'เมเจอร์ซีนีเพล็กซ์' สมการ บันเทิงครบวงจร

‘เมเจอร์ซีนีเพล็กซ์”‘ สมการ บันเทิงครบวงจร
แม้จะดำเนินธุรกิจมาไม่ยาวนานระดับตำนานของวงการ แต่วันนี้ “เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป” โดยใต้การกุมบังเหียนของ วิชา พูลวรลักษณ์ เจ้าของฉายา “ราชาเมืองหนัง” ซึ่งระยะหลังเปลี่ยนเป็น”ราชาเทกโอเวอร์” ก็สามารถผงาดขึ้นมาเป็นผู้นำธุรกิจโรงภาพยนตร์ด้วยคอนเซ็ปต์ เอนเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์ ครบวงจร
ปัจจุบันภายใต้บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ปฯ มีโรงหนัง 2 แบรนด์ คือ เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ และ อีจีวี กระจายทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล ตลอดจนจังหวัดใหญ่ๆ ทั่วประเทศ สามารถครองส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 60-70% ของตลาดรวมประมาณ 4,000 ล้านบาท

ผุดเมืองหนังฝ่ากระแสมัลติเพล็กซ์
แรกเริ่มเดิมทีธุรกิจโรงหนังในเมืองไทยมักเปิดบริการในลักษณะสแตนด์อะโลนด์ เป็นโรงหนังโดดอยู่ตามย่านชุมชน ต่อมาเมื่อธุรกิจค้าปลีกสมัยขยายตัว จึงดึงดูดกิจการโรงภาพยนตร์เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของศูนย์การค้า เพื่อเติมเต็มบริการของศูนย์ให้เป็นแหล่งช็อปปิ้งครบวงจร ทั้งห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร และโรงหนัง ทำให้เกิดโรงภาพยนตร์ในระบบมัลติเพล็กซ์แพร่กระจายไปในศูนย์การค้านับแต่นั้น โดยผู้นำการเปลี่ยนแปลงในยุคนั้นก็คือ โรงหนังอีจีวี
ต่อมาประมาณปลายปี 2537 นายวิชา พูลวรลักษณ์ จากตระกูลโรงหนังของเมืองไทย มีแนวคิดจะรุกธุรกิจโรงหนังในคอนเซ็ปต์ใหม่นั่นคือ “เมืองหนัง” แหล่ง
ช็อปปิ้งอารมณ์แห่งแรกของเมืองไทย ประกอบด้วยโรงหนังระบบมัลติเพล็กซ์ และพื้นที่เช่า ร้านอาหารและร้านฟาสต์ฟูด ชิมลางสาขาแรกที่ปิ่นเกล้า ถือเป็นโรงหนังสแตนด์อะโลนแห่งแรกในยุคที่โรงหนังในห้างครองเมืองก็ว่าได้
ด้วยคอนเซ็ปต์ที่ชัดเจน ทำให้เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ สาขาปิ่นเกล้า แจ้งเกิดในตลาด แม้อีกฟากของถนนปิ่นเกล้า ภายในศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ปิ่นเกล้า ก็มีโรงภาพยนตร์อีจีวี เปิดประจันอยู่ก็ตาม
เมื่อตลาดให้การยอมรับโรงหนังในคอนเซ็ปต์ เมืองหนัง นายวิชา ก็คิดขยับขยายอาณาจักรเมืองหนังไปสู่ทำเลอื่นๆ ซึ่งสาขาสองได้ปักธงลงบนถนนสุขุมวิท และสาขาสาม ใกล้แยกรัชโยธิน โดยเฉพาะสาขาสาม ทุ่มทุนสร้างโรงหนังไอแมกซ์ ซึ่งเป็นโรงหนังจอยักษ์ ฉายหนัง 2 มิติและ 3 มิติ เพิ่มความแปลกใหม่ให้กับโรงหนัง อีกทั้งยังสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง เป็นแม่เหล็กเรียกลูกค้า
ขณะเดียวกันเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ ก็มีแนวคิดแตกไลน์ขยายตัวออกไปในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับภาพยนตร์ ซึ่งได้แก่ ธุรกิจโฆษณาในโรงหนัง ธุรกิจโบว์ลิ่งและคาราโอเกะ ธุรกิจเช่าพื้นที่ค้าปลีก ต่อมาในยุคหลังได้ต่อยอดธุรกิจออกกำลังกาย ธุรกิจจัดจำหน่ายหนัง และธุรกิจตัวแทนจำหน่ายบัตรชมการแสดง
ภายในเวลาไม่นานนักแบรนด์โรงหนัง”เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์” สามารถผงาดขึ้นมาเป็นโรงหนังชั้นนำเคียงคู่กับแบรนด์ อีจีวี ซึ่งเป็นผู้นำตลาดในยุคนั้น

“ควบรวม”ต่อยอดความยิ่งใหญ่
หลังจากสองแบรนด์ใหญ่ขับเคี่ยวกันมาพักใหญ่ ในปี 2547 บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ปฯ ได้สร้างเซอร์ไพรส์ให้กับธุรกิจภาพยนตร์ เมื่อคู่แข่งและสายเลือดตระกูลเดียวกันที่ไม่แตกแต่ไม่ร่วมธุรกิจกันมาก่อน อย่าง เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ และ อีจีวี เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ กลับมาควบรวมกัน
ถือเป็นการรวมกันเพื่อโต โดยโครงสร้างธุรกิจมีขนาดใหญ่ขึ้นจากการควบรวม ขณะเดียวกันส่วนแบ่งการตลาดของเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ เพิ่มขึ้นอย่างมากมายจาก 40% พุ่งพรวดเป็นกว่า 60% รวมถึงอำนาจการต่อรองกับตัวแทนจำหน่ายภาพยนตร์เพิ่มขึ้นด้วย นอกจากนี้การควบรวมทำให้ประหยัดต้นทุนค่าใช้จ่ายของทั้งสองบริษัท ใช้งบการตลาดน้อยลงแต่กลยุทธ์การตลาดมีความหลากหลายขึ้น

ทฤษฎีใยแมงมุม
โตแบบทางลึก
แม้เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ จะมีรากฐานมาจากธุรกิจโรงหนังก็ตาม แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งก็ต้องแตกไลน์ธุรกิจใหม่เพื่อต่อยอดธุรกิจ ประกอบกับเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์
กรุ้ป ได้นำธุรกิจเข้าเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ยิ่งจำเป็นที่จะต้องเสริมฐานธุรกิจให้แข็งแกร่ง ทำให้ฐานพันธมิตรเพิ่มทั้งจำนวน
และความหลากหลายของธุรกิจก็มีมากขึ้นในปัจจุบัน
ในช่วงแรกการแตกไลน์จะเน้นธุรกิจหรือบริการที่เกี่ยวข้องกับโรงหนัง เช่น ธุรกิจโบว์ลิ่งและคาราโอเกะ ซึ่งวันเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ ทุกสาขาจะมีโบว์ลิ่งและคาราโอเกะไปเปิดทุกสาขา ปัจจุบันเมเจอร์ โบว์ ฮิต มีสาขารวมทั้งหมด 27 สาขา นอกจากนี้ยังมีแบรนด์ใหม่ ริทึมแอนด์โบว์ อีก 2 สาขา
ธุรกิจสื่อโฆษณาในโรงหนัง ก็มีบริษัท เมเจอร์ ซีนีแอดฯ เป็นบริษัทย่อยดูแลพื้นที่โฆษณาทุกส่วนภายในโรงหนัง ไม่ว่าจะเป็นโฆษณาบนจอหนัง บนจอวิดีโอ บนป้ายโฆษณาไตรวิชั่นที่อยู่บนผนังหน้าโรงหนัง หรือโฆษณาบนจอพลาสมาบริเวณขายบัตร
ธุรกิจพื้นที่ให้เช่าและบริการภายในสาขาของโรงหนัง ยิ่งขยายสาขาโรงหนังมากเท่าไร พื้นที่ให้เช่าก็จะเพิ่มตามไปด้วย ธุรกิจจัดจำหน่ายภาพยนตร์ แบ่งเป็น 2 ส่วนคือ การนำเข้าภาพยนตร์มาเพื่อฉายในโรงหนัง กับอีกส่วนหนึ่งขายในรูปของวีซีดี ดีวีดี โดยมีบริษัทย่อยชื่อ แปซิฟิก มาร์เก็ตติ้ง แอนด์ เอนเตอร์เทนเม้นท์ และบริษัท เอ็มพิคเจอร์สฯ
นอกจากนี้เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ ยังเข้าถือหุ้นในบริษัท สยามฟิวเจอร์ ดีเวลลอปเมนท์ฯ ผู้พัฒนาและบริหารพื้นที่ค้าปลีกรูปแบบใหม่ในลักษณะคอมมิวนิตี ซึ่งเป็นธุรกิจที่สามารถเชื่อมโยงกับ
โรงหนังอย่างดี และแนวทางการขยายเครือข่ายโรงหนังของเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ในช่วงปีหลังๆ นอกจาก
รุกเข้าไปในศูนย์การค้าขนาดใหญ่ หรือค้าปลีกสมัยใหม่แบบไฮเปอร์มาร์ตแล้ว ยังเปิดบริการศูนย์การค้าเฉพาะอย่าง ที่สยามฟิวเจอร์พัฒนาขึ้น เช่น โครงการ ดิ เอสพลานาด บนถนนรัชดาภิเษก
และยังเข้าถือหุ้นในบริษัท แคลิฟอร์เนีย ฟิตเนสฯ ซึ่งภายหลังเปลี่ยนเป็น ว้าว
ซึ่งการรุกตลาดของเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ ในยุคปัจจุบันนั้น นายวิชา กล่าวว่าเขาได้ยึดทฤษฎีใยแมงมุม นั่นคือการขยายธุรกิจและให้แต่ละธุรกิจเกิดการสนับสนุนระหว่างกันให้มากที่สุด เพราะโดยกลุ่มลูกค้าที่อยู่ภายใต้ใยแมงมุมของกลุ่มเมเจอร์ ต่างมีพฤติกรรมหรือไลฟ์สไตล์ที่สอดคล้องกัน ไม่ว่าจะเป็นสายธุรกิจโรงหนัง โบว์ลิ่ง หรือฟิตเนส ทำให้ธุรกิจทั้งกกลุ่มสามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ได้ตลอดเส้นทาง
ทั้งนี้”ทิศทางรายได้ในอนาคตของกลุ่มเมเจอร์ต้องกว้างและลึกขึ้นเรื่อยๆ ทุกส่วนต้องเชื่อมถึงกัน”
ด้วยนโยบายดังกล่าวเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป อนาคตคงต้องเสริมใยหรือโครงข่ายธุรกิจให้กว้างยิ่งๆขึ้นไป เพื่อบรรลุคอนเซ็ปต์ ไลฟ์สไตล์ เอนเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *