เมื่อไรหนอ โรคจิตจึงจะได้รับความเท่าเทียม

เมื่อไรหนอ โรคจิตจึงจะได้รับความเท่าเทียม
• สุขภาพใจ
ทั้งเข้าถึงการรักษาพยาบาล การยอมรับจากคนในสังคม

ขึ้นอยู่ที่ว่าใครจะเลือกแบบไหน สุภาพหน่อยก็ว่า “โรคจิต” หากโพล่งออกมาด้วยความเคยชินก็ว่า “บ้า” แต่สิ่งที่ทั้ง 2 ชื่อเรียกนี้มีเหมือนกันก็คือ มันทำให้คนทั่วไปที่ได้ยินเกิดความรู้สึกตอบสนองในทางลบ หลัก ๆ แล้วก็จะกลัว ระแวง ถึงขั้นรู้สึกรังเกียจก็มีไม่น้อย ส่วนที่จะเห็นใจหรือรู้สึกสงสารก็คงจะมีแต่คนไม่กี่กลุ่มที่เข้าใจในเรื่องนี้ดีมาก ๆ อาทิ แพทย์ พยาบาลแผนกจิตเวช ญาติคนไข้ หรือบางคนที่เคยเป็นผู้ป่วยทางจิตมาก่อนแล้วได้รับการรักษาจนกลับมาใช้ชีวิตเยี่ยงคนปกติ

นพ.กัมปนาท ตันสิถบุตรกุล จิตแพทย์ชื่อดังจากกรมสุขภาพจิต เล่าในรายการ “มองชีวิตมีชีวา” ทางคลื่นวิทยุเอฟเอ็ม 96.5 วันหนึ่งว่า ปัจจุบันวงการสุขภาพจิตได้เปลี่ยนแนวคิดเกี่ยวกับโรคจิตไปในทางที่ว่า โรคจิตนั้นแท้จริงแล้วเป็นโรคทางสมองอย่างหนึ่ง หาใช่โรคทางใจอย่างที่เข้าใจกันมาแต่ก่อนเก่าไม่ นั่นเป็นเพราะว่ามีความรู้ใหม่ ๆ ที่ได้จากการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับโรคจิตออกมาให้เห็นว่าสารเคมีในสมองหรือที่เรียกกันว่าสารสื่อประสาทนั้นมีบาทบาทสำคัญต่อการเกิดอาการของโรคที่มักจะแสดงออกมาทางพฤติกรรม และอารมณ์

คำถามคือ ในเมื่อโรคจิตก็เป็นโรคที่เกิดจากสาเหตุทางกายภาพเช่นเดียวกับโรคทางกายอื่น ๆ เหตุใดจึงไม่ได้รับความเท่าเทียมกัน ทั้งในด้านการเข้าถึงการรักษาพยาบาล และการยอมรับจากคนในสังคม

อันที่จริงแล้วโรคจิตนั้นไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัวคนเราอย่างที่หลายคนคิด และหลายคนที่คิดเช่นนั้นก็อาจจะเป็นหนึ่งในผู้ที่กำลังจะกลายเป็นผู้ป่วยโรคจิตโดยไม่รู้ตัวก็ได้ ข้อมูลจากกรมสุขภาพจิตเมื่อปี พ.ศ.2550 ระบุว่าประเทศไทย มีผู้ป่วยทางจิตรวมกว่า 7 ล้านคน ยังไม่นับคนอีกประมาณ 12 ล้านที่ถือว่าป่วยด้วยโรคทางจิตเช่นกันแต่ยังไม่รุนแรง ตัวเลขผู้ป่วยสูงขนาดนี้แต่ตัวเลขผู้เข้ารับการบำบัดรักษากลับน้อยอย่างน่าใจหาย

กระทรวงสาธารณสุขบอกว่า มีเพียงไม่ถึงร้อยละ 20 ของคนที่ป่วยด้วยโรคจิตอย่างรุนแรงเท่านั้นที่ถูกส่งไปถึงมือหมอ โรคจิตนั้นก็เป็นเหมือนบาดแผนที่อยู่ภายใน หากปล่อยทิ้งไว้ก็รังแต่จะลุกลามไปเรื่อย ๆ ท้ายที่สุดแล้วสิ่งที่ซ่อนอยู่ข้างในก็จะปรากฏออกมาให้เห็น นพ.กัมปนาทย้ำว่าผู้ที่มีความผิดปกติทางจิตนั้นจำเป็นต้องได้พบจิตแพทย์ เพื่อวินิจฉัยและบำบัดรักษาอย่างเหมาะสม

แม้ พ.ร.บ.สุขภาจิตที่ร่างขึ้นมาเพื่อให้ความคุ้มครองแก่ผู้ป่วยทางจิต จะถูกผลักดันในช่วงรัฐบาลรักษาการจนผ่านสภาออกมาเป็นกฎหมายแล้ว ทว่ายังมีปัญหาอุปสรรคอีกหลายประการที่ทำให้คนที่มีปัญหาความบกพร่องทางจิตไม่สามารถเข้าถึงบริการการรักษาพยาบาลที่เหมาะสมได้ เช่น ความคุ้มครองของผู้ประกันตนกับกองทุนประกันสังคมในกรณีที่ป่วยเป็นโรคจิตรุนแรงและต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลหรือที่เรียกกันว่าเป็น “คนไข้ใน” ประกันสังคมคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลให้เพียงแค่ 15 วันแรกของการรักษา…แล้วที่เหลือจากนั้นต้องจ่ายเอง

นพ.กัมปนาทท่านเดิมบอกว่าระยะเวลา 15 วันนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่คนไข้ซึ่งอาการหนักขนาดต้องจับตัวส่งโรงพยาบาลและต้องพักรักษาตัวในนั้นจะสามารถฟื้นคืนสภาพกลับมาได้ทัน อย่างน้อย ๆ ก็ต้องเป็นเดือน บางทีก็หลายเดือน

เป็นเรื่องจริงที่น่าขมขื่นและหลายคนคงไม่ได้ตระหนักว่า หากวันหนึ่งเราต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนั้นมันจะเป็นอย่างไร จ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมมาโดยตลอด แต่เมื่อวันที่เจ็บป่วยโดยโรคทางจิตกลับไม่ได้รับการเหลียวแล ทั้งที่จริง ๆ แล้วผู้ประกันตนภายใต้กองทุนประกันสังคมนั้นถือว่าเป็นกลุ่มใหญ่และเป็นกำลังสำคัญในการสร้างงานสร้างเศรษฐกิจให้กับประเทศชาติ พวกเขาต้องจ่ายเงินเพื่อประกันสุขภาพตัวเองจำนวนเป็นประจำทุกเดือน แต่เมื่อป่วยเป็นโรคจิตกลับไม่ได้รับความคุ้มครองเต็มที่เหมือนกับคนที่อยู่ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่รัฐให้การคุ้มครองฟรี หรือข้าราชการที่ได้รับความคุ้มครองเต็มที่

ส่วนจะหันหน้าไปพึ่งบริษัทประกันสุขภาพนั้น หากอยู่ในเมืองไทยบอกได้เลยว่าให้เลิกหวัง เพราะเขาไม่รับประกันโรคทางจิตอยู่แล้ว จุดนี้ นพ.กัมปนาทมองว่าที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าเข้าใจที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับสภาพการเจ็บป่วยและการรักษา เชื่อว่าหากวันหนึ่งหลายฝ่ายช่วยกันสร้างความเข้าใจตรงนี้ให้ถูกต้อง บริษัทประกันสุขภาพและสุขภาพในบ้านเราสักรายอาจเปลี่ยนแนวคิดและหันมาให้บริการประกันกรณีที่ป่วยด้วยโรคทางจิตด้วยอย่างที่เป็นกันในต่างประเทศ

“ขอให้เชื่อได้เลยว่าหากบริษัทไหนกล้าทำ เขาจะมีลูกค้าเพิ่มขึ้นมากมาย และโรคจิตกเหมือนโรคทางกายอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ว่าทุกคนจ่ายเบี้ยประกันแล้วต้องเจ็บป่วยกันหมดจนบริษัทประกันอยู่ไม่ได้” นพ.กัมปนาทฝากบอกไปถึงบริษัทประกันสุขภาพในบ้านเรา

ในขณะนี้ในเมืองไทยเรา คุณหมอกัมปนาทกำลังเป็นหัวเรือใหญ่นำขบวนเครือข่ายผู้ป่วยโรคทางจิตและญาติเรยกร้องสิทธิในการคุ้มครองการรักษาพยาบาลในส่วนผู้ประกันตนในระบบอื่น ๆ ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ที่ต่างประเทศอย่างสหรัฐอเมริกา เมื่อเร็ว ๆ นี้ ก็มีความเคลื่อนไหวในทำนองเดียวกัน โดยราวต้นเดือนมีนาคม รัฐสภาสหรัฐได้ผ่านกฎหมายที่มีผลบังคับให้บริษัทประกันสุขภาพทั้งหลายต้องให้ความคุ้มครองในการรักษาอาการเจ็บป่วยของจิตอย่างเท่าเทียมกับความคุ้มครองในการรักษาโรคทางกาย

เช่นนี้แล้วประชาชนคนไทยเราควรเริ่มช่วยกันสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับโรคจิตให้ถูกต้องตั้งแต่วันนี้ แล้วสิ่งดี ๆ ก็คงจะเกิดในบ้านเมืองเราบ้าง อย่างน้อยที่สุดหากคนส่วนใหญ่ในสังคมตระหนักว่าคนที่ป่วยด้วยโรคทางจิตจำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาที่ถูกต้อง ภาพคนผู้ป่วยทางจิต หรือที่เราเรียกกันจนติดปากว่า “คนบ้า” เดินเร่รอนคุ้ยขยะกินและอาศัยหลับนอนตามข้างถนนคงไม่มีให้เห็นอีกต่อไป

ที่มา : จดหมายข่าวชุมชนคนรักสุขภาพ ฉบับสร้างสุข
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ สสส.

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *