เศรษฐกิจพอเพียง ในแบบ ‘โชค บูลกุล’

เศรษฐกิจพอเพียง ในแบบ “โชค บูลกุล”

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 9 มีนาคม 2550 17:03 น.

“โชค บูลกุล” เจ้าของอาณาจักรฟาร์มโชคชัย แทบจะเป็นสัญลักษณ์ของนักธุรกิจรุ่นใหม่ ซึ่งยึดแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในการบริหารองค์กรจนประสบความสำเร็จอย่างสูง จากแนวคิดที่ถ่ายทอดผ่านสื่อต่างๆ และเมื่อไม่นานมานี้ นักธุรกิจหนุ่ม ได้ร่วมสัมมนาในหัวข้อ “ตีโจทย์เศรษฐกิจพอเพียง ลดความเสี่ยงเอสเอ็มอี” เพื่อเป็นตัวอย่างให้ผู้ประกอบการ SMEs รายอื่นๆ นำไปประยุกต์ปฏิบัติ

** เศรษฐกิจพอเพียง คือ สติ **

“ในความหมายของผม เศรษฐกิจพอเพียง คือ การใช้สติ ผมคิดว่า ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น ไม่ต้องไปขยายความให้มากเกินไป คนเราเกิดมาต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า โอกาส และสติปัญญา ความสามารถ อาจไม่เท่ากัน แต่ผมคิดว่า คนที่จะสามารถเอาชนะเหตุการณ์ที่ดีบ้าง ไม่ดีบ้างนั้น คือ คนที่รู้จักใช้สติ รู้จักปรับหาความสมดุลว่า เมื่อไรควรทำอะไร”

“ถ้าจะพูดจากประสบการณ์ ฟาร์มโชคชัย เคยอยู่ในสถานภาพที่เกือบจะยุติบทบาทในการทำธุรกิจ โดยเฉพาะด้านการเกษตรที่ไม่ได้ทำกำไรมหาศาล ผมยอมรับว่า ช่วงที่ เริ่มต้นทำงาน จะอนุมัติซื้อเครื่องคิดเลข 2,000 บาท เราต้องเรียกบอร์ดประชุมว่า ควรซื้อหรือไม่ซื้อ นี่คือ คุณค่าของเงิน ตั้งแต่วันนั้น ถึงวันนี้ 15 ปีให้หลัง ธุรกิจเติบโตขึ้นไม่รู้กี่พันล้าน เราก็ยังยึดมั่นในความมีวินัยในการใช้เงิน เราไม่ได้กู้หนี้ยืมสินใคร ก็ยังใช้เงินในลักษณะจิตสำนึกของการเป็นผู้ประกอบการเหมือนเดิม แต่สเกลของเงินอาจใหญ่ขึ้น ถามว่า วันนี้ เรากู้ได้ไหม ก็กู้ได้ แต่จะกู้ไปทำไม ถ้าเรารู้ว่า เงินที่มีอยู่ กับค่าใช้จ่าย แล้วจัดสรรได้ เช่น ปีหน้าจะโตเท่าไร เราก็จัดสำรองไว้ เงินเฟ้อเท่าไรก็สำรองไว้ เราจะลงทุนเท่าไร ในกี่ส่วนของกำไร ในฟาร์มโชคชัย เราแบ่งกำไร เป็น 4 ส่วน คือ 1. เผื่อเงินเฟ้อ 2.ลงทุน 3. เก็บออม และ4. ส่วนโบนัส ฉะนั้น เมื่อเราบริหารโปร่งใส พนักงานเห็น เขาเข้าใจ รู้วัฒนธรรมองค์กรในความเป็นจริง ประสิทธิภาพก็จะเกิดขึ้น”

“ผมมีศัพท์บัญญัติเอง เป็นแนวทางของฟาร์มโชคชัยว่า “อุดมการณ์นิยม” วันนี้ โลกเรามีเรื่องของทุนนิยม บริโภคนิยม ฯลฯ แต่อย่างหนึ่ง ที่ฟาร์มโชคชัยมี และอยากให้สังคมมี คือ อุดมการณ์นิยม เพราะผมคิดว่า อุดมการณ์ หรือความมุ่งมั่น ตั้งใจที่อยากจะไปให้ถึง เมื่อมีแล้ว มันจะทำให้เรามีสมาธิ หรือมีเป้าหมาย ผมยกตัวอย่าง “ซัมซุง” 10ปีที่แล้ว เขาตั้งเป้าจะเอาชนะ “โซนี่” ให้ได้ และวันนี้ เขาก็ทำได้จริงๆ ส่วนหนึ่งผมว่า มาจากอุดมการณ์ของเขา”

***พอเพียงใช้ได้เฉพาะประเทศที่มีทรัพยากร ***

“ผมคิดว่า คนที่จะพอเพียงได้ ประเทศนั้น ต้องมีทรัพยากร อย่างน้อยถ้าคุณเกิดมาในประเทศที่มีทรัพยากร ถือว่ามีบุญ เพียงแต่เราชอบไปเปรียบเทียบกับสิ่งที่เราไม่มี แล้วไปมองดูโลกว่า เป็นอย่างไร ก็เลยไม่รู้จักหยุดทำลายทรัพยากรที่เรามี ไปแสวงหาเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง”

“ขณะที่บางประเทศ คนเกิดมาแล้วมีกรรม สมมติว่าเกิดในประเทศที่เป็น “เกาะ” ไม่มีทรัพยากร ประเทศเหล่านี้ เขาไม่มีโอกาสพอเพียง ต้องขออนุญาตใช้คำว่า “กาฝาก” ไปทุกประเทศ วัฒนธรรมของเขา ในการอยู่รอด ต้องอยู่แบบใช้สมอง และเอาเปรียบ เขาไม่มีอะไรมาวัดในความพอเพียง เพราะเขาต้องดิ้นรนที่จะขยายไปเรื่อยๆ เพื่อจะสร้างอำนาจของสถานที่เล็กๆ นี้ ให้อยู่บนแผนที่โลกได้”

“ผมเลยกลับมาคิดว่า คำว่า พอเพียง อาจจะใช้ได้กับประเทศที่มีทรัพยากร และยิ่งกับประเทศไทย เรามีพระมหากษัตริย์ที่ทรงมาให้สติเราอีก มันจึงจะน่าเสียดายมาก ถ้าคนไทย ไม่พยายามทำความเข้าใจ หรือไปมองหามุมที่มันยากเกินกว่าที่ควรจะเป็น ในความคิดเห็นของผม คือ ทำทุกอย่างตามอัตภาพของท่าน แล้วใช้สติในการบังคับ กำกับ รู้จักเวลา รู้จักความสมดุล ในธุรกิจของคุณ ช่วงนี้ ธุรกิจไม่ดี ก็อย่าเพิ่งไปตกใจ หรือเมื่อธุรกิจกำลังพุ่ง ก็อย่าโลภเกินควร”

** สร้างนิยาม คิดแบบเด็ก ทำแบบผู้ใหญ่ **

“ถ้าเราคิดแต่ศาสตร์การตลาด เห็นโอกาสต้องเข้าไปคว้า แต่เศรษฐกิจพอเพียง คือ เครื่องเตือนสติว่า ให้ทำอย่างมีสติ ผมมีคำนิยามของตัวเองว่า ‘ให้คิดแบบเด็กทำแบบผู้ใหญ่ อย่าคิดแบบผู้ใหญ่ แล้วทำแบบเด็ก’ คือ ผู้ใหญ่เมื่อมีประสบการณ์ รู้ว่าอะไรคือ กำไร อะไรคือโอกาส ถึงจะเกินตัวแต่ยอมลงทุนไปก่อน ตรงนี้ คือความคิดแบบผู้ใหญ่ คิดแต่มั่งคั่ง คิดบนกิเลส คิดบนประสบการณ์ของความอยาก แต่ข้อเสีย หลายคนลงมือทำแบบเด็ก ไม่มีการวางแผน แต่เด็กไม่รู้จักความมั่งคั่ง คิดแบบสร้างสรรค์ จินตนาการนำไปก่อน แต่เวลาลงมือทำแบบผู้ใหญ่ มีความเป็นมืออาชีพ มีการวางแผน คำนวณความเสี่ยง คำนวณจุดอ่อน จุดแข็ง”

เขาเสริมว่า เศรษฐกิจพอเพียงจะช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้ผู้ประกอบการ สามารถฝ่าฟันระบบทุนนิยมแบบสุดขั้วของโลก

“ทุกวันนี้ โลกาภิวัตน์ทำให้คนบริโภคมากขึ้น การค้ามันมีกลอุบาย กระแสทุนนิยมที่มันเปลี่ยนไปแล้ว ถ้าเราตามมันไม่ทัน เราจะไขว้เขวในจุดยืนของชีวิต และคำว่า เศรษฐกิจพอเพียง จะเป็นปรัชญาที่ยากมากที่จะเข้าถึง ทั้งที่จริงมันเป็นเรื่องง่าย”

“โลก คือทุนนิยม จนทำให้เราจะไม่รู้ว่า อะไร คือ จุดแข็งจุดอ่อนของแต่ละคน เราไม่แยกแยะประเภท ทุกคนออกมาในแม่พิมพ์เดียวกัน แต่ไม่ใช่ทุกคนจะสำเร็จ ฉะนั้น ท้ายที่สุด ผมจึงคิดว่า เศรษฐกิจพอเพียง คือ สติที่เราเข้าใจตัวเองแค่ไหน เราเข้าใจเงินในกระเป๋าเราได้มาอย่างไร ได้ยากกว่าคนอื่นไหม ถ้าได้ยากกว่า ก็ต้องใช้ให้ประหยัดกว่า เหล่านี้ มันเป็นมุมมอง ให้เราเข้าใจโจทย์ของโลก ของการเปลี่ยนแปลง และเมื่อคุณหาความสมดุลได้ โดยไม่ไปเบียดเบียนคนอื่น มันก็จะเกิดความพอเพียง ผมถึงบอกว่า ประเทศบนเกาะ ซึ่งไม่มีทรัพยากร มันไม่มีทางจะพอเพียงได้ ต้องเบียดเบียนคนอื่นไปเรื่อย ๆ “

** ศก.พอเพียง ไม่ขัดโลกาภิวัตน์ **

“ผมว่า ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาที่พยายามปรับเข้าหาความสมดุลทุกอย่าง ให้มีความมั่งคั่งพอประมาณ ไม่เบียดเบียนคนอื่น เป็นปรัชญาที่ปรับสมดุลให้แก่ชีวิต ซึ่งมันเป็นหลักการความคิดที่ถูกต้อง แต่คนไปตีความในโลกของทุนนิยม เลยมองว่า มันเป็นความขัดแย้ง แต่มันเป็นคนละเรื่อง ทุนนิยมมันเป็นหลักการ หรือระบบหนึ่ง แต่เศรษฐกิจพอเพียง คือ ปรัชญาที่ลึกซึ้งกว่า สามารถนำไปประยุกต์ได้”

“คนไทยชินกับการวิ่งระดับ 140 –150 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มาตลอด 5 ปีที่ผ่านมา แล้ววันหนึ่งเราบอกว่า พอเพียง ถ้าตีโจทย์ตรงนี้ผิด ทุกอย่างมันหยุดชะงักกันไปหมด เราต้องกำหนดข้อความตรงนี้ให้ถูกต้อง ว่า จริงๆ เราไม่ได้ชะลอ นี่คือสิ่งที่ต่างชาติไม่เข้าใจ และเป็นไปได้ว่า ที่ต่างชาติไม่พยายามจะเข้าใจ เพราะเขาคิดว่าจะไม่ได้ประโยชน์จากเศรษฐกิจพอเพียงมากเท่ากับได้จากเศรษฐกิจแบบทุนนิยม“

สำหรับการใช้เศรษฐกิจพอเพียง เพื่อลดเสี่ยงในการทำธุรกิจนั้น เจ้าของธุรกิจฟาร์มโชคชัย เน้นไปที่ความมีวินัยทางธุรกิจ บริหารอย่างโปร่งใส และรักษาวินัยทางเงิน รวมถึง สร้างความรู้จากประสบการณ์

“ผมอยากให้ทุกท่านเป็นคนชอบตั้งคำถามว่า ทำไมๆ ช่างสังเกต และท้ายสุดต้องเป็นนักปฏิบัติ อย่าคิดอย่างเดียว แต่ไม่ลงมือทำ และเมื่อปฏิบัติแล้ว มันคือ ประสบการณ์ชีวิต แม้มันจะมีแพ้บ้าง ชนะบ้าง ถ้าชนะ หรือมีคนยอ ต้องไม่เหลิง แต่สิ่งใดทำผิดจริง อย่าหมดกำลังใจ แต่ให้เรียนรู้ คุณจะได้บทเรียนที่ดี นำมาแก้ไข และเกิดภูมิคุ้มกัน ให้แกร่งมากขึ้น ลองดูนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ ผ่านตรงนี้มาหมด เพราะเขาถือว่า ผิดเป็นครู”

“อีกหนึ่งควรทำ คือ เมื่อล้มและกลับมาตั้งตัวได้ ให้มองย้อนกลับไป ผมจะบอกพนักงานในบริษัท อย่ามองแค่ปัจจุบันเพื่อไปอนาคต แต่ให้มองอดีต ประเมินปัจจุบัน นี่คือ 50% ของความสำเร็จในอนาคต อีก 50% คือ ความสามารถของเรา บริษัทผมจึงมีการเก็บข้อมูล แล้วใช้ประเมินว่า อนาคตคุณจะไปแบบไหน คิดให้เป็นระบบ และมีวิธีการเรียบเรียง ผลรับคือ ความรู้ ซึ่งมีค่ากว่าทุกอย่าง”

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *