เพิ่มสุข ดับทุกข์ ในองค์กร

เพิ่มสุข ดับทุกข์ ในองค์กร
ในตอนที่แล้วเราพูดกันมาถึงการสำรวจว่าสุขในงานมาจากไหนและทุกข์ในการทำงานมาจากไหนแล้ว ผลปรากฏออกมาว่า เหตุของสุขในงาน คือ การทำงานได้สำเร็จอย่างราบรื่น คิดแก้ปัญหาได้ตลอด ได้ทำประโยชน์ให้คนอื่น ได้พัฒนาตนเอง และสามารถเข้ากับคนอื่นได้ดี มีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนอื่น
ส่วนเหตุแห่งทุกข์ในงาน คือ การคิดแก้ปัญหาไม่ได้ ทำงานไม่ราบรื่น มีความสัมพันธ์ไม่ดีกับคนรอบข้าง ทำงานแบบไปวันๆ ไม่ได้พัฒนาตนเอง
คนที่ได้รับความสำเร็จในชีวิตหนึ่งพันคนทั่วโลกลงความเห็นว่า ทักษะที่ทำให้คนได้รับความสำเร็จไม่ว่าจะเรื่องงานและชีวิตนั้น มีสามอย่าง คือ ทักษะด้านการคิด (Thinking Skill) ทักษะด้านความรู้ (Technical Skill) และทักษะด้านคน (Human/People Skill)
ทักษะที่สำคัญมากที่สุดในบรรดาทักษะทั้งสามอย่างนี้ ก็ คือ ทักษะด้านการคิด เพราะหนึ่ง ทักษะด้านการคิดเป็นตัวดึงเอาความรู้มาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างเหมาะสมตามสถานการณ์ และสอง ทักษะการคิดเป็นอย่างไร ทักษะด้านคนก็เป็นอย่างนั้น เพราะการพูดและการกระทำของคนล้วนมีต้นทางมาจากการคิด การคิดเป็นที่มาของการพูดและการกระทำ คนคิดอย่างไรก็พูดไปทำนองนั้น และทำไปทำนองนั้น
ทักษะการคิดของคนๆ หนึ่งได้มาจากไหนบ้าง
1. ได้จากทักษะการคิดและทัศนคติของคนในครอบครัว เช่น วิตกกังวล ขี้กลัว ไม่พอใจ ขี้หงุดหงิด ทำตามอารมณ์ตนเอง ไม่สนใจคนอื่น ซึ่งเป็นการคิดทางลบ หรือ ถ้าเป็นการคิดทางบวก ก็เช่น มองโลกสนุกสนาน อยากช่วยเหลือผู้คน กล้าคิดสิ่งใหม่ ลองทำสิ่งใหม่ที่ดีงามขึ้นมา เปิดใจรับสิ่งใหม่ๆ มาเพิ่มให้กับตัวเองเพื่อพัฒนาตนเอง
2. ได้จากทักษะการคิดและทัศนคติของคนนอกครอบครัวเช่น เพื่อนเล่น เพื่อนบ้าน และครูในโรงเรียน
3. ได้จากระบบการศึกษาทั้งด้านเนื้อหาความรู้ มุมมองและทัศนคติที่ผู้เขียนใส่ไว้เนื้อหาของแต่ละวิชา
4. ได้จากวิธีการสอบซึ่งใช้เพื่อวัดผลสัมฤทธิ์ในการเรียนรู้ของผู้เรียนในระบบการศึกษา
5. ได้จากการฝึกอบรมที่องค์กรที่ตนทำงานด้วยจัดฝึกให้ หรือส่งให้ไปฝึกเพื่อนำมาใช้ในการทำงาน
ขณะที่ ทุกข์ในงานเกิดจากทักษะการคิดทางบั่นทอน ดังนี้
1. คิดแบบเดิม (Traditional Thinking) คือ คิดแบบคำตอบที่ถูกต้องมีเพียงคำตอบเดียว ซึ่งทำให้แก้ปัญหาไม่ค่อยได้
การคิดแบบเดิมที่เราได้มาจากระบบการศึกษา ได้แก่ การคิดแบบตรรก (Logical Thinking) การคิดแบบตัดสินประเมิน (Judgment Thinking) และการคิดแบบ ฉันถูก-เธอผิด (I am right – You are wrong Thinking) การคิดแบบเดิมมีประโยชน์ในการทำงานในยามที่ทุกอย่างดำเนินไปดังที่กำหนดไว้ เช่นตั้งระบบการทำงานไว้อย่างนี้ ถ้าทุกอย่างเป็นไปอย่างนี้ทุกประการ งานทุกอย่างจะราบรื่น
แต่ถ้ามีบางอย่างไม่เป็นไปตามระบบที่ตั้งไว้ พนักงานจะรู้สึกว่าเป็นปัญหา และเห็นทางแก้อยู่ทางเดียวคือ ทำให้ทุกอย่างเป็นไปตามระบบให้ได้ ถ้าทำอย่างนั้นไม่ได้ก็รู้สึกว่าหมดทางแก้ และ คิดไม่ออกว่าจะแก้ด้วยวิธีอื่นได้อย่างไร เมื่อคิดไม่ออกก็รู้สึกอึดอัดและเครียด นี่คืออาการแห่งทุกข์ในงานที่คนพูดถึงกัน คือแก้ปัญหาไม่ได้ มีอุปสรรคที่ทำให้งานไม่ราบรื่นแล้วไม่รู้จะจัดการอย่างไร
2. คิดลบ (Negative Thinking) มองเห็นแต่ความยากลำบาก ทำให้ไม่พอใจ หงุดหงิดรำคาญ
เวลามีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นไม่ว่าจะจากลูกค้า จากทีมงาน หรือ จากผู้บังคับบัญชา คนที่มีการคิดทางลบครอบงำก็มักไม่พอใจ อึดอัดขัดใจและ รำคาญใจ ถ้าคนในทีมงานคิดทางลบ จะทำให้เกิดความไม่พอใจกันได้ง่าย การทำงานร่วมกัน และความสัมพันธ์กับคนรอบข้างก็ไม่ดี ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมงาน หรือลูกค้า เมื่อคิดทางลบต่อคนอื่นการพูดจากับคนอื่นด้วยกลิ่นอายและอารมณ์ที่เป็นไปในทางลบ และรับฟังไปในทางลบด้วย จึงเกิดความไม่พอใจกันจนเกิดเป็นความทุกข์ในการทำงาน
3. คิดแบบทะนงตน (Arrogant Thinking) มองว่าตนเหนือกว่าคนอื่น คิดว่าตนเองคิดอะไรก็ดีที่สุด “ตกหลุมพราง” ของความฉลาด ไม่เปิดใจ รับฟังความคิดเห็นของใคร เพราะเห็นว่าตนเองแน่กว่าใคร จึงเอาตนเองเป็นที่ตั้ง ตนเองก็ทุกข์ใจเพราะคนอื่นทำไม่ได้ดังใจ ไม่ทำตามที่ตนคิด ไม่ชอบคนอื่น และคนอื่นก็ไม่ชอบตน จึงมีทุกข์ในงาน
สุขในงานเกิดจากทักษะการคิดทางสร้างสรรค์ ดังนี้
การคิดแบบใหม่ (New Thinking) การคิดแบบใหม่จะต่างจากการคิดแบบเดิมในมุมที่จะมาเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ซึ่งเพิ่มสุขในงานได้โดยตรง ดังนี้
1. คิดทางบวก (Cresitive (creative + positive) Thinking ) คือ มองเห็นความสดใสของทุกสิ่งอย่าง และทุกคน มองเห็นความเป็นไปได้ในการทำสิ่งที่ดีงามให้เกิดขึ้นได้ ชอบการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาตนเอง พัฒนาความเข้มแข็งขององค์กร ได้ทำแล้วก็เกิดความภูมิใจ
2. คิดสร้างสรรค์ / คิดนอกกรอบ (Lateral /Creative Thinking) คือ ความสามารถคิดหาทางแก้ปัญหาได้มากมาย และหลากหลาย และแตกต่างจากวิธีแก้ปัญหาที่เคยใช้อยู่แต่ไม่ได้ผลแล้ว สมองของคนเราจำสิ่งที่รู้และทำจนเคยชินได้ดีและมักพาให้เราคิดติดอยู่ในกรอบความคิดความจำเดิมๆ ของตนเสมอ การคิดนอกกรอบจึงช่วยให้คิดแก้ปัญหาได้ทุกครั้งจริงๆ และแน่นอน จึงลดทุกข์และเพิ่มสุขในงานได้อย่างดีมาก
3. คิดมีประสิทธิภาพและเป็นระบบ (Efficient/Competent Thinking) คือ การคิดที่เป็นระบบ เป็นขั้นเป็นตอน จึงสามารถคิดได้รอบคอบ รัดกุม ครอบคลุมครบทุกด้าน จะแก้ปัญหาใดๆ หรือคิดพัฒนางานต่างๆ ที่ทำอยู่ให้มีประสิทธิภาพที่สุดก่อนลงมือทำ งานจะสำเร็จได้ดีและเร็ว เพราะคิดดีแล้วก่อนที่จะทำ งานมีเกิดปัญหาน้อยลง จะสามารถสื่อสารและอธิบายสิ่งต่างๆ รวมถึงความคิดของตนให้คนอื่นฟังอย่างเข้าใจตรงจุด ทำให้ลดทุกข์และเพิ่มสุขในงานได้เป็นอย่างดี
สรุปเพื่อองค์กร
สุขและทุกข์ในงานมาจากทักษะการคิดของคนในองค์กร ถ้าคนมีความสุขในงาน งานจะสำเร็จได้เร็ว และองค์กรก็เจริญรุ่งเรืองเร็วขึ้นด้วย องค์กรที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลจึงใส่ใจในการพัฒนาการคิดของคนในองค์กรให้เป็นไปทางสร้างสรรค์ให้มากที่สุด การคิดแบบใหม่ทางสร้างสรรค์นี้ไม่มีในระบบการศึกษา ฝ่ายพัฒนาทรัพยากรมนุษย์จึงควรฝึกเพิ่มให้กับคนในองค์กรเอง
ที่มา : รัศมี ธันยธร ผู้อำนวยการศูนย์ความคิดสร้างสรรค์ www.creativitycenter.co.th

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *