เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยศาสนา

เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยศาสนา

หน้าต่างความคิด : เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว  กรุงเทพธุรกิจ  วันศุกร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2550

การชุมนุมเพื่อผลักดันให้พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ เป็นสิทธิโดยชอบธรรมของชาวพุทธ หากมองในแง่บวกแล้ว การเคลื่อนไหวครั้งนี้ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันเกี่ยวกับจุดยืนและบทบาทของศาสนาในสังคมไทย

เหตุผลสำคัญประการหนึ่งที่แกนนำของผู้ชุมนุมยกขึ้นมาสนับสนุนการชุมนุมคือ หากพุทธศาสนา ถูกบรรจุไว้เป็นศาสนาประจำชาติในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก็จะมีกฎหมายลูกที่เกี่ยวข้องออกมารองรับ มีการร่างกฎข้อบังคับที่ชัดเจน และจะได้มีการบรรจุไว้เป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรการเรียน ช่วยให้เยาวชนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพุทธศาสนาได้อย่างถูกต้องมากขึ้น ตอนนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าสุดท้ายแล้วผลจะลงเอยเช่นไร

ในทางเศรษฐศาสตร์นั้น ศาสนามีบทบาททางสังคมอยู่สามประการด้วยกัน คือ ศาสนาในฐานะสินค้าเอกชน ศาสนาในฐานะสินค้าสาธารณะ และศาสนาในฐานะทุนทางสังคม หากจะทำการเปลี่ยนแปลงใดๆ ก็ตาม ที่จะทำให้ฐานะปัจจุบันของศาสนาเปลี่ยนแปลงไป ผู้ทำการเปลี่ยนแปลง ต้องพิจารณาถึงผลที่จะเกิดขึ้นในสามประเด็นนี้ด้วย

ศาสนาในฐานะสินค้าเอกชน หลักธรรมคำสอนของศาสดาทุกศาสนาเป็นการชี้แนวทางในการดำเนินชีวิต การเลือกนับถือหรือไม่นับถือศาสนาเป็นสิทธิของคนแต่ละคน ไม่มีใครสามารถบังคับจิตใจได้ โดยธรรมชาติแล้ว คนเราทุกคนต่างก็ต้องการเลือกแต่สิ่งที่ดีสำหรับตัวเอง การนับถือศาสนาก็ถือเป็นการเลือกอย่างหนึ่ง ซึ่งควรเกิดขึ้นด้วยความสมัครใจ หากเขาเห็นว่าคำสอนของศาสนาเป็นประโยชน์ต่อตัวเอง เขาก็รับแนวคิดของศาสนานั้นด้วยตัวเอง

ตามแนวคิดนี้ ศาสนากับการเมืองควรแยกจากกัน ศาสนาทุกศาสนาควรได้รับโอกาสในการนำเสนอ “คุณค่า” ของศาสนานั้นอย่างเท่าเทียมกัน แล้วให้ประชาชนแต่ละคนเป็นผู้ตัดสินเองว่าเขาจะเลือกรับหรือไม่รับศาสนาใด

ศาสนาในฐานะสินค้าสาธารณะ ศาสนาเป็นสิ่งที่ใช้แล้วไม่หมดไป ถึงมีคนนับถือศาสนาเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคน ไม่ได้ทำให้ตัวของศาสนาลดคุณค่าหรือลดความสำคัญลงไปเลย ในทางตรงกันข้าม ยิ่งมีคนนับถือศาสนามาก ก็จะยิ่งส่งผลเชิงบวกต่อสังคมมากขึ้น เพราะคำสอนของทุกศาสนาต่างก็มุ่งเน้นให้เกิดความสงบสุขของสังคม ไม่มีคำสอนของศาสนาไหนเลยที่ส่งเสริมให้เกิดความรุนแรง

ดังนั้น โดยเนื้อแท้แล้ว สาระสำคัญของคำสอนของทุกศาสนาก็คือเงื่อนไขพื้นฐานของการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขของสังคม เมื่อประชาชนมีความรู้ความเข้าใจหลักธรรมคำสอนของศาสนาอย่างถ่องแท้และรับเอามาเป็นแนวทางในการใช้ชีวิต ก็ไม่จำเป็นต้องทุ่มทรัพยากรไปกับการควบคุมความสงบเรียบร้อยของสังคม

ศาสนาในฐานะทุนทางสังคม กิจกรรมทางศาสนาเปิดโอกาสให้คนในสังคมที่มีความเชื่อพื้นฐานคล้ายคลึงกัน ได้มีโอกาสพบปะพูดคุยทำความรู้จักกัน ก่อให้เกิดชุมชนและเครือข่ายทางสังคม ประโยชน์ที่ได้รับ ไม่ได้มีเฉพาะความรู้สึกทางใจเท่านั้น เครือข่ายนี้ยังช่วยให้สมาชิกสามารถรับข้อมูลข่าวสารในด้านต่างๆ ได้มากกว่าที่จะต้องไปหาด้วยตัวของตัวเอง

มีงานวิจัยหลายชิ้นที่ได้ศึกษาถึงความสัมพันธ์ระหว่างการเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนาโดยสมัครใจ กับระดับผลการเรียนของนักเรียน (ในอเมริกาและกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ที่นับถือศาสนาคริสต์เท่านั้น ) งานวิจัยเหล่านี้ส่วนใหญ่ให้ผลตรงกันว่า เยาวชนที่เข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนาโดยสมัครใจ มีระดับผลการเรียนโดยเฉลี่ยสูงกว่าผู้ที่ไม่ได้เข้าร่วม โดยผู้วิจัยให้ความเห็นว่าความสัมพันธ์ในเชิงบวกนี้เป็นผลมาจากสาเหตุหลายประการด้วยกัน

ประการแรก นักเรียนที่เข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนาโดยสมัครใจ และมีโอกาสได้ศึกษา หรือรับฟังคำสอนจะช่วยพัฒนาระดับความคิด ในเชิงนามธรรม ให้สูงขึ้นกว่าเดิม ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการคิดและวิเคราะห์ขั้นสูง

ประการที่สอง การเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนาช่วยให้เยาวชนเหล่านี้ ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อน และรับข้อมูลใหม่ๆ จากการฟังการสนทนาระหว่างผู้ใหญ่ ทำให้สามารถมองประเด็นปัญหาได้อย่างกว้างขวางและลึกซึ้งมากกว่าเดิม

ประการที่สาม ครอบครัวที่เข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนาร่วมกันมักจะมีปัญหาความรุนแรงในครอบครัวต่ำ สมาชิกในครอบครัว มีความมั่นคงทางจิตใจ จึงมีสมาธิในการทำงานและการเรียนได้ดีกว่าครอบครัวที่มีระดับรายได้ใกล้เคียงกัน แต่ไม่ได้มีความสนใจในกิจกรรมทางศาสนามากนัก

เหตุผลที่ยกมานี้อาจนำไปสู่การกำหนดนโยบาย (ที่ผิดพลาด) ด้านการบรรจุหลักสูตรทางศาสนา ไว้ในการเรียนการสอนที่เน้นแต่การท่องจำ บังคับให้นักเรียนเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนาโดยไม่สมัครใจ แทนที่จะทำให้นักเรียนสนใจศาสนา กลับกลายเป็นการสร้างความรู้สึกในเชิงลบเกี่ยวกับศาสนา

รัฐและองค์กรศาสนาต่างๆ ควรร่วมมือกันเพื่อหาทางส่งเสริมให้เยาวชนหันมาสนใจศาสนาด้วยความสมัครใจ มากกว่าที่จะเน้นการบังคับเหมือนที่ผ่านมา ถ้าจะให้ประเมินประสิทธิภาพของวิธีการในอดีตก็คงสรุปได้สั้นๆ ว่า “ได้ตัวแต่ไม่ได้ใจ”

ก่อนจะตัดสินใจว่าจะบรรจุศาสนาพุทธ ไว้เป็นศาสนาประจำชาติหรือไม่ ผู้มีส่วนร่วมต้องหาคำตอบให้ได้ก่อนว่า ผลกระทบที่จะตามมาในระยะสั้นและระยะยาวคืออะไรบ้าง ควรฟังความเห็นจากทุกฝ่าย ไม่ใช่เฉพาะพุทธศาสนิกชนเท่านั้น พี่น้องชาวไทยที่นับถือศาสนาอื่นก็มีหนึ่งสิทธิหนึ่งเสียงเหมือนกัน โดยเฉพาะประเด็นเรื่องความแตกแยกในสังคม ก่อนจะตัดสินใจอะไรลงไป ควรมีการศึกษาให้ลึกซึ้งและละเอียดรอบคอบเสียก่อน ช้าแต่ชัวร์ยังไงก็ยังดีกว่ามั่วแล้วชุลมุน

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *