แก้จนอย่างไร

แก้จนอย่างไร

การเพิ่มรายได้อ่านเรื่องสั้นในเนื้อหา ?รู้เก็บ รู้ใช้? ที่ส่งเข้าประกวดที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ทำให้รู้ความคิดของเยาวชนว่าการหาเงินรายได้พิเศษของเด็กๆ คือการรับจ้างแรงงาน เช่น ช่วยล้างชามในร้านอาหารหลังเลิกงาน เป็นต้น บางคนพูดเรื่องเก็บขยะไปขาย เป็นเรื่องง่ายๆ ที่พอเห็นอยู่ทั่วไป คนที่หารายได้จากกิจการของตนเองก็มีเหมือนกันและเมื่อคิดตรงนี้ได้ เนื้อเรื่องมักจะน่าสนใจ การชี้ให้เด็กๆ ได้เห็นถึงอาชีพต่างๆ และความเป็นไปได้ที่คนวัยของเขาจะทำงาน น่าจะเป็นการปูพื้นความสนใจเรื่องอาชีพที่ดีให้กับลูกๆ ได้ พูดถึงเรื่องนี้ มีเรื่องแปลเรื่องบหนึ่งที่น่าสนใจ ถ้าผู้ปกครองจะหามาให้ลูกหลานได้อ่าน ชื่อเรื่อง หมาน้อยสอนรวย ซึ่งสอนอย่างเป็นชั้นตอนในรูปของเรื่องเล่าเหลือเชื่อ (เพราะหมาพูดได้)
จนกระทั่งเด็กผู้หญิงคนหนึ่งสามารถหารายได้ได้จำนวนมากจากการชอบเล่นกับหมาของเธอ ทำให้นึกถึงว่า เงินทองมีกองอยู่ทั่วไป จริงๆ ถ้ารู้จักหา (เงินทองกองอยู่ทั่วไป เป็นหนังสืออีกเล่มหนึ่ง ประกอบด้วยเรื่องสั้นๆหลายเรื่อง โดยหยิบนิทานชาดกมาใช้เดินเรื่องให้เห็นวิธีการหาเงิน และการวางแผน)
การลดรายจ่าย
เป็นเรื่องการเก็บออมด้วยความมัธยัสถ์ มีข้อคิดดีๆ ที่ทำตามได้หลายเรื่อง เรื่องที่ได้รางวัลระดับมัธยมศึกษาเรื่องหนึ่ง พูดถึงเรื่องวิธีประหยัดแบบต่างๆ ไว้อย่างน่าสนใจมาก
การออมเงิน
หยอดกระปุกออมสินยังเป็นวิธีการออมยอดนิยมตลอดกาล สำหรับบุคคลทุกเพศทุกวัยในเรื่องสั้นส่งเข้าประกวด รองลงมาแต่ทิ้งระยะห่างมากคือ การฝากเงินกับธนาคารและเมื่อจะหยอดกระปุกทั้งที ร้อยทั้งร้อยของนักเรียนมัธยมกระปุกต้องเป็นรูปหมู พอมาถึงประชาชนทั่วไป ก็ยังหยอดกระปุกอยู่นั่นเอง แต่กระปุกเปลี่ยนรูปร่างไปบ้าง เช่น เป็นกระป๋องนมเจาะรู กระป๋องเป๊ปซี่ กระบอกไม้ไผ่ ช้าง คนโทคอขวด เป็นต้น แม้กระนั้นก็ยังมีหมูหลงมาเหมือนกัน ไม่ได้หายไปอย่างไร้ร่องรอยเลยทีเดียว แล้วไม่รู้เป็นอะไร ตัวละครมักจะชื่อ ออมสิน ไม่ก็พี่ชื่อออม น้องชื่อสิน สงสัยว่าผู้เขียนตั้งใจเขียนเรื่องการออมเงินมาก จึงสื่อตั้งแต่ชื่อตัวละครเลย เรื่องก็เลยจืด
นอกจากนั้นมีข้อสังเกตเล็กๆ น้อยๆ อีก 2-3 เรื่องเด็กมักเขียนตัวละครเป็นผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่หลายคนแต่งให้ตัวละครเป็นเด็ก หรือตนเองในวัยเด็ก ดูเหมือนว่าจินตนาการมักจะพาเราออกห่างไปจากชีวิตความเป็นจริงของตนเอง ภาษาจากสื่อมีอิทธิพลต่อการเขียนของนักศึกษาระดับมหาวิทยาลัยมาก จะเห็นคำว่า ?หรอ? แทนคำว่า ?เหรอ? หรือว่า ?หรือ? เคยเห็นวิธีสะกดแบบนี้ในนิยายยอดนิยมทางอินเทอร์เน็ต และในการออกเสียงของกลุ่มหนุ่มสาว ออกเสียงผิดไม่มีใครแก้ ก็เลยเริ่มสะกดตามที่ออกเสียง บัดนี้คำนั้นก็เข้าไปอยู่ในภาษาเขียนแล้ว อีกคำหนึ่งคือ ใช้คำว่า ?เล็กๆ? แทนคำว่า ?น้อยๆ? หรือ ?นิดหน่อย? หรือคำอื่นที่มีความหมายตรงกว่า เช่น ?ยิ้มเล็กๆ? ?ดีใจเล็กๆ? ถ้าเป็นภาษาอังกฤษ ใช้คำว่า ‘a little’ กับ ‘a few’ ผิดที่ เพื่อนฝูง พ่อแม่ ครูบาอาจารย์ จะรีบแก้ให้ทันที พร้อมกำชับว่าที่เขียนหรือพูดมานั้นผิดไวยกรณ์ และระมัดระวังกันหนักหนาไม่ใช้ผิด ไม่ว่าจะเป็นคนต่างชาติ หรือฝรั่งที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ คนไทยเรามักเห็นการพูดไม่ชัดเป็นเรื่องโก้ พูดผิดไวยากรณ์เป็นความเก๋ เป็นการแสดงความสร้างสรรค์ มีคนบอกว่าคำว่า ?เล็กๆ? นี้ริเริ่มโดยคนของสื่อคนหนึ่ง แล้วก็ลุกลามออกไปเรื่อยๆ ตอนนี้ได้ยินกันจนชินหู นึกถึงอาจารย์สังเวียน อินทรวิชัย ผู้ใหญ่ที่มีบทบาทสำคัญในตลาดหลักทรัพย์ฯ ขึ้นมาจับใจ ข้อคิดที่อาจารย์ให้ไว้ติดอยู่หน้าห้องประชุมที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยคือ ?สิ่งที่ถูกต้องคือถูกต้อง แม้ไม่มีใครทำสิ่งนั้น สิ่งที่ผิดคือผิด แม้ทุกคนทำสิ่งนั้น?
ไม่รู้ว่าวิธีคิดของอาจารย์สังเวียนฯ ล้าสมัยไปหรือยังเมื่อนำมาใช้เป็นความเห็นในเรื่องภาษา ที่บางคนมีจุดยืนว่ามันดิ้นได้ ให้มันดิ้นไป ถือเป็นความงอกงามทางภาษา ความอับจนทางภาษาก็มีได้เหมือนกัน ไม่ใช่ว่าเราจะจนแต่เงินทองเท่านั้น อิทธิพลของโลกาภิวัตน์ยังแสดงให้เห็นในเรื่องสั้นที่ส่งประกวดอีกด้วย เรื่องของเยาวชนบางเรื่อง มีกลิ่นอายฝรั่งเช่นมีนางฟ้า (ไม่ใช่เทวดา) มีดอกไม้ชื่อฝรั่ง ส่วนเรื่องของประชาชนที่สูงวัยกว่า ถ้าจะมีกลิ่นต่างชาติ กลิ่นนั้นจะเป็นกลิ่นจีน เล่ามาทั้งหมดนี้เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ ตามเทรนด์ของคุณลูกได้ทัน จะลดช่องว่างกันด้วยวิธีดึงใครไปหาใคร ก็แล้วแต่ถนัด และนั่นจะเป็นกระแสวัฒนธรรมแห่งอนาคตของสังคมของเราทุกคน
นวพร เรืองสกุล และทีมงาน, นิตยสาร kids&family ปีที่ 10 ฉบับที่ 117 ธันวาคม 2548

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *