เสริมสุขภาพสมอง

เสริมสุขภาพสมอง

พอใจ พุกกะคุปต์
ทุกครั้งที่ดิฉันได้ยินได้เห็นข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพสมอง จะต้องคิดต่อเป็นประจำว่าจะจดจำไว้ทำไว้ใช้ ตลอดจนจะมาเล่าต่อให้ท่านผู้อ่านฟัง
ข้อมูลเกี่ยวกับการรักษาและประคองสุขภาพใจและสุขภาพกายโดยรวมมีค่อนข้างมาก แต่แนวทางในการดูแลสมองก้อนน้อยๆ ของเราดูจะมีน้อยกว่า ทั้งนี้อาจเป็นเพราะมีการวิจัย ตลอดจนศึกษาค้นคว้าและความเข้าใจในปัญหาด้านสมองน้อยกว่าด้านอื่นๆ
มนุษย์ทำงาน ผู้บริหารธุรกิจ โดยเฉพาะท่านที่อยู่ในวัยที่ควรใส่ใจสุขภาพมากขึ้น มักมีประเด็นและข้อกังวลใกล้เคียงกัน คือ ฉันจะทำอย่างไรให้สังขารอยู่กับฉันนานๆ โดยอยู่แบบมีคุณภาพ จะเสื่อม จะลด จะถอย ก็ค่อยเป็นค่อยไป ไม่ถอยฮวบฮาบ
ดิฉันเพิ่งได้อ่านผลการวิจัยล่าสุดเรื่องสมองจากนิตยสารของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด จึงขอส่งต่อเป็นข้อคิด ข้อปฏิบัติ เป็นแบบฝึกหัด เพื่อดูแลทั้งตนเอง งาน และองค์กรของเราค่ะ
ปัจจุบัน นักจิตวิทยา แพทย์ทางสมอง ตลอดจนนักวิชาการด้านการบริหารจัดการและพฤติกรรมองค์กร มีมุมมองสอดคล้องกันประการหนึ่ง ซึ่งเป็นข่าวดีกับผู้มีวัยทอง และผู้ที่จะคืบเข้าใกล้วัยสำคัญนี้ (ซึ่งหมายถึงทุกคน!)
ข่าวดีนี้คือสมองของเรา โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับความสามารถในการสร้าง เก็บและใช้ข้อมูล ไม่จำเป็นต้องตาย หาย หรือเหี่ยวไปตามวัย ดังที่มีความเชื่อเช่นในอดีต
ในทางตรงกันข้าม เซลล์สมองส่วนนี้สามารถเบิกบานและแข็งแกร่งขึ้นได้ตามอายุขัยอีกต่างหาก
ทั้งนี้ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า การที่จะสมองเบิกบานหรือหุบเหี่ยว เกี่ยวโดยตรงกับวิถีชีวิตและประสบการณ์ที่สั่งสมในชีวิตประจำวัน
จากการศึกษาโดยใช้เครื่องมือ กระบวนการ และวิธีการใหม่ๆ เช่นการศึกษาภาพสมอง หรือ Brain-Imaging บ่งชี้ว่าเราสามารถเปลี่ยนลักษณะกายภาพของสมองได้โดยการทำกิจกรรม หรือเสริมทักษะบางประเภท
ดังนั้นสมองที่มีอายุ 60 สามารถแข็งแกร่งได้เท่ากับสมองวัย 25 หรืออาจเข้มกว่าคมกว่าด้วยซ้ำ หากดูแลเขาดีๆ
ประเด็นที่น่าสนใจ คือ ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าเราสามารถทำให้สมองเบิกบาน แข็งแกร่ง เติบโตได้โดยการให้สมองมีประสบการณ์ที่เหมาะสม
แพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านสมอง สนใจหัวข้อนี้มายาวนาน เช่นมีการศึกษาและทดลองกับสัตว์หลากหลายประเภท โดยใช้สัตว์ที่เกิดครอกเดียวกัน ทุกตัวได้รับการดูแลเหมือนกัน ต่างกันเฉพาะเพียงบางกลุ่มจะถูกฝึกให้ทำกิจกรรมต่างๆ หรืออีกนัยหนึ่งคือการสร้างประสบการณ์ให้สมองนั่นเอง เมื่อศึกษาสมองของเขา พบว่าตัวที่ได้รับการฝึกฝน จนมีประสบการณ์สูงกว่า จะมีสมองที่ซับซ้อนกว่าและมีหยักมากกว่าตัวที่นั่งกินนอนกินอย่างเดียว
นอกจากนั้น นักวิจัยยังไปศึกษาพฤติกรรมของผู้ที่ประสบความสำเร็จด้าน “สมอง” ไม่ว่าจะเป็น Albert Einstein หรือ นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จโดดเด่น เช่น Warren Buffet และ Richard Branson ผลการวิเคราะห์บ่งชี้ว่าปัจจัยส่วนหนึ่งที่ทำให้คนกลุ่มนี้เก่งและ “ฉลาด” กว่าชาวบ้าน เป็นเพราะพฤติกรรมการสร้างประสบการณ์ที่เขาทำอย่างสม่ำเสมอ
พฤติกรรมเหล่านี้ หากทำอย่างจริงจัง และต่อเนื่อง เชื่อว่านอกจากจะทำให้สมองแข็งแกร่ง ตลอดจนชะลอการเสื่อมถอยแล้ว ยังสยบอาการของโรคสมองเช่น อัลไซเมอร์ ที่คนทำงานสยอง ได้อีกด้วย
นักวิจัยกลุ่มนี้ยกตัวอย่าง Abraham Goldstein อาจารย์กฎหมาย ซึ่งเป็นนักคิด นักค้นคว้า ไม่เคยอยู่นิ่ง แม้เกษียณแล้วก็ยังสอนหนังสือจนเสียชีวิตเมื่ออายุ 103!
อีกตัวอย่างหนึ่งคือ Richard Wetherill นักหมากรุกที่เชี่ยวชาญ สามารถอ่านเกมการเล่นว่าจะขยับหมากไหน ไม่เพียง 1 หรือ 2 ชั้น แต่คิดเผื่อไว้ถึง 8 ขั้น เมื่อเขาเริ่มสังเกตว่าตัวเองเริ่มคิดช้าลง สมองไม่โลดแล่นเท่าเดิม เพราะคิดได้เพียง 5 ขั้น เขาจึงเริ่มให้แพทย์สมองตรวจและวินิจฉัยว่ามีอะไรผิดปกติ แพทย์ตรวจอย่างไรก็ไม่พบโรคสมองเสื่อมประเภทใดๆ จนในที่สุดเขาเสียชีวิตในเวลา 2 ปีต่อมา เมื่อแพทย์ทำการชันสูตร จึงพบว่าเขาเป็นโรคอัลไซเมอร์ขั้นรุนแรง แต่ร่างกายและพฤติกรรมไม่แสดงอาการใดๆ ยกเว้นความสามารถในการเล่นหมากรุกที่ลดลง หากบุคคลธรรมดาที่ไม่ได้มีวิถีการดำรงชีวิตที่ต้องคิด ต้องแก้โจทย์ท้าทายเสมอแบบนักหมากรุกคนนี้ เป็นโรคในขั้นเดียวกับเขา มีสิทธิที่จะมีอาการหนักจนไม่สามารถจำใครๆ ได้และดำรงชีวิตแบบปกติไม่ได้ไปนานแล้ว
ผลงานวิจัยชิ้นนี้มีข้อแนะนำด้านการสั่งสมพฤติกรรมและเสริมประสบการณ์เพื่อสร้างให้สมองแข็งแกร่ง มีแรงคิด แรงจิตนาการ ไม่หย่อนยานกับวัย ดังนี้ค่ะ
1 อย่าอยู่กับที่ วิธีที่จะเพิ่มประสบการณ์ใหม่ๆ เป็นประจำในการทำงานคือวิธีบริหารแบบเดินไปทั่วๆ หรือ Management by Walking Around
การได้เห็น ได้ยิน ได้ฟัง ได้พูดกับใครๆ ใหม่ๆ เป็นประจำ เป็นการออกกำลังกายสมอง เสริมประสบการณ์ ทั้งยังเป็นวิธีการบริหารงานที่ซื้อใจเพื่อนร่วมงาน ตลอดจนทีมงานไปพร้อมๆ กันด้วย
ท่านที่มีห้องอาหารโดยเฉพาะสำหรับผู้บริหาร ก็อาจตั้งใจไปใช้บริการห้องอาหารของพนักงาน สัปดาห์ละครั้ง สองครั้ง เพื่อกระตุ้นสมอง พร้อมๆ กับการดูแลสารทุกข์สุกดิบของลูกน้องไปด้วย
2 ทำอะไรใหม่ๆ ที่ท้าทายสมอง เช่น เรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ ในการสื่อสาร เล่นหมากรุก หมากโก๊ะ ซูโดกู เอาที่ดูว่าชอบ ทำแล้วต้องคิดและสนุกในเวลาเดียวกัน
แม้ของที่ไม่ชอบ ก็อาจลอง เช่น ปกติอ่านหนังสือพิมพ์ ท่านผู้อ่านอาจเปิดหน้าธุรกิจอ่านจนหมดแล้วปิดหนังสือ ต่อไปอาจลองเปิดหน้าการเมือง ดูเรื่องกีฬา หาอะไรที่หลากหลายเพื่อท้าทายสมอง ไม่ให้เขาทำอะไรจำเจ
3 จดบันทึก และนำมาอ่านเพื่อใช้ประโยชน์
ท่านใดที่ได้ดูข่าวในพระราชสำนัก จะเห็นสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นแบบอย่างในด้านนี้อย่างน่าทึ่งน่าประทับใจพสกนิกรชาวไทยเป็นอย่างยิ่ง
Richard Branson นักธุรกิจชื่อดังเจ้าของกลุ่มบริษัท Virgin จะจดเรื่องน่าสนใจที่เห็นหรือได้ยินไว้ตลอด เขาบอกว่าธุรกิจใหม่ๆ หลายอย่างเกิดจากนิสัยช่างจดนี้
4 เรียนภาษา หรือดนตรี
กิจกรรมทั้งสองนี้จำเป็นต้องใช้พลังสมองและสมาธิสูง ทั้งสองพฤติกรรมจึงล้วนบังคับให้เซลล์สมองต้องออกกำลังกาย ผลลัพธ์คือสมองที่แข็งแรงขึ้น
5 ออกกำลังกาย
การออกกำลังกายถือเป็นยาครอบจักรวาลของคนทำงาน
สมองเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย หากกายดี ใจสบาย สมองย่อมได้ประโยชน์ไปด้วย
เราคงไม่อยากได้เฉพาะสมองที่ปราดเปรื่อง แต่ร่างกายไม่ได้เรื่อง แถมใจต่ำ จิตตก
ดังนั้น ออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3-5 ครั้ง ครั้งละ 30 นาที โดยอาจดูรายการทีวีที่ต้องคิดต้องวิเคราะห์ไปด้วย หรือฟังและเรียนภาษาใหม่ระหว่างวิ่งออกกำลังกาย ก็ดูเข้าท่านะคะ เพราะได้ออกกำลังสมองไปพร้อมๆ กัน
ปีใหม่นี้ เรามาช่วยกันดูแลตัวเองให้เป็นคนเก่ง คนดี คนแข็งแรง และหลักแหลม เพื่อประโยชน์ต่อตนเอง ครอบครัว ที่ทำงาน และสังคมโดยรวมดีไหมคะ

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *