรักษาเร็วยิ่งมีประโยชน์ และถ้ารอช้าก็จะเสียประโยชน์ เสียเวลา และเสียทรัพยากร ซึ่งทำให้อาการเจ็บป่วยประเมินค่าไม่ได้ ยิ่งถ้าเราสามารถรักษาดูแลเขาได้เร็วขึ้นก็จะเกิดประโยชน์แน่นอน สำหรับสถิติในการเสียชีวิตจากการรอหมอนั้นยังไม่มีตัวเลขออกมา

ด้านนายไกลก้อง ไวยากร รองผู้จัดการแผนงานไอซีทีเพื่อสุขภาวะออนไลน์และการสนับสนุนเครือข่ายภาคีสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้เสนอการใช้ระบบเอสเอ็มเอส (sms) ในการส่งข้อมูลดังกล่าว โดยได้มีการนำร่องที่จังหวัดมุกดาหาร พบว่า เกิดความสะดวกรวดเร็วในการรับรู้ข้อมูล หากนำระบบเอสเอ็มเอส มาปรับใช้ในทางการแพทย์ อาทิ การพบแพทย์ แจ้งผลตรวจการติดตามเฝ้าระวังโรคเรื้อรัง การให้ความรู้ผ่านระบบเอสเอ็มเอส โดยที่ผู้ป่วยไม่ต้องมาที่โรงพยาบาล จะทำให้ประหยัดเวลาประหยัดค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะผู้ป่วยที่อยู่ห่างไกลจากโรงพยาบาล

เรื่องโดย : ศุภร จรเทศ Team content www.thaihealth.or.th

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *