เรื่องของคิว

เรื่องของคิว
Business&society : ศ.ดร.วรภัทร โตธนะเกษม WARAPATR@TRIS.CO.TH กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 04 มกราคม พ.ศ. 2551
วันหนึ่ง ผมพาลูกสาวไปกราบพระแก้วมรกต หลังจากที่ออกจากประตูพระอุโบสถ ก็เห็นเด็กนักเรียนมัธยมหลายคน กำลังเข้าคิวกัน เพื่อนำน้ำพระพุทธมนต์มาประพรมศีรษะ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง พวกเราก็เลยไปต่อคิวด้วย
ขณะที่กำลังรอคิวอยู่นั้น ทุกคนได้ยินเสียงไกด์รายหนึ่งประกาศเสียงดัง ให้ลูกทัวร์ซึ่งเป็นกลุ่มคนจีน ที่เข้าใจภาษาไทยดีว่า “เข้าไปเลย ไม่ต้องเข้าคิว” ผมได้ฟังแล้วก็รู้สึกไม่ดี แต่ก็เห็นลูกทัวร์บางคนเริ่มทำตามคำแนะนำของไกด์ ขณะที่บางคนก็ยังลังเล ทำให้ไกด์ประกาศเสียงดังอีกครั้งหนึ่งว่า “เข้าไปเลย ไม่ต้องเข้าคิว”
ปกติ ผมเป็นคนที่ไม่ชอบวุ่นวายกับคนอื่น แต่พอได้ยินเป็นครั้งที่สอง ผมอยู่เฉยๆ ไม่ได้แล้ว ผมพูดกับไกด์ว่า “คุณ….นี่เมืองไทยนะ และเด็กนักเรียนกำลังเข้าคิวกันอย่างดี แล้วคุณมาประกาศอย่างนี้ได้อย่างไร” ไกด์คนนั้นนิ่งอึ้ง และสีหน้าไม่เป็นมิตรกับผม แล้วคนกลุ่มนั้นก็ตัดสินใจเดินออกไปทั้งหมด
ผมหันไปกล่าวชมเด็กนักเรียน และขอให้พวกเขาทำตัวให้น่ารักเช่นนี้ตลอดไป เพราะเขาคือ อนาคตของชาติ พอออกมาจากวัดพระแก้ว ลูกสาวตัวเล็กๆ ถามผมว่า พ่อพูดกับไกด์อย่างนั้น คนรอบข้างเขามองกันใหญ่ ไม่อายเขาหรือ ผมตอบว่า คนที่ควรอาย ไม่ใช่พ่อหรอก ไกด์และคนกลุ่มนั้นมากกว่า ที่ควรอายต่อสังคม
เรื่องการเข้าคิว ไม่ใช่วัฒนธรรมที่เข้มแข็งในสังคมไทย ระบบดั้งเดิมของเรา มักจะไม่ค่อยมีคิวกัน ตอนหลังๆ ก็เริ่มมีคิวเกิดขึ้น แต่ปรากฏว่า แม้ในเรื่องที่มีคิว เราก็ยังนิยม ลัดคิว กันจนเป็นนิสัย ตัวอย่าง เช่น คนไข้ในโรงพยาบาลของรัฐมีจำนวนล้นหลาม คนไข้ที่มีเส้นสายพิเศษหน่อย ก็พยายามลัดคิว อย่างนี้เป็นต้น
ความจริง เรื่องคิวเป็นระเบียบสังคมขั้นพื้นฐาน ถ้าเราจะพัฒนาประเทศและสังคมต่อไป การสร้างวินัยและวัฒนธรรมเรื่องคิว เป็นสิ่งที่จำเป็น ประเทศที่พัฒนาแล้ว เขาเป็นอย่างนี้กันทั้งนั้น ฝรั่งถือว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก เขาถือเป็นสิทธิของเขา ใครมาลัดคิวไม่ได้ เป็นเรื่องขึ้นมาทันที ยกเว้นเป็นกรณีจำเป็น และเขาอนุญาตเท่านั้น แม้กระทั่งเรื่องเล็กๆ น้อย เช่น การเข้าคิวจ่ายเงิน ถ้ามีใครเข้ามาลัดคิวของเขา จะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม เขาจะพูด เพื่อรักษาสิทธิของเขา ทันที ในขณะที่ คนไทย มักไม่อยากหาเรื่อง ถ้าไม่ได้ตั้งใจลัดคิว หรือไม่ทำจนน่าเกลียดเกินไป ก็มักคิดว่าแค่คนเดียวน่า ปล่อยเขาไปเถอะ เดี๋ยวก็ถึงเราแล้ว
วิธีคิดแบบนี้ สะท้อนความมีน้ำใจ และเอื้ออาทรของคนไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี แต่ขณะเดียวกัน ก็สะท้อนด้วยว่า คนไทยยังไม่เคารพต่อสิทธิของผู้อื่น หรือไม่รักษาสิทธิของตนเองเท่าที่ควร ดังนั้น การลัดคิว จึงยังเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย จนโยงใยไปถึงผลประโยชน์ทางธุรกิจด้วย เช่น ธุรกิจใดมีความประสงค์จะได้รับใบอนุญาตหรือบริการ จากหน่วยงานของทางราชการ แต่ถ้าต้องรอตามคิวอาจใช้เวลาอีกนาน ก็ใช้วิธี ลัดคิว ด้วยวิธีตอบแทนผลประโยชน์ให้แก่เจ้าหน้าที่หรือหน่วยราชการนั้นๆ เป็นต้น
เรื่องอย่างนี้ ไม่ถูกต้องอยู่แล้ว แต่ก็พอเข้าใจได้ว่า เป็นเพราะธุรกิจต้องเคลื่อนไหวเร็ว ทุกนาทีเป็นเงินเป็นทอง เมื่อติดขัดอะไรเล็กน้อย (ที่ไม่ควรจะติดขัดเลย) ก็ต้องแก้ปัญหาเพื่อให้เร็วขึ้นด้วยวิธีเช่นนั้น เมื่อเป็นเช่นนี้ เมืองไทยก็เลยเนืองนองไปด้วย น้ำ ….. น้ำร้อนน้ำชาไงครับ
ความจริงแล้ว เรื่องของคิว เป็นเรื่องของ กติกา ธรรมดาๆ นี่เอง ถ้าไม่มีกติกาว่าต้องเข้าคิว คนเขาก็ไม่เข้ากัน แต่เวลามีกติกาว่าต้องเข้าคิว คนก็เข้าคิวกันอย่างน่ารัก ไม่เชื่อไปลองดูผู้คนที่รอขึ้นรถไฟฟ้า หรือที่วินมอเตอร์ไซค์สิครับ แต่ที่น่าเกลียด ก็คือ มีกติกาให้เข้าคิว แต่กลับไม่ทำกัน หรือกล้าประกาศหน้าตาเฉยต่อหน้าคนอื่นว่า ไม่ต้องไปเข้าคิวหรอก อย่างนี้เป็นต้น
ถึงเวลาแล้ว ที่สังคมและธุรกิจไทย จะต้องพัฒนาเข้าสู่ระบบที่มีกติกาที่ดีและชัดเจน ให้มากยิ่งขึ้น และต้องปฏิบัติ อย่างจริงจังด้วย ในวงการธุรกิจนั้น การเข้าตลาดหลักทรัพย์ ก็เป็นตัวอย่างที่ดี เพราะบริษัทที่เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ มีสถานภาพเป็นบริษัทจดทะเบียน นัยที่สำคัญ อย่างหนึ่งก็คือ บริษัทนั้น ได้ยอมรับว่าจะเข้าสู่กติกา ที่ต้องปฏิบัติอย่างเข้มงวด และจะต้องเป็นองค์กรที่โปร่งใส นักลงทุนเขาจะได้มีความมั่นใจ และนำเงินมาลงทุนในบริษัทนั้นๆ
แต่ทุกวงการก็มีทั้งคนดี และคนไม่ดี ดังนั้น เราก็ไม่วายได้เห็นกันอยู่ว่า แม้จะเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ก็ตาม ประเดี๋ยวบริษัทนั้น ประเดี๋ยวบริษัทนี้ ก็มีเรื่องราว “กุ๊กกิ๊ก” ที่ทำให้นักลงทุนและผู้กำกับดูแล ต้องหงุดหงิดใจกันอยู่เป็นระยะๆ นี่ขนาดอยู่ในกติกา ยังเป็นเช่นนี้ ถ้าไม่มีกติกาเลย จะเป็นเช่นใด
ธุรกิจ และสังคม จะดีขึ้นอีกมาก ถ้าหากสมาชิกส่วนใหญ่ยอมรับ และปฏิบัติตามกติกา และไม่พยายามหลบหลีก หรือสร้างกติกาที่ซ่อนไว้ซึ่งผลประโยชน์ส่วนตัว เพราะธุรกิจที่ไม่จริงใจต่อผู้บริโภคหรือคู่แข่ง และใช้วิธีหลบหลีก หรือเล่นนอกกติกา ด้วยกลเม็ดแอบแฝงต่างๆ เชื่อได้เลยว่า จะไม่มีวันเติบโตอย่างยั่งยืนแน่นอน
นอกจากพฤติกรรมทำนองนี้ในวงการธุรกิจแล้ว ผมก็เคยสงสัยเหมือนกัน ว่าเหตุใด ในการแข่งขันกีฬาระดับภูมิภาคนั้น เวลาไปแข่งที่ชาติใด ชาติเจ้าภาพก็มักจะเหมาเหรียญทองสูงสุดโต่งทุกทีไป เลยนึกถึงข่าว ซีเกมส์ ที่หนังสือพิมพ์เขาพาดหัวกันหลายวันว่า ซีโกง และรายงานว่าคู่แข่งบางประเทศ แสดงท่าทีประท้วงอีกด้วย เจ้าหน้าที่ของรัฐก็ออกมาแถลงว่า ไม่ได้เป็นเช่นนั้นหรอก เรื่องนี้ พวกเราอยู่นอกวงการ ก็คงไม่รู้ว่าความจริงเป็นเช่นใด
แต่มีข้อสังเกตว่า ประเทศที่เจริญแล้ว เขาแข่งขันกีฬากัน ประเทศเจ้าภาพก็ได้เปรียบเหมือนกัน แต่เป็นการได้เปรียบตามธรรมชาติ อันเนื่องมาจากความคุ้นเคยสนามที่ตนเองฝึกซ้อมอยู่เป็นประจำ และกำลังใจที่ได้จากผู้ชม แต่ ประเทศที่ยังไม่ค่อยพัฒนาหลายประเทศ มักจะทำกันมากกว่านั้น มีกลเม็ดเด็ดพรายต่างๆ ที่ทำให้เจ้าภาพ ได้เปรียบ รวมทั้งความพยายามกำหนดกติกาเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองด้วย
บ้านเมืองเราที่วุ่นวายกันมาสองสามปี ก็มีสาเหตุที่คล้ายคลึงกันกับเรื่องของคิวหรือเรื่องกติกา กล่าวคือ ไม่ใช่ว่าไม่มีกติกา แต่เป็นการ กำหนดกติกาโดยมีวาระซ่อนเร้น และผลประโยชน์แอบแฝง ซ่อนไว้ จึงทำให้เกิดการต่อต้าน และพัฒนาไปจนถึงจุดวุ่นวายในที่สุด
รัฐบาลใหม่ โปรดจงจำไว้ให้ดีว่า เมื่อได้อำนาจมาแล้ว ถ้าท่านไปออกกติกาอะไรที่คนเขาสงสัยว่ามีผลประโยชน์ซ่อนเร้น และแอบแฝง ประชาชนสมัยนี้ เขาคงไม่รอนานหรอก เขาจะต้องออกมาส่งเสียงดังๆ แน่นอน และถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ท่านก็จะไปได้ ไม่กี่น้ำ
ทำอะไรที่โปร่งใส และสร้างผลงาน ให้คนเขาชื่นชม จะยั่งยืนกว่านะครับ

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *