‘เวลาพิสูจน์ ความสำเร็จ’ กัปตันพุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ

‘เวลาพิสูจน์ ความสำเร็จ’ กัปตันพุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ
การเป็นทายาทของนักธุรกิจบางครั้งเส้นทางชีวิตก็ถูกกำหนดไว้ให้เดินอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะธุรกิจที่ผู้เป็นพ่ออย่าง นายแพทย์ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ หรือ หมอเสริฐ ที่ยอมทิ้งมีดหมอหันมาทุ่มเททุกอย่างปลุกปั้น บางกอกแอร์เวย์ส เพราะใจรัก จนขึ้นสู่ Asia Boutique Airline
ก้าวมาถึงวันนี้ 40 ปี และกำลังเข้าสู่ช่วงจุดเปลี่ยนที่สำคัญ เมื่อหมอเสริฐเริ่มปล่อยมืองานด้านบริหาร ให้กับลูกชายคนโต “พุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ” ที่ขึ้นมาเป็น กรรมการรองผู้อำนวยการใหญ่อาวุโส เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ดูแลแทน
โจทย์แรกและถือเป็นภารกิจสำคัญ ที่ พุฒิพงศ์ หรือ เต้ ได้รับมอบหมายมาเมื่อสามเดือนก่อน คือ นโยบาย 4 ปีจากนี้ กับ เป้าหมายยอดขายที่ 20,000-25,000 ล้านบาท และวิสัยทัศน์ สร้าง บางกอกแอร์เวย์ส เป็นสายการบินที่มีเครือข่ายบินครอบคลุมในอาเซียน(เอเชียตะวันออกเฉียงใต้) ภายใต้คอนเซ็ปต์ ที่ว่า ต้องทำให้คนคิดถึงบางกอกแอร์เวย์ส เป็นอันดับแรก เมื่อเข้ามาอาเซียน ในเรื่องความสะดวกสบายและบริการที่ดี เพื่อตอกย้ำคอนเซ็ปต์บูติก แอร์ไลน์
“คุณพ่อให้โจทย์มาแค่สองบรรทัด ที่เหลือก็ให้ทุกคนมีส่วนร่วมกันวางแผนว่า ไปถึงปี 2554 แต่ละปีจะต้องทำอะไรบ้าง และทำยังไง เส้นทางบินจะไปทางไหน ลักษณะบริการจะเป็นอย่างไร”
แม้จะดูเป็นโจทย์ที่ค่อนข้างยาก แต่กับเต๋ ที่มีโอกาสได้ร่ำเรียนวิทยายุทธ์มาจากหมอเสริฐเกือบทุกรูปแบบ โดยเฉพาะในเรื่องแนวคิดที่เต๋ยอมรับว่าเรียนมาจากหมอเสริฐเยอะ แต่วิธีปฏิบัติอาจจะใช้คนละวิธี ที่เหมือนกับได้เรียนลัด “ก็ได้ฟังท่านเล่า เรียนๆ จำๆ เอาบ้าง เวลามีปัญหาอย่างนี้อย่างนั้นแล้วแก้ยังไง และท่านเป็นครูด้วย โดยเฉพาะเมื่อก่อนนี้ พอเย็นๆก็จะถามว่า ว่างไหน แล้วก็นั่งเล่าเรื่องต่างๆ ให้ฟัง อันนี้เป็นอย่างนี้ อย่างนั้น ตั้งแต่ยังไม่ได้เข้ามาทำงาน”
บวกกับได้ใกล้ชิดกับคุณพ่อมาตั้งแต่เล็ก จึงมักได้รับฟังและรับรู้เรื่องราวเกี่ยวกับปัญหาในธุรกิจที่คุณพ่อทำมา นับตั้งแต่กิจการกรุงเทพสหกล และขยายมาตั้งสหกลแอร์ ช่วงที่เต๋ยังเป็นนักเรียนกรุงเทพคริสเตียน จนกระทั่งไปจบคณะพาณิชศาสตร์และการบัญชี สาขาการจัดการธุรกิจ ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และออกมาเริ่มต้นทำงานดูแลด้านการขายและการตลาดที่ สมุย ปาล์ม บีช รีสอร์ท
เรียนรู้งานมาจนกระทั่งเปิดสนามบินสมุย ทำแม้กระทั่งขับรถส่งพนักงานจนได้เป็นผู้จัดการสนามบิน
สมุย เมื่อเจอปัญหานักบินไม่ยอมบินบ่อยๆเข้าก็ตัดสินใจไปเรียนที่ศูนย์ฝึกการบินพลเรือน จนได้เป็นนักบิน และทำงานด้านปฏิบัติการพร้อมไปด้วย จนสามารถเรียนรู้ประสบการณ์ในเกือบทุกด้าน จนก้าวมาสู่งานด้านบริหาร
“ผมยังโชคดีที่เรียนบริหารมาบ้าง ทั้งในส่วนงานบัญชีและการตลาด ตอนนี้ก็ได้ฟื้นของเก่าสมัยเรียนมาใช้ และไปเรียน แอดวานซ์ใหม่ๆ เพิ่มเติมบ้าง”
นอกจากนี้ กัปตันเต๋ในวัย 43 ปี ยังได้เรียนรู้จากประสบการณ์วิกฤติร่วมกับทีมผู้บริหารของบางกอกแอร์เวย์สมาหลายรอบ ตั้งแต่ สงครามอ่าวเปอร์เซีย ตอนนั้นเพิ่งเริ่มทำงาน และเพิ่งบินสมุย ผลกระทบคือผู้โดยสารจากยุโรปมาไม่ได้ ก็ต้องหาตลาดอื่นแทน โชคดีได้เปิดบินพนมเปญในจังหวะที่ยูเอ็นเข้าไปช่วยสนับสนุนเขมร รวมทั้งเปิดบินสุโขทัย มาทดแทน หลังจากนั้นก็มาเจอ วิกฤติปรับค่าเงินบาทที่มูลค่าเงินบาทลดไปครึ่งหนึ่ง “ตอนนี้เรามีเครื่องบิน 7 ลำ แต่ค่าใช้จ่าย ค่าเช่า เพิ่มขึ้นเท่ากับ 14 ลำ ตอนนั้นหมอเสริฐตัดสินใจให้ปรับราคาขึ้นเป็นสองเท่าก็รอดมาได้
จากประสบการณ์ในหลายครั้งที่เจอปัญหาทำให้ได้เรียนรู้ เมื่อขึ้นมาอยู่ตรงนี้ ก็ยังจำเหตุการณ์ สถานการณ์ การตัดสินใจหรือ มองภาพทั้งหลาย เอามาเป็นหลักคิดใช้ได้ “ส่วนมากผมใช้เวลา โดยจะดูว่า วิธีไหนดี และความเหมาะสม เช่น บางครั้งช่วงจังหวะมันไม่มา หรือบางครั้งไม่ต้องเพราะเวลาไม่มีแล้ว ก็ต้องทำเลย”
เมื่อถามถึงปรัชญาที่นำมาใช้ในการทำงาน กัปตันเต๋ซึ่งวันนี้ขยับขึ้นมาเป็นนักบิน แอร์บัส ตระกูล 320 กล่าวว่า “ผู้โดยสารคือคนจ่ายเงินเดือนเรา หรือที่เขาพูดกันว่า Customer is God บางคนอาจจะบอกว่าโอเวอร์ไปแต่มันก็เป็นเรื่องจริง ถ้าไม่มีลูกค้าเราก็อยู่ไม่ได้” สิ่งที่พยายามทำมาตลอด คือ สร้างความประทับใจให้ลูกค้าในเรื่องบริการ พร้อมๆไปกับดูแลพนักงานของเราให้ดีที่สุด เพราะพนักงานคือ ภาพลักษณ์ที่สำคัญขององค์กร
ในขณะเดียวกันก็เตรียมตัวและสร้างความแข็งแรงให้กับองค์กร เพื่อสร้างให้มีกำลังที่จะสู้กับคู่แข่ง และเติบโต โดยให้เหตุผลว่า ปัจจุบันการแข่งขันมีหลากหลาย คู่แข่งมากขึ้น แต่แย่งลูกค้าตลาดเดียวกันทำให้ต้องพัฒนาตัวเองขึ้นเรื่อยๆ โดยเปรียบเทียบกับคำพูดที่ว่า “ถ้าไม่ตายก็ต้องโต ถ้าไม่โตก็ตาย” และอธิบายว่า
“ถ้าเราบินแค่เส้นทางหลัก เช่น สมุย พนมเปญ เสียมเรียบ ก็รวยไปแล้ว แต่เมื่อเรามองที่จะเป็นเน็ตเวิร์ก ก็หยุดไม่ได้ เพราะถ้าหยุดก็คือถอยหลัง จึงต้องขยายเพิ่ม และพัฒนาต่อเนื่อง เพื่อให้แข่งขันได้มากขึ้นทั้งในเรื่องการบริหารต้นทุน บริหารกำไร และการเปิดบริการใหม่ๆ หนึ่งในนี้คือ การเพิ่ม “Business Class” ในบางเส้นทางบินตั้งแต่ซัมเมอร์นี้ และการเปิดจุดบินใหม่ๆ
อย่างไรก็ตาม 40 ปีของบางกอกแอร์เวย์ส วันนี้ไม่เพียงเป็นสายการบินที่ติดธงไทย ผงาดไปทั่วเอเชีย แต่ยังสามารถสร้างความเชี่ยวชาญในเรื่องการบริหารสนามบิน บริการคลังสินค้า บริการภาคพื้นดิน บริการอาหารขึ้นเครื่อง ไปจนถึงงานซ่อมบำรุงฝูงบิน ATR ระดับลูกค้านานาชาติ
หนึ่งในเป้าหมายต่อไปของผู้บริหารมือใหม่คนนี้ คือ การตั้งโรงเรียนสอนการบิน ที่สุโขทัย ซึ่งจะเปิดบริการปลายปี 2551 โดยตั้งงบประมาณลงทุนเบื้องต้นไว้ 200-300 ล้านบาท ร่วมกับบริษัทอเมริกาที่จะเข้ามาดูแลในด้านงานบริหารจัดการ และจัดหลักสูตร รองรับลูกค้าสายการบินจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะจีน ซึ่งมีความต้องการนักบินสูง “ถ้าสามารถเปิดตรงนี้ได้ และมีหลักสูตรที่จีนยอมรับได้ แทนที่นักบินจีนจะไปฝึกที่อเมริกาก็สามารถบินมาเรียนที่เราแทน โดยวางแผนผลิตนักบินไว้มากสุดปีละ 200 คน”
จุดเปลี่ยนของกัปตันพุฒิพงษ์ในวันนี้จึงเป็นเสมือนก้าวสำคัญที่ยังต้องรอผล ดังคำกล่าวที่ว่า “ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน”

ผมตัดสินใจไปเรียนเป็นนักบินเพราะถูกนักบินปฏิเสธไม่ยอมบินบ่อยครั้ง จึงอยากรู้ว่า นักบินคิดยังไง ทำยังไง ก็เลยขอไปเรียน สิ่งหนึ่งที่ได้เรียนรู้คือไม่ต้องเป็นคนเก่งที่สุดหรือฉลาดมากๆ ก็เรียนเป็นนักบินได้ เพราะเป็นเรื่องของความสามรถในการแก้ปัญหา โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัย และข้อคิดอีกอย่างหนึ่งที่ได้มาจากครูฝึกบินที่สอนมา คือ “เครื่องบินเนี่ยล้อพ้นพื้นศอกเดียวก็ตายได้”
ฟังดูแล้วมันคล้ายๆกับที่เขาพูดกันว่า “ยิ่งสูงยิ่งหนาว” ใช่รึเปล่ากัปตันเต๋!!!!!

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *