เศรษฐกิจพอเพียง : จากการวิวัฒน์สู่แนวปฏิบัติ (จบ)

แนวปฏิบัติเศรษฐกิจพอเพียง (จบ)
บทความ โดย ไสว บุญมา ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3906 (3106)
เพื่อให้เกิดผลในการแก้ไขความบกพร่องของระบบตลาดเสรี เราจะต้องนำแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงไปปฏิบัติ ทั้งในระดับบุคคล และในระดับประเทศ หรือในอีกนัยหนึ่งการพัฒนาประเทศจะประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืนได้ก็ต่อเมื่อ ประชาชนส่วนใหญ่ยึดแนวคิดนี้เป็นหลักปฏิบัติ และเมื่อแต่ละประเทศพัฒนาได้อย่างยั่งยืน มนุษยชาติย่อมอยู่ต่อไปได้อย่างยั่งยืนด้วย
ประชาชนอาจตัดสินใจดำเนินชีวิตตามแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงด้วยตัวเองเพราะความเข้าใจในความถูกต้องของมัน ในขณะเดียวกันรัฐบาลก็ควรมีนโยบายสำหรับสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนดำเนินชีวิตตามแนวคิดนี้พร้อมกันไปด้วย แนวคิดนี้มีทั้งความกว้างและความลุ่มลึก จึงทำให้ไม่สามารถที่จะนำมาขยายได้ทุกแง่มุม นอกจากตัวอย่างดังที่จะกล่าวถึงต่อไปเท่านั้น
เนื้อหาของตอนที่ผ่านมาเน้นการปฏิบัติในระดับบุคคลเป็นส่วนใหญ่ และหลายครั้งนำ อดัม สมิท ผู้เป็นเสมือนบิดาของเศรษฐกิจระบบตลาดเสรีมาเป็นตัวอย่าง เนื่องจากความ “พอประมาณ” เป็นส่วนประกอบสำคัญ ซึ่งยากแก่การให้นิยาม จึงขอยกตัวอย่างของความพอประมาณซึ่งวางอยู่บนฐานของความรู้มาเสนอดังนี้
จะดำเนินชีวิตอย่างไรจึงจะเรียกว่ากระทำตามความพอประมาณ อาจพิจารณาบนฐานของความ “เพียงพอ” และ “พอเพียง” ความ “เพียงพอ” เป็นเรื่องของร่างกาย ส่วนความ “พอเพียง” เป็นเรื่องของจิตใจ ซึ่งหมายความว่าทุกคนควรหมั่นแสวงหาให้ได้มาซึ่งสิ่งที่จำเป็นเบื้องต้นสำหรับร่างกายด้วยวิธีที่สังคมยอมรับ เมื่อได้มาครบถ้วนเราเรียกว่า “เพียงพอ” และเมื่อได้ทุกอย่างเพียงพอแล้วก็รู้สึกพอใจ เราเรียกสภาพนั้นว่า “พอเพียง” อย่างไรก็ตามในกรณีของผู้ที่มีรายได้สูงมากจากการทำงานตามปกติหรือจากสินทรัพย์ที่มีอยู่ก่อนแล้ว เขาอาจจะมีสิ่งที่นอกเหนือจากความจำเป็นเบื้องต้นของร่างกายบ้างก็ได้เช่น การจัดงานวันเกิดซึ่งมีขนมเค้ก การนอนในห้องที่มีเครื่องปรับอากาศ หรือ การไปพายเรือเพื่อความสนุกสนาน แต่สิ่งที่เขามีหรือบริโภค นอกเหนือจากความจำเป็นเบื้องต้นนี้จะต้องไม่เกิดจากความกระเสือกกระสนที่จะหามาด้วยความโลภ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อบริโภคอย่างเมามันหรือเพื่อแข่งขันและอวดอ้างความมั่งมีกับผู้อื่น
ในระดับพื้นฐานความต้องการของร่างกายถูกกำหนดขึ้นโดยธรรมชาติว่าจะต้องมีอย่างน้อยปัจจัย 4 อันได้แก่อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัยและยารักษาโรค สิ่งเหล่านี้ทุกคนจะต้องมีอย่างครบถ้วนตามที่ธรรมชาติกำหนดมาจึงจะเรียกได้ว่ามีความ “เพียงพอ” อาทิ เรื่องอาหาร จริงอยู่เราอาจไม่รู้อย่างละเอียดยิบว่าร่างกายต้องการอะไรในแต่ละวัน และอาหารจานไหนให้อะไรแก่เราบ้าง แต่การศึกษาบอกเราว่าถ้าเรารับประทานอาหารหลากหลายและให้ครบทุกหมวดหมู่ โอกาสที่ร่างกายของเราจะได้รับทุกอย่างครบถ้วนมีอยู่สูง นั่นหมายความว่า ถ้าเราเลือกได้เราควรศึกษาให้เกิดความเข้าใจ พร้อมกับมีวินัยสูงพอที่จะเลือกรับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางอาหารสูง ในปริมาณพอควร ไม่มากเกินไปจนก่อให้เกิดความอ้วน และไม่เลือกรับประทานอาหาร เพราะความอร่อยหรือความทันสมัยโดยไม่คำนึงถึงคุณค่าของมัน
เกี่ยวกับประเด็นนี้มีเรื่องจริงที่จะยกมาเป็นอุทาหรณ์คือ หนุ่มชาวบ้านในย่านอยุธยา ซึ่งอุดมสมบูรณ์ไปด้วยปลา และพืชผักพื้นเมือง บ่นว่าอาหารที่ทำด้วยส่วนประกอบเหล่านั้นไม่ทันสมัย เขาจึงมักขับมอเตอร์ไซค์ เข้าไปในตลาดเพื่อให้เจ้าของร้านต้มอาหารที่ทันสมัยให้เขารับประทาน อาหารนั้นได้แก่ มาม่า อีกเรื่องหนึ่งเป็นความสัมพันธ์ระหว่างหลานกับป้า ด้วยความรักป้าจึงมักพาหลานออกไปรับประทานอาหารนอกบ้าน หลานจะเลือกรับประทานไก่ทอดเคเอฟซีทั้งที่ ไก่ย่าง ส้มตำ และข้าวเหนียวก็มีขายในย่านเดียวกัน
จริงอยู่เราอาจไม่รู้ข้อมูลที่แยกแยะคุณค่าของอาหารเหล่านั้นอย่างละเอียดยิบ แต่ข้อมูลที่เรา พอรู้อยู่บ้างบ่งว่ามาม่ามีคุณค่าน้อยกว่าอาหาร พื้นเมืองของชาวอยุธยา ไม่ว่าจะเป็นจำพวกน้ำพริกผักต้ม หรือแกงส้มผักกระเฉดที่รับประทานกับข้าวสวย ส่วนไก่และมันฝรั่งทอดจิ้มซอสมะเขือเทศมีคุณค่าต่ำกว่าไก่ย่าง ส้มตำ และข้าวเหนียว การได้รับประทานอาหารจำพวกมาม่าและไก่ทอดเคเอฟซีเป็นประจำอาจทำให้เกิดความรู้สึกทันสมัยและพอใจ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าผู้รับประทานจะดำเนินชีวิตตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง เพราะเขาอาจไม่ได้รับคุณค่าทางอาหารอย่างครบถ้วน หรือ “เพียงพอ” ตามความต้องการของร่างกาย
หลักการพิจารณาไม่แตกต่างออกไปสำหรับปัจจัยพื้นฐานอีก 3 อย่าง และปัจจัยอื่นที่จำเป็นสำหรับการดำเนินชีวิต ในยุคปัจจุบันเช่น เครื่องมือสื่อสารและการขนส่ง ทุกคนต้องแสวงหามาให้เพียงพอแก่ความจำเป็น เมื่อได้มาแล้วก็มีความพอใจ ไม่กระเสือกกระสนแสวงหามาเพื่อสะสมหรือเพื่อแข่งขันกับผู้อื่นเช่น การมีบ้านใหญ่โต มีเครื่องแต่งกายหลายร้อยอย่าง พร้อมทั้งเครื่องประดับหรูหราสารพัด โทรศัพท์มือถือรุ่นล่าสุดและรถยนต์ราคาแพงและแรงม้าสูงเกินความจำเป็น
เรื่องที่เล่ามานี้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของ การศึกษา นั่นหมายความว่ารัฐบาลควรมี นโยบายในด้านให้การศึกษาแก่ประชาชนถึงเรื่องสุขภาพและคุณค่าของอาหารชนิดต่างๆ อย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง นอกจากนั้นรัฐบาลควรมี นโยบายสำหรับจูงใจให้เกิดการบริโภคอาหาร ที่มีคุณค่าสูงมากขึ้นพร้อมๆ กับให้เกิดการบริโภคอาหารที่มีคุณค่าต่ำน้อยลง เนื่องจากเมืองไทยอาศัยกลไกของตลาดเสรีเป็นหลักในการบริหารเศรษฐกิจ และประชาชนมีสิทธิที่จะเลือกซื้ออาหารรับประทานได้โดยอิสระ รัฐบาลคงจะใช้นโยบาย ห้ามขายอาหารที่มีคุณค่าต่ำไม่ได้ แต่รัฐบาลอาจใช้มาตรการอื่นเช่น มาตรการทางภาษีในแนวเดียวกันกับที่เก็บจากบุหรี่และสุรา อาหารมากมายให้คุณค่าต่ำ และซ้ำร้ายอาจแฝงอันตรายไว้ด้วยเช่น ของขบเคี้ยวที่มุ่งขายให้แก่เด็กและจำพวกน้ำหวานอัดลม รัฐบาลควรเก็บภาษีอาหารจำพวกนี้ในแนวเดียวกับบุหรี่และ สุราเพื่อให้ราคาของมันสูง จนผู้จะซื้อต้องฉุกคิดว่า มันคุ้มค่าของเงินหรือไม่ พร้อมกันนั้นก็อาจมี การเก็บภาษีแบบก้าวหน้าตามราคาของสิ่งต่างๆ รวมทั้งบ้าน เครื่องแต่งกาย เครื่องประดับ โทรศัพท์มือถือ รถยนต์และสินค้าฟุ่มเฟือยอื่นๆ ซึ่งผู้มีรายได้ดีอาจมีไว้ใช้ แต่ต้องเสียภาษีในอัตราที่สูงขึ้น
สรุป
มีคำถามเสมอว่า การดำเนินชีวิตตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงเป็นไปได้มากน้อยเพียงไร คำถามแนวนี้มีคำตอบซึ่งไม่จำกัดอยู่แค่ในแง่ของปรัชญาอย่างเดียว หากเป็นการดำเนินชีวิตจริงๆ ของชุมชนขนาดใหญ่ในสหรัฐอเมริกาและแคนาดาที่ทำต่อเนื่องกันมาเป็นเวลากว่า 300 ปีแล้ว ชุมชนนี้มีชื่อว่า “อามิช” ซึ่งกระจัดกระจายอยู่ในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา แห่งที่ใหญ่ที่สุดอยู่ในรัฐเพนซิลเวเนียของสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของการดำเนินชีวิตของชาวอามิชมีมากจึงยากแก่การนำมาเล่าทั้งหมด อย่างไรก็ตามความจริงข้อนี้คงให้ความกระจ่างอย่างเพียงพอนั่นคือ พวกเขามีชีวิตอยู่ได้อย่างดีและมีความสงบสุขมากกว่าสังคมอเมริกันโดยทั่วไปทั้งที่ไม่มีเครื่องใช้ไฟฟ้า โทรศัพท์ในบ้าน รถยนต์และเครื่องจักรกลร่วมสมัยทุกชนิด พวกเขายังใช้ม้าลากไถเช่นเดียวกับคนไทยเคยใช้ควายไถนา
กลไกของตลาดเสรีมีอยู่คู่กับสังคมมนุษย์มา ตั้งแต่ครั้งโบราณกาล เพราะมันวางอยู่บนฐานของธรรมชาติมนุษย์ และจะมีต่อไปตราบใดที่มนุษย์ยังอยู่ ส่วนมนุษย์จะอยู่ต่อไปได้อย่างยั่งยืนหรือไม่ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง รวมทั้งการบริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่ในโลกอย่างจำกัดด้วย ระบบเศรษฐกิจแนวตลาดเสรี เป็นแนวคิดสำหรับบริหารจัดการทรัพยากรที่เหมาะสมที่สุด เพราะมันมีฐานอันเป็นธรรมชาติของมนุษย์อยู่แล้ว ดังที่เป็นมาตลอดประวัติศาสตร์ แนวคิดต่างๆ วิวัฒน์ไปตามสภาพแวดล้อม ในปัจจุบันนี้โลกมีประชากรราว 8 เท่าของวันที่ อดัม สมิท คิดเรื่องระบบตลาดเสรีออกมา ในขณะที่ทรัพยากรของโลกถูกใช้จนร่อยหรอลงไปมาก ฉะนั้นแนวคิดของเศรษฐกิจแนวตลาดเสรีย่อมต้องวิวัฒน์ไปให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม ใหม่ด้วย แนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงเป็นผลของการวิวัฒน์นั้น มันจึงเหมาะกับสังคมปัจจุบันอย่างยิ่ง

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *