เมื่อลูกน้องเบื่องาน

เมื่อลูกน้องเบื่องาน

นอกจากภาวะเศรษฐกิจและความไม่แน่นอนของการเมืองบ้านเรา ทำให้คนทำงานในช่วงนี้ดูแปลกๆ ไปครับ ผมไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะเทศกาลหยุดยาวตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นมาหรือไม่ เพราะจนถึงวันนี้เราก็ยังเห็นการลาหยุดต่อเนื่องจากเทศกาลมากมาย
หลายๆ คนเลือกลาหยุดระหว่างอาทิตย์เพิ่มอีก 1-2 วันก็กลายเป็นวันหยุดยาว 8-10วันไปแล้ว บางคนจึงเลือกการลาหยุดแบบต่อเนื่อง คือข้ามเทศกาล เช่นจากวันแรงงาน ข้ามไปวันฉัตรมงคล ไปจนถึงวันพืชมงคล ได้วันหยุดเกือบ 2 อาทิตย์ก็มีให้เห็น

ที่สำคัญ หากกลับมาทำงานแล้วได้ชาร์จไฟในตัวกลับมาเต็มที่ก็คงไม่เป็นปัญหา แต่ก็มีบางคนเหมือนกลับจะอ่อนระโหยโรยแรงกลับมา เพราะจุดไฟในตัวไม่ติดแล้ว และงานที่ทำก็มีแต่กดดันและน่าเบื่อหน่ายจนอยากจะลาออกให้รู้แล้วรู้รอด

สาเหตุส่วนใหญ่ของคนที่เบื่องานในช่วงหลังเทศกาลแบบนี้ มักจะเป็นเพราะรู้สึกว่าตัวเองไม่ใช่ส่วนสำคัญของงาน เปรียบเทียบกับเครื่องบินแล้วอาจเป็นแค่น็อต ไม่ใช่เครื่องยนต์หรือปีกที่เป็นส่วนสำคัญและมีแต่คนมาประคบประหงมดูแลรักษา

แต่หากคิดให้ดีแล้ว น็อตพวกนี้หากยึดไม่ดี ชิ้นส่วนหลุดออกจากกันก็กลายเป็นสาเหตุให้เครื่องบินตกเอาได้ง่ายๆเหมือนกัน ล่าสุดสายการบิน China Airline ก็ต้องร่อนลงฉุกเฉินในญี่ปุ่นก็เพราะน็อตเพียงแค่ตัวเดียวนี้เอง

อีกประการหนึ่งก็คือความรู้สึกจำเจ เพราะทำงานเหมือนเดิมทุกวันๆ จนไม่รู้สึกว่ามีอะไรใหม่ และไม่คิดว่างานนี้จะเติบโตก้าวหน้าไปไหนได้ ซึ่งผมก็คิดว่าไม่จริงเสมอไป เอาตัวอย่างง่ายๆ ก็เช่นงานเลขานุกการ ที่หลายๆ คนคิดว่าน่าเบื่อจำเจ

ผมกลับเห็นว่างานเลขาฯนี้เองสามารถยกระดับให้กับตัวเองได้ไม่แพ้งานอื่นๆ โดยในระยะแรกก็อาจเป็นแค่เลขาฯคอยช่วยงานนาย คือทำงานตามแต่นายสั่ง แต่เมื่อเชี่ยวชาญมากขึ้น ก็ย่อมทำได้ดีกว่าที่นายสั่ง และยังประสานงานกับหน่วยงานอื่นได้มากขึ้นก็เลื่อนเป็นผู้ช่วยได้

ยิ่งต่อมาจัดการกับปัญหาต่างๆ ได้ดีขึ้น ประสานงานกับในบริษัทและนอกบริษัทได้มากขึ้น ก็กลายเป็นผู้ช่วยพิเศษ รับผิดชอบเพิ่มขึ้นได้อีก และยิ่งมีฝีมือ ก็อาจก้าวไปจนถึง COO หรือ Chief Operating Officer ดูแลงานด้านปฎิบัติการได้อีก

การเบื่องาน จึงอาจแก้ได้ง่ายๆ เช่น การเปลี่ยนมุมมองความคิดต่องานที่ทำจึงเป็นส่วนสำคัญให้เราทำงานแล้วมีความสุขกว่าเดิมได้ หรือจะลองใช้สูตรสำเร็จที่ผมรวบรวมไว้ 4 ข้อก็อาจช่วยให้รู้สึกดีขึ้นได้อีก นั่นคือ
1. ระบายมันออกไป คือต้องเปิดใจระบายความรู้สึกนั้นออกไปเสีย ไม่ว่าจะให้เพื่อน หรือคนในครอบครัวได้รับรู้ เพราะการเก็บปัญหาไว้กับตัวเองมากเกินไปอาจเป็นการสะสมความเครียดและทำให้เราระเบิดอารมณ์ขึ้นมาได้เมื่อถึงจุดหนึ่ง
2. เปลี่ยนไปหาสิ่งใหม่ ต้องรู้จักเปิดมุมมองใหม่ๆ เป็นการพักสมอง พักความคิดให้เรามองเห็นสิ่งใหม่ที่ซ่อนอยู่ เช่นเดียวกับโทรศัพท์มือถือที่มีฟังก์ชัน Divert ในกรณีที่สายไม่ว่าง เราเองก็สามารถหันไปสนใจสิ่งอื่นๆ นอกเหนือจากงานได้เพื่อผ่อนคลาย
3. หาอย่างอื่นทำบ้าง เพื่อหาทางผ่องถ่ายตัวเองและเพื่อสร้างสมดุลให้ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นกีฬา หรือการทำสมาธิ เพราะการหมกหมุ่นอยู่กับงานมากเกินไป อาจทำให้เรามีมุมมองชีวิตที่แคบ และขาดสิ่งยึดเหนี่ยวอื่นๆ เช่นครอบครัว สังคม เพื่อนฝูง
4. เข้าหาความสงบในใจ โดยใช้กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับศาสนา หรือความเชื่อ เพื่อช่วยให้เรามีที่ยึดเหนี่ยว และรู้สึกถึงเป้าหมายที่แท้จริงในการทำงานที่ไม่จำเป็นต้องเป็นผลประโยชน์ของเราแต่เพียงอย่างเดียว

บางที การได้ปล่อยวางเสียบ้างก็อาจทำให้เราได้ฉุกคิดและได้เห็นว่ายังมีแง่มุมใหม่ๆในงานนี้ให้ได้เรียนรู้อีกเยอะเหมือนกัน

ที่มา : www.tpa.or.th

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *