เมื่อ IQ ไม่ได้สำคัญที่สุดอีกต่อไป

เมื่อ IQ ไม่ได้สำคัญที่สุดอีกต่อไป

 

 

IQ (Intelligence Quotient) 

หรือในภาษาไทยคือ  เชาวน์ปัญญา  IQ เป็นมาตรฐานที่ถูกนำมาใช้ชี้วัดความฉลาดของคนมาช้านาน  หลักการคิดของ IQ คือ  ตัวเลขที่แสดงสัดส่วนของระดับความสามารถกับอายุ x 100  ดังนั้นคนที่มีระดับความสามารถแบบปกติ  จะมี IQ = 100  ส่วนคนที่มีความสามารถโดดเด่นเกินอายุจริง  เช่น  เด็กอายุ 12  ปี แต่สามารถทำงานในระดับความสามารถของเด็กอายุ 13 ปีได้  ก็จะมี IQ = (13/12)*100 = 108

ปล. นี่เป็นสูตรเบื้องต้นของการคำนวณ IQ  ซึ่งปัจจุบันล้ำหน้ากว่านี้ไปมากแล้ว ด้วยการ +- factor อื่น ๆ เข้ามาอีกมากมาย

 

130+ ดีเลิศ
120-129 ดี
110-119 ค่อนข้างดี
90-109 เฉลี่ย
80-89 ค่อนข้างด้อย
70-79 คาบเส้น
69- ปัญญาอ่อน

 

จนกระทั่งเมื่อไม่กี่ 10 ปีมานี้  หลายคนได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า  IQ กับคำว่าประสบความสำเร็จนั้น  ไม่จำเป็นต้องเดินคู่กันเสมอไป  คนที่ IQ ดี  ใช่ว่าจะต้องประสบความสำเร็จในชีวิต  ในทางกลับกัน  ส่วนคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตก็ใช่ว่าจะต้องมี IQ ดี  เพราะเคยมีงานวิจัยพบว่า ไอคิวมีส่วนช่วยให้ประสบความสำเร็จในชีวิตเพียง 20%  ลักษณะอื่นที่ ๆ ที่เป็นปัจจัยส่งเสริมให้คนเราประสบความสำเร็จก็เช่น  ความสามารถในการสื่อสารกับคนอื่น  หรือง่าย ๆ คือ  คุยกะชาวบ้านเค้ารู้เรื่อง  มีความเพียรพยายาม  มีความมานะบากบั่น  อดทนอดกลั้น  มีวินัย  มนุษย์สัมพันธ์  และอื่น ๆ อีกจิปาถะ  อีกทั้งยังมีข้อถกเถียงกันมากมายถึงความแม่นยำในการวัด  และนิยามของคำว่าการวัด IQ  จึงมีผู้คิดค้นปัจจัยแห่งความสำเร็จขึ้นอีกมากมายก่ายกอง  พวกฝรั่งเค้าก้อช่างคิดกันซะจริง  บางผมทีก้อแอบสงสัยว่า  กว่าจะผ่านเกณฑ์มาตรฐานแต่ละอันไปเพื่อจะให้ประสบความสำเร็จได้เนี่ย  ทำไมมันช่างยากเย็นซะอย่างนี้  ลองมาดูกันนะครับว่ามีมาตรวัดอะไรฮิต ๆ อินเทรนด์กันบ้าง

 

 

EQ (Emotional Quotient)

หลายคนคงเคยได้ยินและคุ้นหูกับ EQ เป็นอย่างดี  เพราะเป็นงานวิจัยที่แพร่หลายมาได้พักใหญ่  EQ คือความสามารถทางอารมณ์ ซึ่งประกอบไปด้วย ความสามารถในควบคุมอารมณ์ตัวเองไว้ได้อย่างหนักแน่น และคงเส้นคงวา  มีศิลปะในการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น  รวมทั้งรับรู้ อารมณ์คนอื่นและอารมณ์ตัวเอง ที่จะก่อให้เกิดความกระตือรือร้นและมีแรงจูงใจสู่ความสำเร็จ

 

ถ้าใครที่กำลังวัด IQ คุณ  แสดงว่าเค้ากำลังวัดสิ่งที่ติดตัวคุณมาตั้งแต่กำเนิด  สิ่งที่ธรรมชาติได้ให้มา  IQ อาจเพิ่มได้เล็กน้อยจากการเรียนรู้ในภายหลัง  แต่ EQ นั้นถูกสร้างขึ้นจากสิ่งแวดล้อมภายหลังทั้งสิ้น  ใครที่ชื่นชมบูชา IQ อยู่แสดงว่า  กำลังชื่นชมบูชาในสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ยาก  และเป็นเพียงส่วนประกอบส่วนนึงของความสำเร็จ  ในสมัยโบราณเช่นสังคมของชาวอินเดีย  จีน  อินเดียนแดง  คนที่ IQ สูงเพียงอย่างเดียว  มักจะได้เป็นเพียงแค่ ครู อาจารย์  ปราชญ์หรือ ปุโรหิต  แต่คนที่มี IQ พอประมาณ  แต่ EQ ค่อนข้างสูงมักจะได้เป็นกษัตรติย์  แม่ทัพนายกอง  เจ้าเมืองทั้งสิ้น  เพราะต้องอาศัยความกล้าหาญ  มานะเด็ดเดี่ยวมุ่งมัน  ความเป็นผู้นำที่ก่อให้เกิดแรงจูงใจ  ความร่วมมือร่วมใจสูง

 

 

AQ (Adversity Quotient)

AQ คือ  ระดับความสามารถในการเอาชนะอุปสรรคในชีวิต  ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการก้าวสู่ความสำเร็จ   เนื่องด้วยนักวิจัยได้เล็งเห็นว่า  ลำพังแค่ EQ และ IQ  ไม่เพียงพอเสียแล้วกับการตัดสินว่าใครจะประสบความสำเร็จในยุคสมัยใหม่นี้  เพราะเด็กรุ่นใหม่เหยาะแหยะกันเหลือเกิน  ท้อถอยและยอมแพ้กันง่าย  เจอปัญหาอะไรนิดหน่อยก็โวยวาย   เนื่องจากโลกยุคใหม่ได้สร้างสิ่งอำนวยความสะดวกให้แก่มนุษย์มากไป  ชีวิตไม่เคยประสบความยากลำบาก เมื่อเจอปัญหาก็แก้ไม่เป็น  โดยธรรมชาติแล้ว  AQ เป็นสิ่งที่พัฒนาเพิ่มเติมได้ด้วยการเรียนรู้  เมื่อมีสิ่งกระตุ้นเช่นปัญหาต่าง ๆ เข้ามา   หากได้รับการฝึกฝนก็จะก่อให้เกิดการตอบสนองที่เหมาะสมกลับไป  ทักษะนี้ก็จะฝังแน่นอยู่ในจิตใต้สำนึกกลายเป็นนิสัยของการสู้ไม่ถอย   จริง ๆ แล้วมันมีผลการวิจัยทางการแพทย์รับรองนะครับว่า  คนที่มีเอคิวสูงหรือมีจิตใจชอบการต่อสู้เนี่ย จะมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงไม่ค่อยเจ็บป่วย  ถึงเจ็บป่วยก็จะฟื้นตัวเร็วแม้จะเป็นโรคร้ายแรงก็ตาม

 

หลักการสร้าง AQ

– มองปัญหาเป็นโอกาส

1. CONTROL ควบคุมเหตุการณ์/สถานการณ์ได้

2. OWNERSHIP ความเป็นเจ้าของ ปัญหาอยู่ที่ตัวเรา

3. REACH คิดว่าทุกประเภท มีทางแก้ไข ไม่ใช่จบสิ้นแล้วทุกอย่าง

4. ENDURANCE มีความทนทาน อดทน ต่อปัญหาต่างๆ มองโลกในแง่ดีไม่วู่วาม

 

 

DQ (Developmental Quotient)

ถูกคิดค้นขึ้นโดย  Arnold Gesell  เป็นระดับความสามารถในการพัฒนาตนเอง  โดยในช่วงเริ่มแรก DQ เป็นสเกลที่ใช้วัดในเด็กทารกซะส่วนมาก  เพื่อเชคระดับการพัฒนาของร่างกายกับสภาพจิตใจ ว่าสอดคล้องกันหรือเปล่า  ยกตัวอย่างเช่น  เมื่อเด็กมีอายุถึงเท่านี้แล้ว  ร่างกายกับสภาพจิตใจได้พัฒนาไปตรงตามที่ standard เค้าเป็นหรือเปล่า  แต่ถูกพัฒนาต่อมาในภายหลัง ให้สามารถวัดได้ตั้งแต่วัยทารก  วัยเด็ก  ไล่ยาวไปจนถึงวัยรุ่นเลยทีเดียว  เคยเห็นโฆษณาของนมผง  เอนฟาโกรคิดส์มั้ยครับ  ที่เค้าเอา DQ มาใช้ในการโฆษณาด้วยว่า  นมผงเค้า  สามารถพัฒนาร่างกายให้ถึงขีดสุดในแต่ละช่วงอายุได้

 

ค่าความสามารถพัฒนาการ เป็นคะแนนที่ได้จากการทดสอบการพัฒนาของเด็ก แบบทดสอบการพัฒนาการชิ้นแรกสร้างในปี 1980 เป็นแบบทดสอบที่ใช้เวลาในการทดสอบประมาณ 30 นาที เริ่มใช้กับทารกอายุ 1 สัปดาห์ถึง 42 สัปดาห์

 

แบ่งข้อทดสอบเป็น 4 กลุ่ม คือ

1. การปรับตน (Adaptive)

2. การใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่และมัดเล็ก (gross and fine moter)

3. ภาษา (language)

4. ทักษะเชิงบุคลิกภาพ-สังคม (personal social skills)

 

คะแนนที่ได้จะคำนวณจากสูตรดังนี้

DQ = Developmental age (เด็กคนนี้มีพัฒนาการเท่ากับเด็กอายุเท่าไร x 100 clwonological age (อายุจริง) เช่น เด็กชายเอก มีพัฒนาการเท่ากับเด็กส่วนใหญ่ที่มีอายุ 6 เดือน แต่มีอายุเท่ากับ 10 เดือน DQ ของเด็กชายเอก = 6/10×100 = 60 ซึ่งถือว่าอยู่ในกลุ่มพัฒนาการช้าเล็กน้อย

 

การที่เราสามารถวัดค่า IQ DQ ทำให้เราสามารถตรวจหาความผิดปกติและติดตามเด็ก ที่มีความผิดปกติได้ดียิ่งขึ้น

 

 

 

CQ (Creativity Quotient)

ระดับความสามารถในการมีความคิด จินตนาการ หรือแนวคิดใหม่ๆ ในรูปแบบต่างๆ เช่น การเล่น งานศิลปะ การประดิษฐ์สิ่งของ   CQ จะสัมพันธ์ กับเรื่องการเล่น ถ้าเด็กได้เล่นอย่างอิสระตามความชอบและเหมาะกับวัย เด็กก็จะมีความคิดสร้างสรรค์   การปลูกฝังเรื่องนี้จึงอยู่ที่พ่อแม่มีเวลาเล่นและทำกิจกรรมที่ส่งเสริมจินตนาการกับลูก เช่น การเล่นศิลปะ การหยิบจับของใกล้ตัวมาเป็นของเล่น การเล่านิทาน เป็นต้น

 

 

 

MQ (Moral Quotient)

มีความสามารถในการควบคุมตนเอง มีความรับผิดชอบ ซื่อสัตย์ ความกตัญญู เป็นคนดี มีระเบียบวินัย  นักจิตวิทยาค้นพบว่าพัฒนาการด้านต่าง ๆ ของเด็ก ไม่ว่าจะเป็นความฉลาด อารมณ์ สังคม ศีลธรรม มิติสัมพันธ์ คณิตศาสตร์ ภาษา ดนตรี การเคลื่อนไหว ฯลฯ ต่างก็ค่อนข้างเป็นอิสระต่อกัน หมายความว่า เด็กอาจจะเก่งด้านใดด้านหนึ่งหรือหลายด้านแต่อาจจะไม่เก่งในด้านอื่นก็ได้ พัฒนาการในด้านต่าง ๆ ไม่จำเป็นต้องมีระดับเท่ากัน เช่น เด็กอาจจะเฉลียวฉลาด แต่พัฒนาการทางอารมณ์ต่ำและนิสัยไม่ดี หรือ ฉลาดอารมณ์ดี แต่ คุณธรรมต่ำก็ได้ หลายคนอาจจะประหลาดใจว่า อารมณ์ดี สังคมดี แต่คุณธรรมต่ำเป็นอย่างไร นิยามคำว่า คุณธรรมในที่นี้หมายถึง ระดับความเห็นแก่ตัว สรุปแล้ว IQ EQ และ MQ มีเส้นทางการพัฒนาต่างกัน  แม้ว่าในความหมาย  อาจจะคล้าย ๆ กันก็ตามที   MQ นั้นไม่สามารถฝึกฝนหรือขัดเกลาได้ในช่วงเวลาสั้น ๆ  การที่บุคคลคนหนึ่งจะมี MQ ระดับดี ต้องเริ่มปลูกฝังในวัยเด็กจึงจะได้ผล

 

วิธีฝึกฝน

– มีตัวอย่างดีๆให้เห็น

– ปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม ตั้งแต่เล็กๆ ก่อนวัยอนุบาล อาจจะเป็นในรูปนิทาน

– วัยอนุบาล ประถมต้น เล่านิทานสอนใจ ช่วยบำเพ็ญประโยชน์ต่อชุมชน

– ประถมปลาย – มัธยม สอน หลักธรรม ตัวอย่างดีๆ ช่วยบำเพ็ญประโยชน์ต่อชุมชน โรงเรียนด้อยโอกาส ช่วยสอนหนังสือหรือช่วยดูแล รุ่นน้องๆ ช่วยงานคุณครู สอนเพื่อนๆที่อ่อนกว่า

– ไม่ยอมรับพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้องเช่นทำร้ายผู้อื่น พูดจาหยาบคาย ขโมย โดยเฉพาะ 0-5 ขวบ

 

SQ (Social Quotient)

ทักษะทางสังคม การใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับผู้อื่น  ปัจจัยที่มีผลกระทบเช่น

– ได้เล่นกับเพื่อน ในวัยเด็กเล็กๆ

– เด็กโต ทำกิจกรรมกลุ่ม หรือทำงานอื่นๆกับเพื่อน

– คบเพื่อนๆ ที่หลากหลาย

 

 

PQ (Physical Quotient)

ความฉลาดทางพลานามัย มีความมั่นใจในการเคลื่อนไหว ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง ถ้าจะเล่นก็เล่นอย่างมีความสุข ซึ่งจะไปกระตุ้นไอคิวและอีคิวให้ดีตามไปด้วย

 

 

ทั้งนี้ทั้งนั้น  ยังมีอีกหลายสิบ quotient ที่ต่างคนต่างยกขึ้นมาเป็นเกณฑ์ในการชี้วัด  แต่ว่าอันไหนจะเป็นที่ยอมรับและมีชื่อเสียงนั้น  ขึ้นอยู่กับผลลัพธ์และประสิทธิภาพของเกณฑ์นั้น ๆ ครับ  เพราะลำพังแค่ทฏษฏีใคร ๆ ก็คิดได้  แล้วจู่ ๆ ก้อจะมีพวก quotient ต่าง ๆ ขึ้นมาพรึ่บ ๆ แบบข้างล่างนี้

 

AQ : Adiversity Quotient

BQ : Balancing Quotient

CQ : Creativity Quotient

DQ : Distinguishability Quotient

EQ : Emotional Quotient

FQ : Feeling Quotient

GQ : Globalization Quotient

HQ : Health Quotient

IQ : Intellgence Quotient

JQ : Joking Quotient

KQ : Knowledge Quotient

LQ : Leadership Quotient

MQ : Moral Quotient

NQ : Neatness Quotient

OQ : Organization Quotient

PQ : Perception Quotient

QQ : Questioning Quotient

RQ : Reasoning Quotient

SQ : Spiritual Quotient

TQ : Team-working Quotient

UQ : Understanding Quotient

VQ : Velocity Quotient

WQ : Wisdom Quotient

XQ : Xperience Quotient

YQ : Youth Quotient

ZQ : Zooming Quotient

 

ที่ลิสต์มาให้ดูข้างบนนี่  จริง ๆ เราไม่จำเป็นต้องเอาให้ได้เยอะ ๆ ทั้งหมดหรอก  เพราะคงเป็นไปไม่ได้ที่คน ๆ นึงจะเก่งอะไรได้ขนาดนั้น  แถมยังใช้เวลาและความพยายามอีกตั้งไม่รู้เท่าไหร่  กว่าจะทำได้ทั้งหมดนั้น  ข้อสำคัญที่สุดก็คือว่า  เราอย่าหยุดพัฒนาตัวเองก็แล้วกัน

Tags:

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *