เมื่อความหวังสุดท้ายไร้ที่พึ่ง…ชีวิตจำเป็นต้องต่อสู้

เมื่อความหวังสุดท้ายไร้ที่พึ่ง…ชีวิตจำเป็นต้องต่อสู้
• สุขภาพใจ
หากสังคมขาดคุณธรรม ความสงบก็เริ่มจางหาย

วัฒนธรรมชีวิต หรือ จะเรียกว่า วิถีชีวิต ก็ได้ ของคนไทย สิ่งหนึ่งที่ติดตัวมาชั่วกาลนานซึ่งยังฝังอยู่ในจิตวิญญาณของคนไทยส่วนใหญ่ คือ การให้อภัย ที่แสดงออกมาในคำพูดที่ว่า “ไม่เป็นไร”

จนฝรั่งมังค่าหลายคนเอาไปแซวคนไทยว่า คำพูดที่คนไทยต้องพูดอยู่ทุกวัน(วันละหลายครั้ง) คือ คำว่า “สวัสดี”กับคำว่า “ไม่เป็นไร” ด้วยเหตุนี้เอง คนไทยจึงกลายเป็นคนที่ เหมือนไม่รู้ร้อนรู้หนาวในสายตาของคนตะวันตก ที่พวกเขาต้องต่อสู้เพื่อการได้มาในสิ่งที่เขาต้องการ

และด้วยวิถีชีวิต หรือ วัฒนธรรมชีวิตของคนไทยในส่วนนี้นี่เอง ทำให้ คนไทยบางกลุ่มที่อยู่ท่ามกลางคนเอาเปรียบจึงกลายเป็นคนต้องเสียเปรียบอยู่ในสังคมตลอดเวลา

ถามว่า วิถีชีวิตแบบนี้เป็น สิ่งที่ดี หรือ สิ่งที่ไม่ดี คำตอบคงได้รับออกมาว่า เป็นสิ่งที่ดี เพราะ ศาสนาพุทธอันเป็นศาสนาของคนไทยส่วนใหญ่จะอบรมสั่งสอนให้คนไทยมีคุณธรรม รู้จักการถ่อมตน รู้จักการให้อภัย และรู้จักความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่

จึงทำให้คำว่า “ไม่เป็นไร”ครอบคลุมในเรื่องของ “คุณธรรม”หลายประการด้วยกัน

แต่ดูเหมือนว่า โลกยิ่งเจริญ มนุษย์ยิ่งได้รับผลกระทบให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น คุณธรรมของมนุษย์ยิ่งเสื่อมถอยลงไป ความเห็นแก่ตัว ความเอาเปรียบ และการแสวงหาผลประโยชน์เพื่อตนเองเพิ่มพูนมากขึ้น จนทำให้ คุณธรรมของคนไทยที่เคยยึดถือติดตัวมาแต่บรรพบุรุษ ค่อยๆเสื่อมถอยลงไปด้วย

ซึ่งเป็นที่เชื่อแน่ได้ว่า หากสังคมขาดคุณธรรม สังคมนั้นย่อมไม่ดำเนินอยู่ในความสงบ

ภาครัฐซึ่งมีหน้าที่โดยตรงในการบริหารประเทศ สร้างระบบ และส่งเสริมคุณธรรมให้เกิดกับสังคม ก็ดูเหมือนว่า “ไม่นำพา”ที่จะสร้างสรรค์คุณธรรมให้ยั่งยืนและงอกงามมากขึ้นในสังคม ทั้งนี้ก็คงเนื่องมาจากว่า คนในภาครัฐมีคุณธรรมเสื่อมถอยจนไม่สามารถค้นหาหัวใจของคุณธรรมได้พบ และมองไม่เห็นคุณค่าของคุณธรรม

จากนั้นความเห็นแก่ตัว การเอารัดเอาเปรียบ การแสวงหาผลประโยชน์ใส่ตัวเองก็เพิ่มปริมาณมากขึ้น จนทำให้ สังคมบางแห่งกลายเป็นสังคมพิการไปอย่างน่าเสียดาย

แล้วความเอาตัวรอดของคนในสังคมก็เกิดขึ้นในรูปแบบต่างๆ

การต่อต้าน เดินขบวน เรียกร้องความเป็นธรรม ที่เกิดขึ้นในระบบการศึกษา ที่มีการเรียกเก็บค่าเล่าเรียนเสริมมากขึ้น ถือเป็นตัวอย่างหนึ่งที่ทำให้เห็นว่า สังคมขาดคุณธรรม

ทั้งนี้เนื่องจาก การศึกษา เป็นที่พึ่งสุดท้ายสำหรับอนาคตของคนทั้งประเทศ ที่พวกเขาจะสามารถใช้สมองของเขาสร้างความก้าวหน้าให้แก่ตนเอง และครอบครัวในอนาคต

ครั้นเมื่อโอกาสมาปิดกั้นพวกเขาด้วยการ เปิดทางให้เฉพาะคนมีเงินเท่านั้นที่จะสามารถร่ำเรียนเพื่อให้เกิดอนาคตของตนเองได้ คนที่ ขาดโอกาสทางด้านการเงิน จึงหมดสิทธิ์ที่จะสร้างอนาคตของตนเอง ทั้งๆที่ การศึกษา เป็น ภาคบังคับของผู้บริหารประเทศที่จะต้องหยิบยื่นให้กับพลเมืองเพื่อให้พวกเขามีโอกาสเท่าเทียบกัน

แต่เพราะคนขาดคุณธรรม ผู้มีอำนาจในการบริหารงานด้านการศึกษาจึงจัดระบบเอง โดยพยายามปัดโอกาสของคนด้อยโอกาสทางด้านการเงินให้หมดโอกาสที่จะก้าวหน้า

คนที่ขาดโอกาสทางด้านการเงิน ไม่ใช่คนที่ “ไร้มันสมองจะร่ำเรียน” ดังนั้น จึงต้องถือว่า พวกเขามีโอกาสเช่นเดียวกันคนอื่นๆ แต่เมื่อ โอกาสมาปิดกั้นพวกเขาโดยการถูกกฎระเบียบที่ตั้งขึ้นมาโดยกลุ่มคนที่ขาดคุณธรรม พวกเขาจึงต้อง ต่อสู้เพื่อเรียกร้องหาโอกาสแห่งความเป็นมนุษย์ที่พวกเขาควรได้รับด้วย

ทุกวันนี้ไม่ใช่มีพียงแต่เฉพาะ โรงเรียนสวนกุหลาบปทุม ที่เป็นข่าวเท่านั้นที่ปิดโอกาสให้กับคนขาดเงินทุน ยังมีโรงเรียนอื่นๆอีกมากมายที่กำลังดำเนินการเช่นนี้อยู่ โดยอ้างความเป็นธรรมเพื่อสร้างความเป็นธรรมให้แก่ตนเอง

เป็นต้นว่า เมื่อหาเงินได้มาก ห้องพักของผู้บริหารก็โอ่โถงสะดวกมากขึ้น ยานพาหนะที่เขียนอยู่ข้างรถว่า “ใช้ในราชการเท่านั้น”กลายเป็น รถที่ ใช้เฉพาะผู้บริหารเท่านั้น โดยไม่ต้องเสียเงินทั้งค่าน้ำมัน และค่าคนขับ ทั้งหมดนี้ไม่ได้รวมไปถึง เงินบางชนิดที่สามารถเล่นแร่แปรธาตุจากเงินโรงเรียนมาเป็นเงินของเราได้

การปิดโอกาสด้วยวิธีการที่ไร้คุณธรรมเช่นนี้ ยิ่งลุกลามลงสู่ระบบล่างเท่าไร ก็จะยิ่งสร้างความเดือดร้อนให้กับคนไทยส่วนใหญ่มากเท่านั้น

ผู้บริหารในส่วนนี้ ทราบไหมว่า เวลานี้ มันลุกลามไปสู่ระดับชั้นประถมทั้งในตัวเมือง และชนบทแล้ว

ไม่ต้องให้ มดให้หมอ มาทำนายก็ได้ว่า หากไม่มีการแก้ไข หรือ หาทางยุติการเรียกเงินแบบนี้ โอกาสของคนจนทั้งประเทศจะไม่มีความก้าวหน้าทางด้านการศึกษาอย่างเด็ดขาด

แล้วประเทศนี้จะถูกกำหนดว่า บุคคลชั้นมันสมองจะต้องเป็นคนรวยเท่านั้น

คิดไหมว่า คนที่เขาไม่รวยแต่เขามีโอกาสเท่าคนอื่นๆจะยอม ยึดถือวัฒนธรรมมีบอกว่า “ไม่เป็นไร”ต่อไปได้อีกไหม

ความอดทนย่อมมีวันสิ้นสุด

รับรองว่า ถ้าภาครัฐไม่แก้ไขในเรื่องนี้ ประเทศชาติจะต้องร้อนเป็นไฟ เพราะการเรียกร้องของคนที่ถูกตัดโอกาสเพิ่มมากขึ้น

นี่คือผลลัพธ์สุดท้ายที่จะพิสูจน์ให้เห็นว่า ผู้บริหารภาครัฐที่บอกว่าทำเพื่อชาติประชาชนนั้นมีความจริงใจมากน้อยแค่ไหน

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *