เศรษฐกิจพอเพียง ต้องเน้น "เป็นธรรมและยั่งยืน"

เศรษฐกิจพอเพียง ต้องเน้น “เป็นธรรมและยั่งยืน”
บทความ โดย รศ.วิทยากร เชียงกูล คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3967 (3167)
ต้องก้าวข้ามระบบทุนนิยมอุตสาหกรรมผูกขาด ความผิดพลาดของระบอบทักษิณ ไม่ได้อยู่เพียงแค่เหตุผล 4 ข้อที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติใช้อ้างเป็นเหตุผลในการล้มระบอบทักษิณ แต่ยังอยู่ที่นโยบายพัฒนาประเทศแบบทุนนิยมผูกขาดที่เป็นบริวารทุนต่างชาติ ที่เน้น การเปิดเสรีทางการลงทุนการค้าอย่างสุดโต่ง การแปรรูปรัฐวิสาหกิจให้กับต่างชาติและ นายทุนใหญ่แปรทุกอย่างเป็นสินค้า และเป็นหนี้ ทำให้ประชาชนและเยาวชนบูชาเงินและหลงใหลลัทธิบริโภคนิยม มีค่านิยมเห็นแก่ตัว ฉ้อฉล ฯลฯ
ระบอบทักษิณที่ดูผิวเผินเหมือนทำให้ตัวเลขเศรษฐกิจเติบโต แต่จริงๆ แล้วเป็นการเติบโตแบบฉาบฉวย เพราะปล่อยเงินกู้และกระตุ้นการบริโภคระยะสั้น แต่ทำให้เศรษฐกิจที่แท้จริงพัฒนาอย่างไม่สมดุล สร้างหนี้ ความแตกแยก เกิดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนเพิ่มขึ้นและปัญหาอื่นๆ มากมาย รวมทั้งการทำลายทรัพยากรและสภาพแวดล้อม ส่วนทางด้านการเมืองและสังคม ระบอบทักษิณก็เน้นเล่นพรรคเล่นพวก หาประโยชน์ส่วนตัว จนระบบเศรษฐกิจสังคมไทยปั่นป่วนไปหมด
นโยบายหลักของรัฐบาลสุรยุทธ์ จุลานนท์ กลับสานต่อนโยบายตลาดเสรีของทักษิณมากกว่าจะมีการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง พวกเขาใช้คำว่าเศรษฐกิจพอเพียงเป็นเบรกชะลอพัฒนาเศรษฐกิจแบบทุนนิยมสุดโต่งให้ช้าลงมาบ้าง สอบสวนเอาผิดคนโกงบางคน และส่งเสริมการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ให้ดีขึ้นนิดหน่อย แต่รัฐบาลชุดนี้และพรรคการเมืองใหญ่ทั้งหมดยังขาดความเข้าใจและความมุ่งมั่นที่จะปฏิรูปแบบเปลี่ยนแปลงการเมืองเศรษฐกิจ และสังคมครั้งใหญ่ โดยเฉพาะด้านการสนับสนุนเพิ่มความรู้ ความคิด อ่าน และการจัดตั้งองค์กรของประชาชน เพื่อให้รู้เท่าทัน และมีอำนาจต่อรองกับนักธุรกิจการเมืองได้ดีขึ้น ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่จะทำให้การปฏิรูปการเมืองเป็นไปได้
ชนชั้นนำไทย ทั้งรัฐบาลสุรยุทธ์และพรรคการเมืองใหญ่ๆ ทุกพรรคตีความคำว่าเศรษฐกิจพอเพียงแบบประนีประนอมกับระบบตลาดเสรี ที่จริงแล้วก็คือระบบทุนผูกขาด เช่น กล่าวว่าเศรษฐกิจพอเพียงไม่ขัดกับการเปิดการลงทุนและการค้าเสรี ไม่ขัดกับการส่งเสริมภาคอุตสาหกรรม ไม่ขัดกับการตลาดหลักทรัพย์ สรุปแล้วก็ดูเหมือนว่าพวกเขาไม่ได้คัดค้านนโยบาย การพัฒนาแบบที่รัฐบาลทักษิณทำมา นอกจากจะคัดค้านว่ารัฐบาลทักษิณโกงและเปิดเสรีสุดโต่งไปหน่อย แต่ความจริง นโยบายพัฒนาแบบทักษิณ เป็นนโยบายพัฒนาทุนนิยมผูกขาดแบบมุ่งกอบโกยล้างผลาญทรัพยากร ซึ่งอยู่ตรงกันข้ามกับเศรษฐกิจพอเพียง เศรษฐกิจแบบพึ่งพาตนเอง เศรษฐกิจยั่งยืน โดยหลักการขั้นพื้นฐาน
เศรษฐกิจพอเพียง ต้องทำให้ประชาชนส่วนใหญ่มีชีวิตความเป็นอยู่ขั้นพื้นฐานและปัจจัยที่จำเป็นพอเพียงกับการมีชีวิตอย่างมีคุณภาพ ไม่ใช่ปล่อยให้ทุนใหญ่คงหากำไรแบบมือยาวสาวได้สาวเอา พร้อมกับพูดว่าผมก็ยึดถือหลักพอเพียงอยู่
นโยบายที่สำคัญ เช่น การตกลงการค้าเสรีแบบทวิภาคีกับประเทศต่างๆ และเรื่องการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ รัฐบาลสุรยุทธ์และพรรคการเมืองใหญ่ไม่ได้คิดแตกต่างจากระบอบทักษิณ จริงๆ แล้วรัฐบางควรจะจัดตั้งคณะกรรมการที่เป็นกลาง เพื่อวิเคราะห์ผลดี ผลเสีย แล้วเสนอข้อมูลให้ประชาชนรัฐบาลรับรู้ และอภิปราย ถกเถียงกันอย่างมีข้อมูล มีเหตุผล เพราะเท่าที่ผ่านมา รัฐบาลทักษิณเสนอแต่ข้อมูลด้านดีด้านเดียวว่า 2 โครงการนี้ เป็นประโยชน์ต่อประเทศ แต่จริงๆ แล้วเป็นผลดีกับทุนต่างชาติและกลุ่มนายทุนใหญ่ แต่เป็นผลเสียกับประชาชน ต้องปฏิรูปครั้งใหญ่ จึงจะสร้างเศรษฐกิจพอเพียงสำหรับประชาชน ส่วนใหญ่ได้
การจะช่วยให้ประชาชนส่วนใหญ่ที่ยากจนมีปัจจัยที่จำเป็น เช่น อาหาร ที่อยู่อาศัย บริการสาธารณสุข เครื่องใช้ไม้สอย การศึกษา การมีงานทำที่พอเพียงได้ ต้องเปลี่ยนแปลงใหญ่แบบกล้าผ่าตัดด้วยการปฏิรูปที่ดิน ปฏิรูปการเกษตร และอุตสาหกรรมเกษตร ปฏิรูประบบสหกรณ์ และธนาคาร ธุรกิจขนาดย่อม ปฏิรูปด้านการคลัง เช่น การเก็บภาษีมรดก ภาษีทรัพย์สินในอัตราก้าวหน้าเพื่อจัดสรรทรัพยากรใหม่ให้เป็นธรรม แก้ปัญหาคนจนเชิงโครงสร้างให้ได้
รัฐบาลใหม่ควรกล้าที่จะจำกัดขอบเขตของทุนต่างชาติและทุนขนาดใหญ่เพื่อให้ธุรกิจขนาดย่อมและระบบสหกรณ์แข่งขันได้ ปฏิรูปการพัฒนาชนบท ปฏิรูปการศึกษา ปฏิรูปสื่อมวลชน ทำให้ประชาชนฉลาด รู้เท่าทันเศรษฐกิจทุนนิยมโลกและมีจิตสำนึกเพื่อส่วนรวมเพิ่มขึ้น จัดตั้งองค์กร สร้างอำนาจต่อรองได้เพิ่มขึ้น ให้สิทธิเสรีภาพ งบประมาณสนับสนุนองค์กรประชาชน เพื่อสร้างประชาธิปไตยที่แท้จริง ที่ต้องรวมทั้งประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ และสังคมด้วย
รัฐธรรมนูญจะดีแค่ไหน ไม่สำคัญเท่ากับการต้องหาทางช่วยเพิ่มความรู้และอำนาจต่อรองของประชาชน เพราะปัญหาความด้อยพัฒนาของการเมืองของไทย (รวมเศรษฐกิจและสังคมด้วย) อยู่ที่โครงสร้างอำนาจทางเศรษฐกิจการเมืองแบบทุนนิยมผูกขาด ที่เจ้าที่ดิน นักธุรกิจนายทุน คนชั้นกลางมีอำนาจสูงกว่าประชาชนส่วนใหญ่อย่างเหลื่อมล้ำต่ำสูงห่างกันมาก ดังนั้นการบังคับใช้รัฐธรรมนูญและกฎหมาย รวมทั้งแผนพัฒนาเศรษฐกิจสังคมแห่งชาติจึงไม่ได้เป็นไปตามเจตนารมณ์ประชาธิปไตย ต้องรณรงค์ให้เกิดการปฏิรูปการกระจายทรัพย์สิน รายได้ การศึกษา ข้อมูลข่าวสาร ให้ประชาชนอย่างทั่วถึง เป็นธรรม จึงจะช่วยให้กฎหมายมีผลบังคับใช้ตามเจตนารมณ์ได้ดีขึ้น
การที่รัฐบาลสุรยุทธ์ผู้ถนัดทำงานแบบข้าราชการหัวเก่า เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและรักษาสถานะเดิมให้พออยู่กันได้ไปวันๆ ทำให้ประชาชนเปรียบเทียบว่ารัฐบาลชุดนี้สู้กลุ่มทักษิณหรือนักการเมืองประเภททักษิณที่มีโครงการประชานิยมต่างๆ มากมายไม่ได้ ประชาชนจึงคงจะเลือกนักการเมืองหน้าเก่าๆ จากพรรคการเมืองที่เป็นตัวแทนของทักษิณ และพรรคที่เสนอนโยบายประชานิยมทำนองเดียวกับทักษิณกลับเข้ามาเป็นรัฐบาล เพราะพรรคส่วนใหญ่ยังเล่นการเมืองแบบซื้อเสียง และสร้างระบบอุปถัมภ์ ประชาชนก็ยังชอบแบบนั้น เพราะประชาชนยังยากจน ขาดการศึกษา ข้อมูลข่าวสาร ไม่รู้เท่าทันนักธุรกิจการเมือง และขาดการจัดตั้งองค์กรภาคประชาชน เช่น สหภาพแรงงาน สมาคมเกษตรกร สหกรณ์ ฯลฯ ที่เข้มแข็ง
เนื่องจากรัฐบาลสุรยุทธ์ไม่ได้แก้ปัญหา 4 ข้อ ที่ คมช.ใช้เป็นเหตุผลในการยืดอำนาจแบบ กล้าฟันธง ไม่กล้าหรือไม่สามารถพอที่จะปฏิรูปเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจแบบทุนนิยมผูกขาดที่เป็นบริวารอย่างแท้จริง ทำให้การรัฐประหารยึดอำนาจหนึ่งปีเศษที่ผ่านมา เป็นเพียงแค่เปลี่ยนตัวกลุ่มผู้บริหารและชะลอสถานการณ์ ทำให้ระบอบทักษิณและนักการเมืองอื่นที่คิดคล้ายทักษิณมีเวลาหยุดพัก เพื่อสะสมกำลังหาทางกลับมาใหม่อย่างแนบเนียนกว่าเก่าเท่านั้น
นักวิชาการ สื่อมวลชน นักพัฒนา ข้าราชการ ประชาชนที่ตื่นตัว จะต้องไปช่วยอธิบาย และจัดตั้งให้ประชาชนส่วนใหญ่ รู้เท่าทันระบอบทุนนิยมอุตสาหกรรมผูกขาด รวมทั้งปัญหาการผูกขาดทางการเมือง และสังคม โดยชนชั้นสูงและชนชั้นกลางส่วนน้อย ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่เข้าใจว่า แนวทางพัฒนาประเทศแบบเศรษฐกิจพอเพียง ที่ควรเน้นการพัฒนาระบบสหกรณ์ ชุมชน ที่เข้มแข็ง พึ่งตนเองได้ทางเศรษฐกิจและเศรษฐกิจประเทศพึ่งตนเองระดับประเทศ เน้นการกระจายทรัพย์สินรายได้ การศึกษาที่เป็นธรรม มีประสิทธิภาพ และเกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม มากกว่าประโยชน์ส่วนตัวนั้นเป็นทางเลือกที่ต่างไปจาก และดีกว่าระบอบการพัฒนาแนวตลาดทุนนิยมเสรีแบบผูกขาด มือใครยาวสาวได้สาวเอา และเป็นบริวารทุนต่างชาติแบบที่ทำกันอยู่
การจะก้าวไปสู่เศรษฐกิจพอเพียงเพื่อประชาชนส่วนใหญ่ได้ จะต้องปฏิรูปทางเศรษฐกิจการเมือง การศึกษา ปฏิรูปสื่อสารมวลชนและการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชาชนให้เป็นธรรมและมีคุณภาพ ประชาชนจึงจะมีความรู้และภูมิคุ้มกันมากพอที่จะต่อรองกับชนชั้นสูงชั้นกลาง ทั้งนักธุรกิจการเมืองขุนนางระดับสูง และพวกนายทหารได้ดียิ่งขึ้น

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *